ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจัง ด้วยการกระจายรายได้ และเพิ่มอำนาจการตัดสินใจทางเศรษฐกิจให้ชนชั้นแรงงาน

โดยกองบรรณาธิการ

​ ​กว่าไทยจะฟื้นฟูเศรษฐกิจสังคมหลังโควิด-19 ได้ ก็ทำให้ครอบครัวชนชั้นกรรมาชีพยากจนลงไม่น้อย ดูจากรายได้ตกต่ำไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายกับค่าครองชีพที่สูงลิ่ว หนี้สินครัวเรือนทั้งที่กู้ในระบบและนอกระบบ ที่สาหัสจนเป็นเหตุให้เกิดโศกนาฏกรรมในสังคม

                ส่วนนโยบายเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำและการแจกเงินดิจิทัลเพื่อใช้จ่ายประจำวันที่สะท้อนถึงการที่รัฐบาลจะเข้ามามีบทบาทในการจะต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำที่เลวร้ายลงในช่วงของการระบาดของโควิด ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสมควรได้ แต่อาจแก้ปัญหาได้แค่เฉพาะหน้า เพราะอำนาจและความมั่งคั่งยังคงกระจุกอยู่ที่ชนชั้นนายทุน ทั้งรัฐยังเอาเงินภาษีของประชาชนไปแก้ไขปัญหาที่คนเหล่านี้เป็นผู้ก่อแต่แรก

                นโยบายพัฒนาตำแหน่งงานในอนาคตก็คงเป็นกรอบเดิม ที่แรงงานเป็นแค่ปัจจัยการผลิตเป็นเครื่องมือแสวงหากำไรให้นายทุนอุตสาหกรรม นายทุนการค้าการส่งออกเพียงฝ่ายเดียว แล้วกระตุ้นการบริโภค คิดสินค้า บริการตัวใหม่  สร้างหนี้สินระลอกใหม่ และวิกฤตก็จะตามมาหลอกหลอนในอนาคต แรงงานคนหนุ่มสาวก็เผชิญปัญหาค่าจ้างต่ำและการจ้างงานเยี่ยงทาส ขยายชั่วโมงทำงานเพื่อให้มีรายได้เพียงพอ นักศึกษาฝึกงานก็ไม่เว้น

              ที่ผ่านมา เมืองไทยเป็นแหล่งกอบโกยกำไรของทุนต่างชาติตามนโยบายส่งเสริมการลงทุน มีอุตสาหกรรมชั้นนำ 20 อุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในไทยมายาวนาน ทั้งนายทุนไทยก็กอบโกยกำไรจากสินค้าพื้นฐาน เช่น อาหาร พลังงาน การสื่อสาร ไม่มีการปรับเพิ่มค่าจ้างให้ทันกับเงินเฟ้อและค่าครองชีพอย่างถ้วนหน้ามานาน นั่นสะท้อนว่า การพัฒนาของไทยเน้นการกดค่าจ้างมาโดยตลอด และยังมีพวกทุนที่ทิ้งฐานการผลิต ปิดกิจการสาขาที่เลี้ยงบริษัทแม่ในต่างประเทศจนอิ่มแล้วก็ไป ลอยแพคนงานมานับครั้งไม่ถ้วน เราจึงมีคนงานที่ตกงานถาวรเป็นจำนวนมาก โดยไม่มีเงินบำนาญและสวัสดิการเพิ่มเติม เราเป็นสังคมที่ทิ้งแรงงานที่ถูกใช้งานจนพังไว้ข้างหลัง

                มิหนำซ้ำเรามีมหาเศรษฐีหน้าใหม่เพิ่มขึ้น คนที่รวยอยู่แล้วก็รวยขึ้น ซึ่งไม่ได้ชี้วัดคุณภาพชีวิตของแรงงานที่เป็นคนส่วนใหญ่สังคม เพราะผู้คนต่างรับรู้ว่ามันร่ำรวยบนกองทุกข์ของประชาชน และรับรู้ว่าการเติบโตของโมเดลธุรกิจดิจิทัลตอนนี้มาจากขูดรีดแรงงานบนแพลตฟอร์ม

                แสดงว่าตลอดมานี้รัฐและทุนไม่ได้ต้องการให้ประชาชนคนส่วนใหญ่เข้มแข็ง ทั้งขาดความรับผิดชอบต่อสังคม และขาดความกล้าหาญที่จะแก้ปัญหาสังคมที่ตัวเองก่อไม่ว่าจะผ่านนโยบายเสรีสำหรับทุน แต่แรงงานไม่มีเสรีในการรวมตัว เช่น การฟ้องร้อง ข่มเหงรังแก ไม่ให้เข้าถึงสิทธิอันพึงมีตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและก.ม.คุ้มครองแรงงาน มีการทำลายการรวมกลุ่มจัดตั้ง การชุมนุมของผู้เห็นต่างด้วยความรุนแรง ออกกฎระเบียบลิดรอนเสรีภาพที่อ้างความมั่นคงภายใน แบ่งแยกและปกครอง จนประชาชนไร้อำนาจที่จะกำหนดอนาคตของตัวเอง ซึ่งเป็นการบั่นทอนประชาธิปไตย

             ที่กล่าวมาคือความจริงที่เรายังยากจนเพราะถูกกระทำย่ำยี การพัฒนาจากบนลงล่างที่ทำลายถิ่นที่อยู่ ทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งรายได้ และจ่ายค่าตอบแทนแก่แรงงานและสวัสดิการเพียงเล็กน้อย สร้างความเหลื่อมล้ำ เช่น คนงานสิ่งทอที่แม้อายุงานนานนับสิบๆ ปี ก็ยังมีค่าจ้างใกล้กับค่าจ้างขั้นต่ำ 

​                พวกเราฝ่ายแรงงานต้องการเสนอให้ 1) รัฐต้องเปลี่ยนกรอบคิดการพัฒนาเศรษฐกิจไหลริน เพิ่มช่องทางให้ประชาชนคนทำงานมีอำนาจตัดสินใจในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ร่วมเป็นผู้จัดทำนโยบาย 2) รัฐต้องลดอำนาจและความมั่งคั่งของนายทุน โดยจัดเก็บภาษีความมั่งคั่ง เพิ่มอัตราภาษีเงินได้และภาษีทรัพย์สินในอัตราก้าวหน้า เพื่อนำเงินมาพัฒนาระบบสวัสดิการถ้วนหน้าและครอบคลุม เช่น ให้บำนาญให้ประชาชนที่เกษียณอย่างถ้วนหน้า เรียนฟรีจริงเพื่อให้เยาวชนเข้าถึงระบบการศึกษาและการฝึกอบรมขั้นสูง 3) กระจายรายได้อย่างจริงจัง โดยเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำที่ครอบคลุมสมาชิกครอบครัวอีก 2 คน หรือราว 600 บาททั่วประเทศ กระจายการถือครองที่ดิน ปัจจัยการผลิตอื่น เช่น เงินทุน เทคโนโลยี เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเพิ่มรายได้  4) ยกเลิกหนี้ กยศ. หนี้ครัวเรือน ที่เกิดจากความผิดพลาดในการบริหารและการขูดรีดของผู้ให้กู้  และ 5) ปล่อยนักโทษการเมืองทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข และยกเลิกกฎหมายอาญา ม. 112 เพื่อคืนสิทธิเสรีภาพให้แก่ผู้เห็นต่างทางการเมือง การรวมกลุ่ม และจรรโลงระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทย

กรรมาชีพจงเจริญ!

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ