โดย ไผ่แดง
ในหนังสือ ทุน เล่ม 1 โดย คาร์ล มาร์กซ์ได้อธิบายไว้ว่า
“ทุนคือแรงงานที่ตายแล้ว ซึ่งเสมือนกับแวมไพร์ มีชีวิตอยู่โดยการสูบกินแรงงานที่มีชีวิตเท่านั้น และยิ่งมีชีวิตอยู่มากขึ้นเท่าไร มันก็จะยิ่งดูดแรงงานมากขึ้น ช่วงเวลาที่กรรมกรทำงานคือช่วงเวลาที่นายทุนบริโภคกำลังแรงงานที่เขาซื้อมา”
กระบวนการสะสมทุนภายใต้ระบบทุนนิยมกระทำภายใต้การขูดรีดมูลค่าส่วนเกินจากแรงงานมนุษย์เพื่อผลิตซ้ำให้ทุนพอกพูนขึ้นไปเรื่อยๆ ( [เงิน]->[สินค้า]->[เงิน+ส่วนเกินที่รีดจากการผลิตของแรงงาน]) ภายในขอบเขตชั่วโมงการทำงานหนึ่งวัน คนงานที่เป็นมนุษย์ถูกลดทอนให้เหลือเพียงแค่กำลังแรงงานในฐานะสินค้าแลกเปลี่ยนและคนงานถูกกำกับโดยอำนาจของนายจ้างและสัญญาจ้าง คนงานไร้ซึ่งอำนาจในฐานะปัจเจก ซึ่งสิ่งเหล่านี้สร้างความเหนื่อยล้าและแปลกแยกให้คนงาน นี่จึงเป็นความขัดแย้งของระบบทุนนิยม ในด้านหนึ่งนายทุนต้องขูดรีดคนงานเพื่อแข่งขันในระบบ แต่คนงานที่มีความรู้สึกนึกคิดมีชีวิตจิตใจไม่ใช่เครื่องจักร ต้องการใช้ชีวิตและพักผ่อน จึงเกิดการต่อสู้ของคนงานในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวเพื่อต่อรอง การนัดหยุดงาน การจัดตั้งสหภาพแรงงาน การประท้วง เป็นต้น
ในระยะตั้งไข่ของระบบทุนนิยมนับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม คนงานไม่เพียงแต่ผู้ชายแต่ยังรวมไปถึงคนงานเด็กและคนงานหญิงต่างต้องทำงานเพื่อแลกกับค่าแรงในการประทังชีพทั้งครอบครัว
ผลผลิตของความขัดแย้งเหล่านี้ได้แสดงผ่านการต่อสู้ทางชนชั้นตลอดจนประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา จนนำไปสู่เหตุการณ์การประท้วงในชิคาโก สหรัฐอเมริกา ซึ่งตรงกับวันที่ 1 พฤษภาคม 1886 คนงานจำนวนมากได้มารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อเรียกร้องให้ลดเวลาทำงานเหลือ 8 ชั่วโมง/วัน และจบลงด้วยการปราบปรามคนงานด้วยความรุนแรงในวันที 4 พฤษภาคมในปีเดียวกัน แต่การต่อสู้นี้ไม่เสียเปล่า องค์กรสากลนานาชาติที 2 ได้ลงมติให้วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันกรรมกรสากล เพื่อเป็นหมุดหมายที่สำคัญสำหรับการต่อสู้เพื่อลดชั่วโมงการทำงานของคนงาน จนการทำงาน 8 ชั่วโมง/วัน เริ่มกลายเป็นบรรทัดฐานขั้นพื้นฐานถึงปัจจุบัน (อะไรคือต้นกำเนิดของวันเมย์เดย์?,โรซา ลัคแซมเบิร์ก,ปวงชน อุนจะนำ-แปล, เว็บไซต์ประชาไท (2018) )
แต่คำถามต่อมาที่ยังคงสำคัญในปัจจุบัน เนื่องในปัจจุบันที่เทคโนโลยีการผลิตต่างๆ ก้าวหน้าขึ้นซึ่งเพียงพอที่จะลดภาระการทำงานของมนุษย์ลง เรายังสามารถลดระยะเวลาการทำงานได้หรือไม่? เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2565 ในสหราชอาณาจักรได้ทดลองลดเวลาการทำงานเหลือ 4 วัน/สัปดาห์ หรือ 32 ชั่วโมง/สัปดาห์ ซึ่งค่าแรงเท่าเดิมแต่ลดเวลาทำงานเหลือ 80% เมื่อสิ้นสุดการทดลองในระยะเวลา 6 เดือน พบว่า แรงงานทำงานได้ดีขึ้น มีการนอนหลับพักผ่อนที่ดีขึ้น มีความเครียดลดลงและสุขภาพจิตดีขึ้น มีสุขภาพกายดีขึ้นเพราะมีเวลาออกกำลังกาย อัตราการลาป่วยและลาออกลดลง สามารถใช้เวลาอยู่กับครอบครัวหรือออกไปพบเพื่อนมากขึ้น (เป็นไปได้หรือไม่ที่กรรมาชีพจะทำงานแค่ 32 ชั่วโมงต่อสัปดาห์?. เท็น เตรียมกรรมาชีพ. เว็บไซต์สังคมนิยมแรงงาน (2024) )
จะเห็นได้ว่า การลดชั่วโมงการทำงานจะช่วยให้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของคนงาน และสามารถลดความเหน็ดเหนื่อยจากภาระการทำงาน แต่อย่างไรก็ตามการสร้างมาตรฐานสากลใหม่สำหรับการลดชั่วโมงการทำงานนั้นไม่เคยได้มาจากความใจดีของอภิสิทธิ์ชน แต่มาจากการรวมหมู่และนำตนเองในการต่อสู้ของมวลชนชั้นล่าง

