โดย ญาณิศา
ปี 1968 ถือเป็นรูปธรรมสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงพลังแนวร่วมกรรมาชีพ-นักศึกษา ที่สามารถสั่นคลอนชนชั้นนำทั้งโลกได้ การรำลึกถึงความหลัง จิตใจต่อสู้ หรือ “ความหัวรั้น” ของคนหนุ่มสาวในยุคนั้นตามที่พวกอนุรักษ์นิยมด้อยค่าไว้ นี่คือการทำให้ประวัติศาสตร์ชิ้นนี้มามีชีวิตชีวาในการต่อสู้ ณ ปัจจุบัน
บริบทที่นำไปสู่การขบถปี 1968 คือในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เศรษฐกิจในฝรั่งเศสขยายตัวอย่างรวดเร็วซึ่งทำให้มีการขยายตัวของระบบการศึกษาไปด้วย เมื่อนั้นแล้วทำให้เกิดการเบ่งบานของการตั้งคำถามท้าทายต่อกฎระเบียบที่ล้าหลัง เช่น การแยกหอพักชาย-หญิง และห้ามไปมาหาสู่กัน จนเกิดการประท้วงยึดหอพักชายโดยผู้หญิงและยึดหอพักหญิงโดยผู้ชายขึ้น
จนช่วงใกล้ทศวรรษที่ 70 เริ่มเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลกลับนำทรัพยากรไปใช้ในสงครามการรบ ทำให้การพัฒนาของระบบการศึกษาไม่มีประสิทธิภาพจนทำให้เหล่านักศึกษาออกมาประท้วง ยึดตึกของมหาวิทยาลัยเนื่องจากต้องการให้รัฐปรับปรุงระบบการศึกษา ระเบียบการเรียนการสอนต่างๆ จนเกิดการปะทะกับตำรวจ CRS แล้วถูกปราบปรามอย่างรุนแรง นักสหภาพต่างๆ เห็นดังนั้นจึงรวมตัวกันประกาศนัดหยุดงาน ยึดโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ๆ เป็นเวลาสองสัปดาห์ โดยมีคนเข้าร่วม 10 ล้านคน และออกมาเดินขบวน 1 ล้านคนในกรุงปารีส
แต่แล้วพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสสายสตาลินและผู้นำสหภาพแรงงานออกมายับยั้งการต่อสู้และทำให้เป็นแค่การต่อสู้เพื่อเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น มีการทำสัญญากับรัฐบาลว่าจะขึ้นเงินเดือนคนงานและยุบรัฐสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ และเรียกร้องให้ยุติการประท้วงของสหภาพแรงงานทั่วประเทศ
หลังจากไฟปฏิวัติถูกดับลง บางส่วนในขบวนการที่ผิดหวังจากการนำของพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสสายสตาลิน ได้ห่างเหินจากแนวชนชั้นไป บางส่วนก็หันไปต่อสู้ในการเมืองอัตลักษณ์อย่างเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าการต่อสู้ทางชนชั้นและการต่อสู้ประเด็นอื่น ๆ จะยุติลง เช่น หลัง 1968 ได้เกิดขบวนการสิทธิพลเมือง ขบวนการต้านสงคราม ขบวนการรื้อฟื้นแนวมาร์กซิสต์ (กลุ่มแนวทร็อตสกี้, กลุ่มทบทวนวารสารสังคมนิยม) จากการแสดงพลังของนักศึกษาและกรรมาชีพในฝรั่งเศส
ในสหรัฐฯ ปี 1970 เกิดการประท้วงของนักศึกษาสหรัฐทั่วประเทศ หลังจากที่ทหารยิงนักศึกษาตายที่มหาวิทยาลัย เคนท์ สเตท ขณะที่นักศึกษาประท้วงต่อต้านการขยายสงครามเวียดนาม จนเกิดการยึดมหาวิทยาลัยต่างๆ ในมหาวิทยาลัย Berkeley นักศึกษาเสนอหลักสูตรใหม่ที่ไม่มีการสอบ เนื่องจากร่วมกันตระหนักว่า การสอบไม่ใช่การวัดความรู้ รวมถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองของคนผิวสีและชาติพันธุ์อื่น ๆ รวมถึงการปลดปล่อยเสรีภาพทางเพศ
ในประเทศไทย นักศึกษาเป็นหัวหอกในการล้มเผด็จการทหาร ถนอม ประภาส ณรงค์ ร่วมกับขบวนแรงงานและขบวนการชาวนา ในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 (ค.ศ.1973) และในปีเดียวกันนักศึกษากรีซเริ่มออกมาสู้ โดยยึดวิทยาลัยโปลิเทคนิค พร้อมกับการประท้วงของขบวนการแรงงานที่มีอยู่เดิม นำไปสู่การล้มเผด็จการทหารกรีซ
และยังมีการต่อสู้ของขบวนการนักศึกษา-กรรมาชีพอื่น ๆ อีกมาก เช่น การต่อต้านเผด็จการแนวสตาลิน ในเชคโกสโลวาเกีย (ปรากสปริง 1968) โปแลนด์ (เกิดสหภาพแรงงานอิสระชื่อว่า “โซลิดาร์นอสก์” 1970) การล้มเผด็จการทหารในโปรตุเกส (ปี 1974) และสเปน (ปี 1975) ฯลฯ ทำให้ชนชั้นปกครองต้องอาศัยพรรคแรงงาน พรรคสังคมนิยมปฏิรูป และพรรคคอมมมิวนิสต์สายสตาลินมาดับไฟการต่อสู้ ส่วนประเทศที่ระบบประชาธิปไตยรัฐสภาไม่แข็งแรงและพรรคสังคมนิยมสายปฏิรูปพยายามประนีประนอม มีการใช้ความรุนแรงปราบปรามอย่างโหดเหี้ยม
สรุปแล้ว เหตุการณ์ 1968 ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าคนชั้นล่างทางสังคมมีการขบถอยู่เป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะแนวร่วมกรรมาชีพ-นักศึกษาสามารถต่อกรจนถึงล้มรัฐบาลได้ และมีพลังในการสร้าง “หน่ออ่อน” ของสังคมใหม่ เป็นการต่อสู้ที่แสดงให้เห็นว่าความเป็นธรรมไม่ใช่เรื่องเฉพาะของชาติใดชาติหนึ่งเป็นพิเศษ และถึงแม้ว่าจะมีการอาศัยแนวอัตลักษณ์ในการต่อสู้ช่วงนั้นและถูกฝ่ายขวาช่วงชิงการต่อสู้ไปบ้าง แต่ไม่ได้ทำให้ขบวนการเหล่านี้หยุดสู้เพื่อสังคมที่ดีขึ้น ทั้งยังพิสูจน์ว่า แนวสตาลินไม่ใช่แนวปฏิวัติสังคมนิยม เพราะมันนำไปสู่การรักษาระบบทุนนิยมไว้ ไม่ใช่เพราะแนวมาร์กซิสต์หรือการปฏิวัติสังคมนิยมหมดยุค


