โดย วัฒนะ วรรณ
การบิดเบือนแนวคิดลัทธิมาร์คซ์ให้กลายเป็นแนวคิดแบบ “กลไก-แข็งทื่อ” มีแบบแผนที่แน่นอน เป็นลำดับขั้น อาจจะต้องเริ่มต้นจากการความล้มเหลวในการปฏิวัติรัสเซีย ปี 1917 ถึงแม้ช่วงแรก ๆ มันจะสร้างคามหวังประกายไฟให้กับผู้คน พลังของชนชั้นกรรมมาชีพเริ่มจะปลดแอดมนุษย์จากการกดขี่ต่างๆ แต่ภายในระยะเวลาไม่กี่ปีการปฏิวัติต้องเผชิญกับปัญหาหนักทั้งจากสงครามกลางเมืองและสงครามโลก ทำให้กรรมาชีพล้มตายเป็นจำนวนมาก ทั้งจากการสู้รบและความอดยาก การปฏิวัติก็เริ่มถดถอย
สตาลินและพวกข้าราชการแดงก่อการปฏิวัติซ้อนรวบอำนาจไว้เบ็ดเสร็จ หลังจากนั้นความก้าวหน้าทั้งหมดก็ตกต่ำลง แนวคิดลัทธิสตาลินที่ทำการปฏิวัติซ้อนทำลายสังคมนิยม ทำลายความสร้างสรรค์ของการปฏิวัติ มีเป้าหมายเพื่อสร้างอำนาจให้รัสเซียด้วยการกดขี่ขูดรีดกรรมาชีพอย่างหนักภายใต้ “เสื้อคลุม” ลัทธิมาร์คซิสต์ เลนินนิสต์ ซึ่งนำความสับสนมาสู่ผู้คนให้เข้าใจผิดในแนวทางลัทธิมาร์คซ์จนถึงปัจจุบันนี้ ผ่านขบวนการคอมมิวนิสต์ในประเทศต่างๆ รวมถึงพรรคคอมมิวนิสต์แห่งแประเทศไทยด้วย
สตาลินบิดเบือนแนวคิดมาร์คซ์ซิสต์ให้หมดสภาพในการใช้งานได้ในโลกจริง ทำให้มันเป็นเพียงนามธรรม เอาไว้ท่องเป็นคำขวัญหรือคัมภีร์ ทำลายความละเอียดอ่อนของวิภาษวิธีไปจนหมดสิ้น ลดความขัดแย้งทางชนชั้น ลดบทบาทของตัวมนุษย์ในการกำหนดอนาคตของตัวเองลง ทำให้การเปลี่ยนแปลงสังคมกลายเป็น “กลไก-แข็งทื่อ”
ทฤษฎีวัตถุนิยมประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือของลัทธิ์มาร์คซ์ในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของมนุษย์ โดยเน้นที่ความสัมพันธ์ของการหาเลี้ยงชีพในโลกจริงของมนุษย์ หรือ ความสัมพันธ์ทางการผลิต ซึ่งเป็นเรื่องของ “วัตถุ” กับแนวคิดของมนุษย์ที่นำไปสู่การกระทำ(ปฏิบัติ) ในการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมต่างๆ รอบตัวในการสร้างประวัติศาสตร์
มาร์คซ์ เสนอในงาน “คำนำการวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์การเมือง” ว่าการจัดการบริหารสังคมของมนุษย์เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ในการหาเลี้ยงชีพของมนุษย์เอง แต่เมื่อเวลาผ่านไป กระบวนการผลิตต่างๆ พัฒนาขึ้น แต่สภาพสังคมเดิม และวิธีจัดการสังคมแบบเดิม ไม่ได้พัฒนาให้สอดคล้องกัน จึงเกิดความขัดแย้งกัน ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิวัติสังคม ซึ่งเป็นกระบวนการในการสร้างประวัติศาสตร์
การอธิบายกระบวนการทางประวัติศาสตร์ของมาร์คซ์ เป็นการอธิบายแบบ “วิภาษวิธี” ที่ให้ความสำคัญกับบทบาทมนุษย์ในการเปลี่ยนแปลงสังคมในการกำหนดอนาคตตนเอง และข้อจำกัดทางวัตถุของยุคสมัยที่ควบคุมการกระทำของมนุษย์ไปพร้อมกัน มาร์คซ์จึงเน้นว่า “มนุษย์เป็นผู้สร้าง ประวัติศาสตร์… แต่ในบริบทของสังคมที่ตนเองไม่ได้เลือก” และการสร้างประวัติศาสตร์ของมนุษย์ก็จะกลับมาเปลี่ยนบริบทของสังคมให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ด้วย กลับไป กลับมา เช่นนี้
E. H. Carr (1990) นักประวัติศาสตร์มาร์คซิสต์จากอังกฤษ เสนอว่า บทบาทปัจเจกกับสังคมรอบตัวแยกออกจากกันไม่ได้ ประวัติศาสตร์คือผลผลิตของสังคมที่ไม่เคยหยุดนิ่งคงที่ และการกระทำของมนุษย์ก็เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เช่น การประท้วงในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา หรือ พฤษภาคม ๓๕ ที่อาจจะเริ่มต้นจากความไม่พอใจเล็กๆ เช่นนักศึกษาถูกจับ หรือผู้นำผิดคำพูด ไม่ได้มีเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น เช่นการล้มอำนาจเผด็จการ และเมื่อล้มเผด็จการได้แล้ว อาจจะไม่มีแผนการที่ชัดเจนจะนำอะไรใหม่เข้ามาแทนที่ทันที การกระทำของ “มวลชน” กับการกระทำของปัจเจกเป็นสิ่งเดียวกัน เพราะมวลชนประกอบไปด้วยความเป็นปัจเจกและความเป็นกลุ่มพร้อมๆ กัน ประวัติศาสตร์จึงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกในสังคมและพลังสังคมที่นําไปสู่การกระทำของปัจเจก
ในเรื่องของ “ขั้นตอน” ของประวัติศาสตร์ Carr เสนอว่าสมมุติฐานทางประวัติศาสตร์ ในรูปแบบวิทยาศาสตร์ของนักมาร์คซิสต์ ไม่ได้หมายความว่ากระบวนการประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยกฎเหล็กหรือความจริงสมบูรณ์ เราใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือในการทำงานเพื่อพยายามเข้าใจโลกปัจจุบัน ดังนั้นการกล่าวถึงประวัติศาสตร์ในลักษณะ “ขั้นตอน” ไม่ควรทำในรูปแบบกฎเหล็ก
อย่างไรก็ตามในช่วงหลังชีวิตของ คาร์ล มารคซ์ มีคนที่เรียกตัวเองว่านักมาร์คซิสต์สองกลุ่มที่แปรวัตถุนิยม ประวัติศาสตร์มาร์คซิสต์ จากความละเอียดอ่อนของวิภาษวิธีไปเป็นความแข็งทื่อของมุมมองกลไก จุดร่วมของสองกลุ่มนี้ต้องการที่จะลดบทบาทของมนุษย์และการต่อสู้ ในการอธิบายกระบวนการประวัติศาสตร์เพื่อสนับสนุนจุดยืนทางการเมืองของเขาในยุคนั้น
กลุ่มแรก ปัญญาชนของพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย (S.P.D.) ในเยอรมันก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง คาร์ล เคาท์สกี ที่มองว่าประชาธิปไตยทุนนิยมในเยอรมันเปิดทางให้มีการสร้างสังคมนิยมอย่างสันติค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่ต้องใจร้อนทำการปฏิวัติ ทุนนิยมเยอรมันย่อมวิวัฒนาการไปสู่สังคมนิยม “อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
กลุ่มที่สอง แนวสตาลิน-เหมา สาเหตุที่เขาต้องการลดบทบาทของมนุษย์และความไม่แน่นอนทางประวัติศาสตร์ก็เพราะเขาได้กลายเป็นชนชั้นปกครองที่กดขี่ขูดรีดมวลชนในระบบ “ทุนนิยมโดยรัฐ” ของรัสเซียหรือจีนไปแล้ว แนวสตาลิน-เหมาจึงมีผลประโยชน์ทางชนชั้นในการเสนอให้มวลชนหยุดนิ่ง เพื่อรอการวิวัฒนาการของสังคมแทนที่จะลุกขึ้นสู้ ซึ่งอาจท้าทายอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์
อ้างอิง: ใจ อึ๊งภากรณ์, และนุ่มนวล ยัพราช (บรรณาธิการ). (2547). รื้อฟื้นการต่อสู้ซ้ายเก่าสู่ซ้ายใหม่. ชมรมหนังสือประชาธิปไตยแรงงาน.

