สรุปประเด็นสำคัญของหนังสือ “ทำไมต้องช่วยนายธนาคาร?” (ตอน 1/2)

โดย พัชณีย์ คำหนัก

​หนังสือ ทำไมต้องช่วยนายธนาคาร (Why save the bankers?) ราว 300 หน้าของโทมัส พิเก็ตตี นักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศสประจำสำนักเศรษฐศาสตร์ Paris School of Economics  เป็นการรวบรวมบทความวิเคราะห์วิกฤตการเงินในยุโรปเป็นหลัก แต่ก็พูดถึงสหรัฐอเมริกา กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง ซึ่งเขียนในช่วงปี 2004-2015 ตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ลิเบอเรชั่นหรือเลอมงด์ เนื้อหานั้นผู้เขียนเน้นบทบาทของธนาคารกลางในการจัดการวิกฤตการเงิน เป็นผู้ให้กู้ยืมแหล่งสุดท้าย ปัญหาหนี้สาธารณะของรัฐสมาชิกในสหภาพยุโรปที่แบกภาระดอกเบี้ยสูง การเก็งกำไรจากดอกเบี้ยของพวกธนาคารเอกชน การเก็บภาษีรายได้ที่ไม่เป็นธรรม และตอบโต้นโยบายการเมืองอนุรักษ์นิยมของประธานาธิบดีฝรั่งเศส นิโคลา ซาร์โกซี ที่ลดภาษีของคนรวยช่วยเหลือนายทุน และรัดเข็มขัด (austerity) พร้อมข้อเสนอการรวมหนี้สาธารณะของประเทศที่ใช้เงินยูโร ที่มีมูลค่าสูงกว่า 60% ของ GDP ผ่านการสร้างสหพันธรัฐยุโรป (European federalism) และคณะกรรมการด้านการคลังและสวัสดิการสังคมจากรัฐสภาแต่ละประเทศ (น.196-198) เพื่อไม่ให้ประเทศสมาชิกบอบช้ำ และหยุดยั้งการเก็งกำไรค่าเงิน ดอกเบี้ยกับพวกหนีภาษีที่เอาสินทรัพย์ทางการเงินไปเก็บไว้ในประเทศอื่น (tax haven)

​เศรษฐศาสตร์ภาคการเงินระดับมหภาคฟังดูเข้าใจยาก แต่ผู้เขียนก็เชื่อมโยงถึงปัญหาความยากจน ความไม่เป็นธรรมที่เกิดจากทุนใหญ่ คนรวยที่หลีกเลี่ยงภาษี และการเมืองที่เอื้อนายทุน ผลที่ออกมาคือความเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกลายเป็นเรื่องของการสร้างความมั่งคั่งให้คนเพียงหยิบมือเดียว บทความนี้จะขอสรุปสาระสำคัญนี้ไว้ 2 ตอนเพื่อให้ครอบคลุมและเปรียบเทียบกับประเทศไทยต่อไป

การแทรกแซงของรัฐบาลและธนาคารกลางเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการเงิน

                วิกฤตการเงินหรือซับไพร์มเริ่มเกิดขึ้นปี 2007 ที่สหรัฐอเมริกา และถึงจุดสูงสุดเมื่อปี 2008 ที่กลุ่มบริษัทการเงินขนาดใหญ่ เลห์แมน บราเทอร์ส ล้มละลาย และนั่นจึงเกิดการแทรกแซงของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูเสถียรภาพของตลาดและสินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่มีปัญหา โดยกระทรวงการคลังและธนาคารกลางของสหรัฐ (FED) ในยุคประธานาธิบดีโอบามานำเงินมูลค่า 700,000 ล้าน-1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 5%-10% ของ GDP (น.37) เข้าช่วยเหลืออย่างที่ไม่เคยเป็นมา ในขณะที่ประชาชนไม่พอใจกับการจ่ายเงินเดือนเป็นจำนวนมหาศาลให้พวกผู้บริหารและพวกที่ซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินในช่วง 30 ปีมานี้ แต่ครั้งนี้มีการกำหนดเงินเดือนผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องที่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ (หรือผู้จ่ายภาษี) ให้ไม่เกิน 4 แสนดอลลาร์ (เท่าเงินเดือน ปธน.สหรัฐ) ต่างจากยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ปี 1929 ที่ประธานาธิบดีแฟรงคลิน รูสเวลต์ใช้วิธีเพิ่มภาษีรายได้ของชนชั้นสูง จาก 25% พุ่งไปเป็น 64% ในปี 1932 และก็เพิ่มอีกในปี 1936, 1941 เป็น 79% และ 91% ตามลำดับ และลดลงในปี 1964 ถือเป็นคุณประโยชน์หนึ่ง แต่ท้ายสุดหยุดที่ 30-35% ในปี 1980 (ยุคเรแกน)

                ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ประธานาธิบดีฝรั่งเศส นิโคลา ซาร์โกซี ก็ทำเช่นเดียวกับ FED โดยจัดระบบการเงินของธนาคารฝรั่งเศสและประกันหนี้ และช่วยเหลือประเทศในกลุ่มยูโร ราว 2.4 ล้านยูโร ซึ่งถือว่าเสี่ยงเพราะเป็นเงินสาธารณะ โดยไม่มีเงื่อนไขให้ธนาคารที่รับความช่วยเหลือปฏิบัติตาม เพียงเพื่อกระตุ้นให้มีการกู้ยืมต่อๆ ไปยังบริษัทขนาดเล็กและกลาง ซึ่งรัฐบาลยอมเป็นหนี้อย่างไม่จำกัดเพียงเพื่อช่วยนายธนาคาร แม้ฝรั่งเศสจะร่ำรวย คือความมั่งคั่งของคนในชาติอยู่ที่ 12.5 ล้านล้านยูโร (เฉลี่ย 2 แสนยูโรต่อหัวประชากร) รายได้ประจำปีของประเทศ (GDP ลบค่าเสื่อม) อยู่ที่ 1.7 ล้านล้านยูโร แต่จำเป็นที่รัฐบาลต้องกำหนดเงื่อนไขด้วย คือ ผู้ถือหุ้นและผู้จัดการธนาคารต้องจ่ายค่าชดใช้ในความผิดพลาดของพวกเขา, ต้องออกกฎระเบียบของการเงินที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อให้แน่ใจว่าสินทรัพย์เสีย (toxic assets) จะไม่ถูกขายทอดตลาดอีก และเก็บภาษีอัตราก้าวหน้ากับผู้มีรายได้สูงให้มากขึ้น ซึ่งตรงข้ามกับนโยบายป้องกันทางภาษี (tax-shield) ของ ปธน.ซาร์โกซี ที่มุ่งยกเว้นการเก็บเงินภาษี (น.47) ซึ่งได้นำไปสู่วิกฤตหนี้สาธารณะยูโรโซนในปี 2010 และ 2011

​ธนาคารกลางของสหรัฐและยุโรปเข้ามามีบทบาทในตลาดการเงินของภาคเอกชนมากกว่าที่เคยเป็นมา เช่น FED ซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว 3 แสนล้าน ปล่อยเงินกู้ให้สถาบันการเงิน เข้าซื้อตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยค้ำประกัน รวมทั้งหลักทรัพย์อื่นๆ ส่วน ECB ซื้อพันธบัตรของธนาคารเอกชน 6 หมื่นล้านยูโร (น.66) แต่จะยับยั้งวิกฤติการณ์ได้หรือไม่ แม้จะปล่อยกู้ให้ธนาคารเอกชนให้ยาวนานขึ้นเพื่อให้นำไปปล่อยกู้แก่ครัวเรือนและบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางภาคส่วนต่างๆ ปรากฏว่า การปล่อยกู้เป็นไปอย่างช้าๆ เพราะภาคเอกชนยังบอบช้ำ เรื่องที่ช่วยได้เป็นพื้นฐานคือ การป้องกันการล้มละลายของสถาบันการเงิน

ที่มาของกำไรของธนาคารเป็นเรื่องการเมือง

            ต่อจากข้างต้นเมื่อธนาคารกลางปล่อยกู้ให้ธนาคารทั่วไป สิ่งที่ตามมาคือ ในปี 2009 ธ.บีเอ็นพี พารีบาส์ ของฝรั่งเศสซึ่งเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปทำกำไรได้ 8,000 ล้านยูโร อีกทั้งธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป 10 แห่งกำไรรวมกัน 50,000 ล้านยูโร ส่วนในสหรัฐ ธนาคารใหญ่ที่สุด 10 แห่งกำไรรวมกันอยู่ที่ 1 แสนล้านยูโร (น.109) กำไรมาจากไหนทั้งๆ ที่อยู่ในช่วงที่เกิดวิกฤตการเงิน นั่นคือธนาคารเหล่านี้กู้เงินธนาคารกลางด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำ แล้วนำมาปล่อยกู้ให้คนอื่นในอัตราที่สูงกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งปล่อยกู้ให้รัฐบาล ธนาคารกลางยุโรปและสหรัฐสำรองเงินใหม่กว่า 2 ล้านล้านยูโรจากการพิมพ์เงินเพิ่ม (เกือบ 10% ของ GDP) ปล่อยกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ย 1% ธนาคารทั่วไปก็นำไปปล่อยกู้ต่อด้วยอัตราดอกเบี้ย 5% ส่วนต่างคือ 4% (เท่ากับ 80,000 ล้านยูโร) หรือนำไปชำระหนี้  ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างสภาพคล่องให้หลุดพ้นจากการล้มละลายและป้องกันภาวะถดถอยอีก แต่ต้องมีเงื่อนไขว่ารัฐบาลต้องกำกับดูแลทางการเงินไม่ให้เกิดหายนะอีก และเรียกร้องความรับผิดชอบ เก็บภาษีจากธนาคารต่างๆ และปลดภาระหนี้ที่รัฐบาลกู้ยืมมาจากธนาคารเหล่านั้น ไม่เช่นนั้นประชาชนจะลุกมาตั้งคำถาม เพราะธนาคารได้กำไร ผู้ถือหุ้นได้เงินปันผล ผู้บริหารได้โบนัสเพิ่มแต่การจ้างงานและค่าจ้างยังคงต่ำ ทั้งยังมีนโยบายรัดเข็มขัดตัดเงินเดือนและสวัสดิการเพื่อจ่ายคืนหนี้สาธารณะ ที่ท้ายสุดพวกธนาคารก็กลับมาเก็งกำไรกับรัฐบาลด้วยการเก็บดอกเบี้ยเกือบ 6%  หรือมากกว่า 6% ดังกรณีไอร์แลนด์และกรีซ ซึ่งไม่เป็นธรรม นั่นคือ ธนาคารใหญ่ระดับโลกเพียงหยิบมือเดียวมีอำนาจเพิ่มดอกเบี้ยเพียงไม่กี่นาที ได้นำพาประเทศกรีซเข้าสู่วิกฤตหนี้สาธารณะที่ต้องชำระคืนดอกเบี้ยในอัตราสูง (น.119)

รวยกระจุกจนกระจาย

                หากดูการกระจายรายได้ในฝรั่งเศส ก่อนวิกฤตการเงิน อำนาจซื้อของกลุ่มคนรวยเพิ่มขึ้นกว่าเดิม 20-40% (น.55) แต่คนระดับล่างสุด 90% มีอำนาจซื้อเพียง 4% แนวโน้มยังคงเป็นเช่นนี้จนมาถึงช่วงปี 2005-2008 (คล้ายกับสหรัฐตั้งแต่ยุค 80) คือ รายได้ประชาชาติ 15% อยู่ในมือของคนรวย 1% ของประชากรทั้งหมด ส่วนคนที่เหลือรายได้กลับซบเซา เพราะความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้ที่เกิดขึ้นมาในยุค 90 ค่าจ้างแรงงานลดลง เช่นเดียวกับในสหรัฐ ยกตัวอย่าง ผู้บริหารระดับสูงในภาคการเงินขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองสูงลิ่ว ทางการจึงเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า ฝรั่งเศสก็ควรจะมีนโยบายเช่นนี้ ซึ่งหากดูรายได้ครัวเรือนจะพบว่า รายได้ส่วนทุน (เงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าเช่า) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ค่าจ้างแรงงานหลังหักภาษีก็ลดลง ทั้งยังหักเงินประกันสังคม ทำให้เกิดความไม่เท่าทียมระหว่างทุนกับแรงงาน

​ยังมีบทเรียนสำคัญของระบบภาษีในฝรั่งเศสที่ลดหย่อนให้ชนชั้นนายทุนผู้มั่งคั่ง (นโยบาย tax -shield) ดังกรณีของลิเลียน เบตตองกูร์ ผู้สืบทอดบริษัทลอรีอัล มูลค่า 15,000 ล้านยูโร ผู้มั่งคั่งสุดในฝรั่งเศส โดยหลักการเธอต้องจ่ายภาษีความมั่งคั่ง 1.8% ของทรัพย์สินทั้งหมดต่อปี ซึ่งเท่ากับราว 270 ล้านยูโร แต่เธอจ่ายภาษีรายได้และภาษีความมั่งคั่ง 397 ล้านยูโรในระยะ 10 ปีมานี้ เท่ากับว่าเธอจ่ายภาษีความมั่งคั่งเพียง 2.5% หรือคิดเป็น 0.25% ต่อปี  ส่วนอีกด้าน มีการเก็บภาษีเงินได้จากแรงงานส่วนใหญ่ สะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมในสังคม และสะท้อนว่าผลตอบแทนส่วนทุนตลอด 30 ปีมานี้เพิ่มขึ้นมากกว่าอัตราการเติบโตของผลผลิตและรายได้ของคนทำงาน (น.86) ซึ่งควรเข้าไปดูรายได้ประชาชาติที่ชี้วัดรายได้ของพลเมืองในฐานะเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้ทราบถึงรายได้ที่แท้จริงหลังหักกำไรจากการผลิตของบริษัทต่างชาติในประเทศที่ส่งกลับไปประเทศแม่ กอรปกับการที่บริษัทเอาใจผู้ถือหุ้นมาก โดยจ่ายดอกเบี้ยและเงินปันผลเป็นจำนวนมาก (น.75) ดังนั้น ผู้เขียนเสนอให้ใช้ระบบภาษีและรายได้ที่สมดุลกันระหว่างทุนกับแรงงานและบังคับบริษัทให้เอากำไรมาสนับสนุนประโยชน์ของครอบครัวและสุขภาพแห่งชาติ  

                และวิกฤตการเงินก็ไม่ได้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน แม้จะสถาบันการเงินล้มละลาย แต่มีการว่างงานสูง และมีนโยบายทางการเมืองที่เอื้อคนรวย  อีกทั้ง คนรวยสุดรู้วิธีหาประโยชน์จากความวุ่นวายทางการเงิน เช่น กว้านซื้อสินทรัพย์ที่ดีในเวลาที่เหมาะสม ลงทุนหุ้นที่เสี่ยงจำนวนมาก เพราะคนรวยมีทรัพยากรที่จะจ่ายให้ที่ปรึกษาทางการเงินและตัวกลาง ซึ่งเราสามารถเข้าไปดูส่วนแบ่งรายได้ของคนมีรายได้สูงสุดเทียบกับคนมีรายได้ต่ำสุด  สำหรับฝรั่งเศสนั้น รัฐบาลซาร์โกซีไม่สนใจจัดการกับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ต่างจากยุค 1929 ที่รัฐบาลสหรัฐมีนโยบายทางการเมืองควบคุมระบบทุนนิยมไม่ให้เอกชนขูดรีด เช่น เก็บภาษีก้าวหน้า ควบคุมค่าเช่า โอนกิจการมาเป็นของรัฐ เป็นต้น (น.102) (ต่อตอน 2)

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ