ส่วนหนึ่งจากหนังสือ “มาร์กซิสต์วิเคราะห์ปัญหาสังคมไทย” โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
สังคมไทยเต็มไปด้วยกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวแบบประเด็นเดียวมาตั้งแต่ยุค NGO มีคนที่เคลื่อนไหวเรียกร้องผลประโยชน์ของแรงงาน มีกลุ่มที่รณรงค์เรื่องสิทธิสตรี มีกลุ่มที่เคลื่อนไหวเรื่องเขื่อนหรือคัดค้านความก้าวร้าวของกลุ่มทุนใหญ่ในพื้นที่ชนบท และมีคนที่เคลื่อนไหวเรื่องประชาธิปไตย ฯลฯ
การรณรงค์ในประเด็นที่เอ่ยถึงนี้มีประโยชน์และก้าวหน้าทั้งนั้น แต่มีผลจํากัดมากในการแก้ปัญหาระยะยาว และไม่มีผลเลยในการปลดแอกคนส่วนใหญ่ในสังคมจากการกดขี่ของชนชั้นปกครอง สาเหตุสำคัญคือ
1. ประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เราต้องแก้ไข และมีคนพยายามรณรงค์แก้ไขมีต้นกําเนิดจากจุดเดียวกันคือระบบทุนนิยมและสังคมชนชั้น การเคลื่อนไหวแบบแยกส่วนจึงเป็นการเน้นอาการของระบบ แทนที่จะพุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนระบบ ปัญหาต่างๆ จึงเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง
2. การเคลื่อนไหวแบบแยกประเด็นเป็นการเคลื่อนไหวที่อ่อนแอ และไม่สามารถรวมพลังของคนที่ถูกกดขี่หรือเดือดร้อนทั้งหมดได้
3. ในหลายกรณีคนที่เคลื่อนไหวในประเด็นหนึ่ง อาจไม่อยากสมานฉันท์กับคนที่เคลื่อนไหวในประเด็นอื่น และไม่สนใจหรือไม่เห็นใจคนที่ถูกกดขี่อื่นๆ อีกด้วย ตัวอย่างเช่น คนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกันเกลียด LGBTQIA หรือสนับสนุนให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจําชาติ ทั้งๆ ที่ประเทศไทย มีคนนับถือศาสนาอื่นๆ อยู่มาก หรือเสื้อแดงบางคนในสหรัฐอเมริกาที่สนับสนุน ประธานาธิบดีทรัมป์ซึ่งเกลียดชังคนผิวดํา คนมุสลิม และสตรี หรือกรณี NGO ต่างๆ ที่เคยโบกมือเรียกทหารให้ทํารัฐประหาร เป็นต้น
ในหนังสือ “จะทําอะไรดี” ของเลนินเขียนในปี 1901 เพื่อวิจารณ์พวก ฝ่ายซ้ายที่เน้นแต่ประเด็นปากท้องของชนชั้นกรรมาชีพอย่างคับแคบ เลนินได้ บอกว่า นักสังคมนิยมจะต้องคัดค้านและเปิดโปงการกดขี่ทุกรูปแบบโดยชนชั้น ปกครอง เขาตั้งคําถามว่าการศึกษาทางการเมืองของพรรคสังคมนิยมควรจะเป็นอย่างไร และตอบเองว่า ต้องยกตัวอย่างการกดขี่ทุกรูปแบบจากโลกจริงมาพิจารณา เขาบอกอีกด้วยว่า จิตสํานึกทางการเมืองของชนชั้นกรรมาชีพจะไม่เป็นจิตสํานึกทางการเมืองที่แท้จริง ถ้าไม่มีคําตอบต่อการกดขี่ทุกรูปแบบ ไม่ว่าการกดขี่นั้นจะมีผลกับชนชั้นใด
ตัวอย่างรูปธรรมของแนวคิดเลนิน คือ ท่าทีต่อพลเมืองมุสลิมในรัสเซียซึ่งมีจํานวนไม่น้อย พรรคบอลเชวิค (Bolsheviks) ของเลนิน ออกคําประกาศในเดือนพฤศจิกายน 1917 หลังการปฏิวัติสําเร็จว่า “ชาวมุสลิมในรัสเซีย ซึ่งมัสยิดและประเพณีต่างๆ ของท่านเคยถูกรัฐทําลาย ตอนนี้ท่านมีสิทธิเสรีภาพทางศาสนาเต็มที่ซึ่งจะถูกละเมิดไม่ได้… จงเข้าใจว่าการปฏิวัติกรรมาชีพอันยิ่งใหญ่จะปกป้องสิทธิของท่านเสมอ” และในเรื่องสิทธิเสรีภาพของชาติเล็กที่เคยถูกรัฐบาลของพระเจ้าซาร์กดขี่ เลนินประกาศว่า เขาพร้อมจะทําสงครามกับแนวคิดชาตินิยมที่กดขี่คนอื่นตลอด
สาเหตุที่เลนินเสนอว่า นักสังคมนิยมจะต้องสนับสนุนและมีส่วนร่วมโดยตรงในการต่อสู้ของผู้ที่ถูกกดขี่ในทุกรูปแบบคือ
1. มันเป็นการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยพื้นฐาน และการกดขี่ในทุกรูปแบบมีจุดกําเนิดจากระบบทุนนิยมและสังคมชนชั้น และถูกผลิตซ้ําโดยระบบนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้าไม่กําจัดระบบนี้ในที่สุด มนุษย์จะมีเสรีภาพอย่างมั่นคงไม่ได้
2. พรรคของชนชั้นกรรมาชีพจะต้องคอยรณรงค์ให้กรรมาชีพทั้งหลายมีจุดยืนที่ก้าวหน้าที่สุด เพื่อให้กรรมาชีพมีส่วนสําคัญในการนําการผลักดันให้เกิดการปลดแอกมนุษย์ในทุกรูปแบบ ทั้งนี้เพราะชนชั้นกรรมาชีพมีพลังซ่อนเร้นทางเศรษฐกิจที่จะล้มระบบที่เป็นรากฐานการกดขี่ทั้งหลายได้
3. การที่พรรคสังคมนิยมชูประเด็นการกดขี่ หรือประเด็นปัญหาหลากหลายของคนในสังคม เป็นสิ่งที่จะสร้างความสามัคคีในการต่อสู้ระหว่างคนที่มีปัญหาที่แตกต่างกัน ซึ่งมีความสําคัญอย่างยิ่งในการผลักดันการปฏิวัติเพื่อปลดแอกมวลมนุษย์
สําหรับประเทศไทย มันแปลว่า เราต้องสร้างพรรคที่สนับสนุนและร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และเพื่อสิทธิเสรีภาพของชาวปาตานี, ผู้หญิง, LGBTQIA+, คนพิการ, คนยากจนในชนบท, กรรมาชีพในสหภาพแรงงาน, และของชนกลุ่มน้อย ฯลฯ
[บางส่วนของบทความนี้คัดจากหนังสือของ John Molyneux (2017) “Lenin for Today”, Bookmarks]

