อาร์เจนตินา ภายใต้ประธานาธิบดีขวาจัด

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

​เมื่อวันที่ 10 ธันวาคมปีที่แล้ว ฮาเวียร์ มิเล ได้ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของอาร์เจนตินา จุดยืนทางการเมืองของเขาคือสนับสนุนนโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดสุดขั้ว อนุรักษ์นิยมสุดขั้วในประเด็นทางสังคม และปกป้องเผด็จการทหารที่ก่ออาชญากรรมต่อนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายในช่วงปี 1976-83

​แนวคิดฝ่ายขวาของเขาที่มีส่วนคล้ายกับแนวคิดฟาสซิสต์ ซึ่งไม่ต่างจากกรณีอดีตประธานาธิบดี จาอีร์ บอลโซนาโร ของบราซิล หรือ ดอนัลด์ ทรัมป์ในสหรัฐ ทั้งๆ ที่ทั้งสามคนไม่ถือว่าเป็นผู้นำฟาสซิสต์และยังไม่ได้ลงมือสร้างขบวนการฟาสซิสต์อย่างแท้จริง แต่ต้องถือว่าเขาเป็นพวกฝ่ายขวาที่อำนวยความสะดวกให้กับการขยายตัวของฟาสซิสต์ในยุคนี้ทั่วโลก นอกจากนี้ นักการเมืองทั้งสามคนนี้หลอกลวงประชาชนว่าเขาเป็น “คนนอก” ที่สนับสนุนคนจนหรือคนตัวเล็กๆ ในขณะที่แท้จริงแล้วเขาเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครอง เพียงแต่ว่ามีการฉวยโอกาสสร้างฐานเสียงจากประชาชนที่เบื่อหน่ายและหมดศรัทธาในการเมืองกระแสหลัก มันเป็นปรากฏการณ์ที่กำลังขยับจุดศูนย์กลางของการเมืองกระแสหลักไปทางขวา

​ในเรื่องสิทธิสตรี มิเลปฏิเสธว่า ผู้หญิงต้องมีสิทธิเสรีภาพ ดังนั้นรัฐบาลของเขามีแผนจะทำลายสิทธิทำแท้งที่ผู้หญิงเพิ่งได้ในปี 2020 และแน่นอนเขาต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างบ้าคลั่ง นอกจากนี้ มีการปลุกระดมให้ประชาชนเกลียดชังคนต่างชาติที่อพยพเข้ามาในประเทศอีกด้วย ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนประเด็นความไม่พอใจของประชนชนต่อสภาพเศรษฐกิจของตนเองเพื่อไปโทษคนต่างชาติ

​การขึ้นมาของมิเลสะท้อนความล้มเหลวของรัฐบาลกระแสหลัก ทั้งฝ่ายซ้ายปฏิรูปและฝ่ายขวา ภายใต้รัฐบาลนายทุนของ เมาริซิโอ มากริ ระหว่างปี 2015-2019 หนี้สินของชาติเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยที่มีการกู้เงินจากไอเอ็มเอฟ $44 พันล้าน แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนหรือความไม่พอใจของประชาชนได้เลย เพราะรัฐบาลพยายามตัดโครงการที่ช่วยคนจน ดังนั้น มีการกลับมาของแนว “เปรอน” ภายใต้ อัลเบร์โต เฟร์นันเดซ กับ คริสตินา เคิร์ชเนอร์ แต่รัฐบาลนี้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจได้

​ปัญหาหนี้สินของอาร์เจนตินาในยุคเมาริซิโอ มากริ เป็นเรื่องตกค้างจากยุคที่ประเทศไม่ยอมจ่ายหนี้มหาศาลเมื่อปี 2001และถูกสถาบันทางการเงินปฏิเสธปิดกั้นไม่ให้ยืมเงินเพิ่มเพื่อแก้ปัญหา แต่ประเทศถูกซ้ำเติมจากสภาพฝนแล้งที่กระทบการส่งออกของสินค้าเกษตรและการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ

​นโยบายและแนวคิด “ลัทธิเปรอน” ภายใต้พรรค Justicialist สืบประวัติมาจากรัฐบาลกึ่งเผด็จการประชานิยมของ วาน เปรอน อดีตนายทหารชาตินิยมซึ่งชนะการเลือกตั้งปี 1946 รัฐบาลของเปรอนพยายามควบคุมกระแสการต่อสู้ของกรรมาชีพที่เกิดขึ้นในยุคนั้นด้วยการใช้นโยบายเอาใจสหภาพแรงงานในขณะที่จำกัดการต่อสู้และปราบคนที่เห็นต่าง ก่อนที่จะชนะการเลือกตั้ง ระดับการสนับสนุนเปรอนในหมู่กรรมาชีพเห็นชัดเมื่อบางส่วนของชนชั้นปกครองพยายามจับเปรอนเข้าคุกเพราะกลัวว่าเข้าข้างกรรมาชีพมากเกินไป มีการนัดหยุดงานทั่วไปพร้อมกับการประท้วงจนเปรอนได้รับการปล่อยตัว

​นักปฏิวัติสังคมนิยมชื่อ คริส ฮาร์แมน จากพรรคสังคมนิยมกรรมาชีพอังกฤษเคยอธิบายว่า สิ่งที่กรรมาชีพอาร์เจนตินาได้มาในยุคนั้น เหมือนดาบสองคม คือนายจ้างถูกบังคับให้เพิ่มค่าแรง 30% ในสี่ปี มีการสร้างรัฐสวัสดิการ ยอมรับสหภาพแรงงานอย่างเป็นทางการ จ่ายค่าพักร้อนและค่าชดเชยการตกงาน แต่ในทางกลับกัน นโยบายต่างๆ เหล่านี้ใช้ผูกมัดสหภาพแรงงานเข้ากับนายจ้างอย่างใกล้ชิดภายใต้แนวคิด “ชาตินิยมสามัคคีชนชั้น” เพื่อต่อต้านทุนข้ามชาติ

​ในปี 1955 เปรอนขัดแย้งอย่างหนักกับสถาบันศาสนาคาทอลิกและนายทหารอนุรักษ์นิยม จนมีการทำรัฐประหารล้มล้างรัฐบาล ตอนนั้นเปรอนเดินทางออกนอกประเทศ แต่ต่อมาในยุค 1968 กระแสต่อสู้ของคนหนุ่มสาวและการเรียกร้องสิทธิทางเพศก็เพิ่มขึ้นในอาร์เจนตินาและทั่วโลก ในปี 1969 นักศึกษากับกรรมาชีพสามารถยึดเมือง Cordoba ท่ามกลางการนัดหยุดงานทั่วไป สี่ปีหลังจากนั้น ในปี 1973 วาน เปรอน ได้เดินทางกลับประเทศและตั้งรัฐบาล แต่ภายในขบวนการเปรอนนิสต์ มีความขัดแย้งระหว่างฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา โดยที่ฝ่ายซ้ายมองว่าเปรอนจะช่วยการปฏิวัติสังคม ในขณะที่ฝ่ายขวาหวังว่าเขาจะควบคุมและยุติกระแสการต่อสู้ของกรรมาชีพและฝ่ายซ้าย

​หลังจากที่เปรอนเสียชีวิตหนึ่งปีหลังจากที่กลับมา ภรรยาของเขา อิซาเบล เปรอน ก็ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี แต่ความขัดแย้งในสังคมขยายตัวมากขึ้นจนทหารก่อรัฐประหารยึดอำนาจอีกในปี 1976 และฆ่ากรรมาชีพ นักศึกษา นักสังคมนิยมและเปรอนนิสต์ฝ่ายซ้ายหลายพันคน หลังจากนั้นเผด็จการทหารก็เริ่ม “สงครามสกปรก” ซึ่งตั้งเป้าสังหารนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้าย นักสหภาพแรงงาน นักศึกษา นักเขียน ศิลปิน และนักข่าว คาดว่าในปี 1978 รัฐบาลทหารอาร์เจนตินาก่ออาชญากรรมฆ่าประชาชนถึง 30,000 คน เผด็จการทหารชุดนั้นหมดอำนาจไปในปี 1983 และนายพลบางคนถูกจับเข้าคุก

​อาชญากรรมรัฐของทหารในสงครามสกปรกคือสิ่งที่ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ฮาเวียร์ มิเล ประกาศว่าตนสนับสนุน

​ในยุคหลัง เปรอน นโยบายที่ใช้ประชานิยมและการควบคุมสังคมโดยรัฐของพรรค Justicialist เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อรับแนวเสรีนิยมกลไกตลาดเข้ามา มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาล คาร์ลอส เมเน ซึ่งนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่ในปี 2001 และมีผลกระทบกับประชาชนมากกว่าแค่คนจนหรือกรรมาชีพ มันนำไปสู่การประท้วงของคนชั้นกลางด้วย

​ท่ามกลางวิกฤตนี้มีการสร้างสมัชชาประชาชนตามเมืองต่างๆ แต่จุดอ่อนของสมัชชาเหล่านี้คือ มันไม่เหมือนสภาคนงานที่ประกอบไปด้วยตัวแทนของกรรมาชีพในสถานที่ทำงาน ทั้งๆ ที่ชนชั้นกรรมาชีพอาร์เจนตินามีประวัติการต่อสู้อย่างดุเดือดมายาวนาน พลเมืองที่เข้าร่วมมักจะเข้าร่วมในฐานะปัจเจก และมีกรรมาชีพผสมกับคนชั้นกลางด้วย มันไม่ใช่องค์กรที่สะท้อนเสียงและพลังของกรรมาชีพ มันเลยขาดพลังที่จะแก้วิกฤต

​สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในเชิงเปรียบเทียบคือปี 2001 เป็นปีที่ ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้ง เพราะประชาชนไม่พอใจกับวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งและการที่รัฐบาลก่อนๆ ไม่เคยสนใจคนจน ซึ่งนำไปสู่นโยบายต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับคนจนในประเทศไทย ซึ่งในที่สุดสร้างความไม่พอใจกับสลิ่มชนชั้นกลางและนายทหารอนุรักษ์นิยม

​วิกฤตเศรษฐกิจปี 2001 ในอาร์เจนตินาเริ่มคลี่คลายเมื่อ เนสตอร์ เคิร์ชเนอร์ (สามีของคริสตินา เคิร์ชเนอร์) จากพรรค Justicialist ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศในปี 2003 ทั้งเนสตอร์และคริสตินา ซึ่งเป็นผู้นำประเทศตั้งแต่ 2007 โชคดีเพราะราคาวัตถุดิบส่งออกของอาร์เจนตินาในตลาดโลกเพิ่มอย่างรวดเร็วจากการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน ปรากฏการณ์นี้ทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นในหลายประเทศของลาตินอเมริกา และเปิดโอกาสให้รัฐบาลปฏิรูปฝ่ายซ้ายช่วยกรรมาชีพและคนจนได้

​นอกจากนี้ รัฐบาลของ เนสตอร์ เคิร์ชเนอร์ มีนโยบายที่ขยายสิทธิมนุษยชน ต่อต้านการคอร์รัปชัน และปฏิรูประบบยุติธรรมให้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังสัญญาว่าจะสำรวจการก่ออาชญากรรมของทหารในสงครามสกปรก

​คริสตินา เคิร์ชเนอร์ เมื่อเป็นประธานาธิบดีก็นำบางส่วนของอุตสาหกรรมน้ำมันมาเป็นของรัฐ ซึ่งสร้างความพึงพอใจกับประชาชนและเพิ่มรายได้ให้กับรัฐ แต่ทุกอย่างเริ่มพังทลายลงเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2008

​ตั้งแต่ปี 2018 วิกฤตเศรษฐกิจอาร์เจนตินารุนแรงขึ้นและเพิ่มระดับความยากจนของพลเมืองจาก 27% เป็น 40% และเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นถึง 200% ชนชั้นปกครองซีกต่างๆ ได้ทำลายเศรษฐกิจในขณะที่ขนทรัพย์สินตนเองออกนอกประเทศ คาดว่า 75-80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศถูกขนออกไปต่างประเทศ

​มิเล ประกาศว่าจะต้องใช้มาตรการ “ช็อคเศรษฐกิจ” ลดค่าเงิน 50% ตัดเงินอุดหนุนต่างๆ ซึ่งจะเพิ่มค่าไฟค่าก๊าซสี่เท่า ตัดกฎหมายปกป้องผู้เช่าบ้าน นอกจากนี้ รัฐบาลพยายามยกเลิกกฎหมายแรงงานเดิม และนำกฎหมายใหม่เข้ามาที่ตัดสิทธิสหภาพแรงงาน และทำให้นายจ้างไล่คนออกง่ายขึ้น แต่กฎหมายนี้มีปัญหาในการผ่านรัฐสภาเพราะมีการคัดค้านจากมวลชนกรรมาชีพ

​อีกทั้งรัฐบาลของ มิเล ประกาศว่าจะขายรัฐวิสาหกิจ 27 แห่งรวมถึงสายการบิน การรถไฟ ไปรษณีย์ และน้ำประปา โดยมองว่าเศรษฐกิจจะมั่นคงมากขึ้นถ้าบริษัทข้ามชาติเข้ามา มีการยกเลิกข้อจำกัดต่างๆ ให้ธุรกิจ และมีการกดขี่คนจนเพื่อจ่ายหนี้ของรัฐ ในเดือนแรกๆ ของรัฐบาล มิเล มีระดับการต่อสู้คัดค้านรัฐบาลที่สูงกว่าหลายปีที่ผ่านมา

​ในเดือนมกราคมมีการ “นัดหยุดงานทั่วไป” ของคนงาน 105 ล้านคน แต่มีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง จุดแข็งคือจำนวนคนงานที่พร้อมจะออกมาต้านรัฐบาล อย่างไรก็ตาม มันไม่ใช่การนัดหยุดงานที่ครอบคลุมทุกภาคทุกส่วน และถูกควบคุมโดยผู้นำแรงงานระดับชาติที่อยากจะจำกัดการต่อสู้

​ผู้นำแรงงานระดับชาติคือผู้นำที่ทำงานเต็มเวลา มีเงินเดือนสูงกว่าสมาชิกสหภาพธรรมดา และไม่ต้องทำงานซ้ำซากแบบลูกจ้างของนายทุนในสถานที่ทำงาน พวกเขามองว่าเขาเป็น “นักเจรจามืออาชีพ” หรือเป็น “นักแก้ปัญหามืออาชีพให้แรงงาน” แทนที่จะมองว่าตนเองเป็นนักปลุกระดมการต่อสู้ ดังนั้นเวลามีข้อพิพาทในสถานที่ทำงาน เขาจะเข้าไปเพื่อไกล่เกลี่ย เพราะนอกจากจะมองว่าเป็นหน้าที่ของเขาแล้ว เขาให้ความสำคัญกับโครงสร้างสหภาพ และไม่อยากให้องค์กรสหภาพเสี่ยงภัยจากการต่อสู้ยาวนานหรือการต่อสู้อย่างดุเดือด ทางออกในการเพิ่มพลังการต่อสู้ของกรรมาชีพคือการสร้างเครือข่ายนักเคลื่อนไหวระดับล่างเพื่อผลักดันและนำการต่อสู้เพื่อไม่ให้ถูกควบคุมโดยผู้นำแรงงานระดับสูง

​ในเรื่องการเมืองรัฐสภา มีการจับมือกันของคนงานฝ่ายซ้ายที่เคยแตกแยกกัน มีการสร้างองค์กรแนวร่วม FIT-U ซึ่งได้คะแนนเสียงในการเลือกตั้งปี 2023 ถึง 3.3% และได้ผู้แทน 5 คนในสภา องค์กรแนวร่วมนี้มีฐานในกลุ่มนักเคลื่อนไหวกรรมาชีพกับนักศึกษา โดยเน้นการประท้วงบนท้องถนนกับการต่อสู้ในสถานที่ทำงานเป็นหลัก แทนที่จะเน้นรัฐสภา ในการเคลื่อนไหวประท้วง ส.ส.ขององค์กรจะร่วมทุกครั้งถึงแม้ว่าจะถูกตำรวจปราบด้วยก๊าซน้ำตา

​องค์กรแนวร่วม FIT-U ชัดเจนว่า ไม่สนใจที่จะร่วมในรัฐบาลทุนนิยมหรือรัฐบาลปฏิรูปฝ่ายซ้ายอย่างที่เห็นในยุโรป Myriam Bregman ผู้แทนขององค์กรนี้ที่ลงสมัครในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเคยพูดว่า “เราไม่สนใจจะบริหารรัฐทุนนิยม แต่เราต้องการที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมนิยมโดยเน้นการต่อสู้รากหญ้า”

​นโยบายปฏิวัติสังคมนิยมอันนี้คงต้องพัฒนาเพื่อให้มีรายละเอียดรูปธรรมมากขึ้น และจะต้องมีเป้าหมายในการช่วงชิงมวลชนกรรมาชีพจากการครองใจโดย “ลัทธิเปรอน” เพื่อเตรียมต่อสู้กับการโจมตีของฝ่ายขวาสุดขั้วภายใต้ประธานาธิบดี มิเล

​ประวัติศาสตร์อาร์เจนตินาทำให้เราเข้าใจได้ว่าชนชั้นปกครองมีสองยุทธวิธีในการจัดการกับการเพิ่มขึ้นของกระแสต่อสู้ของกรรมาชีพคือ 1.การเอาใจและควบคุมภายใต้นโยบายประชานิยมแบบ “ลัทธิเปรอน” กับ 2.การปราบปรามด้วยกำลังทหารเผด็จการหรือรัฐบาลพลเรือนที่ใช้นโยบายขวาสุดขั้ว

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ