โดย กองบรรณาธิการ
พวกเราในขบวนการประชาธิปไตยมาถึงจุดที่ต้องทุกข์ทนเจ็บปวดอีกครั้งจากข่าวการเสียชีวิตของบุ้ง กลุ่มทะลุวัง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 หลังจากที่อดน้ำและอาหารประท้วงมาเป็นเวลา 110 วัน เพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และต้องไม่มีคนเห็นต่างทางการเมืองถูกจับกุมคุมขังอีก
ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการตัดสินคดีความ ศาลอาญากรุงเทพใต้ก็สั่งจำคุกบุ้งในคดีละเมิดอำนาจศาลหนึ่งเดือนและสั่งถอนสัญญาประกันตัวในคดีอาญามาตรา 112 จากการทำโพล นั่นคือเธอยังบริสุทธิ์ที่พึงได้รับสิทธิประกันตัวและปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อสู้คดี
แม้กรมราชทัณฑ์จะแถลงถึงความผิดพลาดในการดูแลรักษาอาการของบุ้ง มันย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า กลไกรัฐมีส่วนทำให้บุ้งเสียชีวิต เพราะนอกจากจะดำเนินคดีทางการเมืองแล้ว ยังไม่ให้ประกันตัว หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า บีบให้ตายในคุก ราวกับทำเป็นขบวนการ
การต่อสู้อดอาหารและน้ำเป็นการต่อสู้ทางการเมืองวิธีหนึ่งของผู้ถูกกดขี่ มันมาจากความโกรธแค้นต่อเผด็จการทหารและระบบยุติธรรมไทยที่คอยย่ำยีประชาชนผู้ต้านเผด็จการตลอดมา นับตั้งแต่การประท้วงรัฐประหารปี 2549 ของลุงนวมทองที่ขับรถแท็กซี่ชนรถถัง เมื่อโฆษกคณะรัฐประหาร ณ ขณะนั้นประกาศว่า “ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้” ลุงนวมทองก็ตัดสินใจผูกคอตายกับราวสะพานลอย ริมถนนวิภาวดีรังสิตเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2549 เพื่อลบคำสบประมาทประชาชนนั้น
การต่อสู้ดังกล่าวเป็นการแสดงออกซึ่งจิตวิญญาณที่กล้าหาญและเสียสละ การเสียชีวิตของบุ้งก็ได้ส่งผลสะเทือนต่อขบวนการประชาธิปไตยด้วย มันทำให้พวกเรายิ่งโกรธแค้นกับความอำมหิตของกลไกปราบปรามของรัฐ คือคุก ศาล ทหาร ตำรวจ โดยเฉพาะศาลไม่เป็นที่น่าเชื่อถืออีกต่อไป ถ้าย้อนกลับไปดูการจับกุมคนเสื้อแดงช่วงระหว่างปี 2553-2562 มีคนถูกดำเนินคดีในมาตรา 112 ราว 175 คน
รวมทั้งการต่อสู้ของเยาวชนปลดแอกปัจจุบันตั้งแต่กลางปี 63 ปัจจุบันมีจำนวนอย่างน้อย 272 คน (ศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน 10 พ.ค. 2567) ที่สะเทือนใจมากคือ การจับอากงขังคุกให้ทุกข์ทรมานในเรือนจำจนเสียชีวิตโดยไม่ได้รับสิทธิประกันตัว และผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมและไม่ได้สิทธิประกันตัวต้องใช้วิธีทรมานร่างกายและใช้ชีวิตของตัวเองเข้าแลกเพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวอันเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานจำนวน 16 คน กระนั้นศาลก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงจุดยืนของตัวเอง
เพื่อไม่ให้การตายของนักต่อสู้สูญเปล่า ผู้ที่รักความเป็นธรรม นักประชาธิปไตย ต้องถกเถียงกันถึงวิธีการต่อสู้แบบปัจเจก โดยการเรียนบทเรียนจากที่ต่างๆ ทั้งอดีตและปัจจุบันว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน และมีแนวทางอื่นๆ หรือไม่ ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ที่จะต่อสู้กับ “โครงสร้าง” รัฐที่แข็งแรง
หากเรายังจำประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในไทยได้ เราเคยประสบความสำเร็จในการกดดันรัฐให้ปล่อยนักโทษการเมืองในปี 2516 เมื่อนักกิจกรรม 13 คนถูกรัฐเผด็จการทหารจับเพราะแจกใบปลิวเรียกร้องประชาธิปไตยในเดือนตุลา จนวันที่ 14 ตุลา ขบวนการแรงงาน-นักศึกษาซึ่งจัดตั้งกันอย่างเป็นระบบโดยนักกิจกรรมฝ่ายซ้าย ออกมาชุมนุมใหญ่ 5 แสนคน รัฐจึงต้องปล่อยตัวนักกิจกรรม
ในอดีตเราเคยมีพรรคคอมมิวนิสต์ที่เป็นพรรคมวลชนรวบรวมคนที่อยากเห็นสังคมเปลี่ยนแปลงเป็นจำนวนมาก เป็นพรรคมวลชนของคนธรรมดาที่สร้างอิทธิพลทางการเมืองได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เป็นพรรคที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ แม้มันมีจุดอ่อนจากความเป็นเผด็จการภายในที่รับอิทธิพลมาจากแนวสตาลิน แต่เราสามารถเรียนบทเรียนได้ในเรื่องนี้
พรรคหรือองค์กรมวลชน มีลักษณะพิเศษที่เป็นแหล่งสะสมประสบการณ์การต่อสู้ในที่ต่างๆ เป็นตัวเชื่อมประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง เป็นเครื่องบันทึกความทรงจำและบทเรียนการต่อสู้ในอดีต ที่รอการชำระสะสาง โดยไม่ปล่อยให้การต่อสู้ทุกกรณีถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา องค์กรมวลชนจัดตั้งที่ว่านั้นสามารถเป็นไปได้ถึงระดับ “พรรคปฏิวัติ” ที่ภาคประชาชนตกลงกันว่าจะเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้าง รื้อถอนสถาบันกลไกรัฐและออกแบบใหม่ให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
พรรคปฏิวัติของมวลชนไม่ได้หมายถึงกองทัพปลดแอกเช่นอดีต เลนิน ซึ่งเคยนำการปฏิวัติจริงในรัสเซียเมื่อปี 1917 นิยามการปฏิวัติว่าเป็นการแทรกแซงกิจกรรมทางการเมืองของสังคมโดยมวลชน ซึ่งเป็นมวลชนชั้นล่างที่ถูกกดขี่ขูดรีด จะลุกฮือ ร่วมกันกำหนดอนาคตของตนเอง เสนอข้อเรียกร้องของการต่อสู้ที่จะสร้างสังคมใหม่แทนสังคมเก่าที่มวลชนทนอยู่ไม่ไหวแล้ว สังคมเก่าที่กำลังเสื่อมทรามลงเรื่อยๆ เพราะอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม-เผด็จการของผู้มีอำนาจรัฐและทุนอยู่ในมือ

