จะรื้อซากเดนรัฐประหาร ต้องสร้างจากการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม 

โดย แสงยุทธนา

​เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 เพจเฟซบุ๊คพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายบริหารได้ออกมาโพสต์การครบรอบ 10 ปีรัฐประหารปี 2557 มีการเสนอการรื้อผลพวงการรัฐประหารด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญและแก้กฎหมายกลาโหม แต่ไม่มีการพูดถึงกระบวนการยุติธรรมท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยที่เพิ่งสูญเสียนักต่อสู้ทางการเมืองคือ “บุ้ง ทะลุวัง” จากการประท้วงอดอาหารและน้ำ และนี่คืออาชญากรรมโดยรัฐที่เกิดจากความไม่เป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรมไทย 

  ​ประเทศไทยมีการปกครองแบ่งออกเป็น 3 ส่วนตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ โดยอธิบายว่ารูปแบบการปกครอง 3 ฝ่าย เป็นการตรวจสอบและถ่วงดุลซึ่งกันและกัน  และให้สองรูปแบบแรกมาจากการเลือกตั้ง  การอธิบายของชนชั้นปกครองเหมือนจะดูดี แต่เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว มันล้วนตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง และมันเป็นการแบ่งแบบจอมปลอม  

  ​ตุลาการเป็นเครื่องมือของชนชั้นนําที่ใช้ในการปกปักรักษากรรมสิทธิ์และการปกครองของพวกเขาไว้ อีกทั้ง ประวัติศาสตร์การรัฐประหารทุกครั้งในประเทศไทย ฝ่ายตุลาการเป็นเครื่องมือในการปกป้องการทำรัฐประหารของพวกทหารตลอด ในการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ของพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน และพรรคพวกก่อรัฐประหารยึดอํานาจการปกครองของรัฐบาลทักษิณ ชิณวัตร พรรคไทยรักไทย ซึ่งการรัฐประหารครั้งนี้ ได้ฉีกรัฐธรรมนูญปี 2540 ทิ้งและยังมีการยุบศาลรัฐธรรมนูญพร้อมตั้ง “คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ” ที่พวกทหารตั้งขึ้นมาเพื่อเขียนรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับปี 2549 ไว้ปกป้องการยึดอํานาจของพวกตัวเอง  

  ​ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญดังกล่าวที่ถูกแต่งตั้งโดยทหารก็เริ่มทําหน้าที่กําจัดศัตรูทางการเมืองของพวกเขาด้วยการสั่งยุบพรรคไทยรักไทย ทั้งหมดนี้ก็ทําเพื่อไม่ให้กลุ่มอํานาจเดิมที่ถูกเลือกโดยประชาชนกลับมามีอํานาจได้อีกครั้ง แต่ถึงอย่างไรในการเลือกตั้งปี 2551 สมัคร สุนทรเวช จากพรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นพรรคที่สืบทอดจากพรรคไทยรักไทยก็ถูกประชาชนเลือกมามีอํานาจอีกครั้ง การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเหมือนเป็นการตบหน้าสั่งสอนทหารโดยประชาชนไปในตัว 

  ​แต่ยังไม่ทันไร ในวันที่ 9 กันยายนของปีเดียวกันศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมัคร สุนทรเวช ได้กระทําการขัดกับรัฐธรรมนูญเรื่องคุณสมบัติการดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะจัดรายการโทรทัศน์ “ชิมไปบ่นไป” เลยต้องออกจากตําแหน่งและให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นมาดํารงตําแหน่งแทน แต่สุดท้ายในวันที่ 2 ธันวาคมของปีเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญก็สั่งยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย ด้วยข้อกล่าวหาโกงการเลือกตั้ง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ จึงต้องออกจากตําแหน่ง และได้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ มาแทน ซึ่งมาจากการย้ายขั้วของกลุ่มเพื่อนเนวิน เหตุการณ์นี้ถูกเรียกว่า “รัฐบาลในค่ายทหาร” 

  ​ในระหว่างการดํารงตําแหน่งของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีการประท้วงของคนเสื้อแดงเป็นจํานวนมากเพราะเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากเสียงของประชาชน และมีการใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 กําจัดนักต่อสู้ประชาธิปไตยซึ่งหลายคนต้องติดคุกเป็นเวลาหลายปีและหลายคนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศเพราะกระบวนการยุติธรรมไทยไม่เคยมาจากการเลือกตั้งของประชาชน อีกทั้งในปี 2553 มีการปราบปรามคนเสื้อแดงอย่างโหดเหี้ยมและรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งแม้จะผ่านมาแล้ว 14 ปี ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสั่งการในครั้งนั้นก็ยังคงลอยนวลและฝ่ายประชาธิปไตยยังไม่เคยได้รับความยุติธรรม 

  ​ในการรัฐประหารครั้งล่าสุดปี 2557 โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาและคณะ คสช. ยังคงมีการใช้กลไกตุลาการในการกําจัดศัตรูทางการเมืองและพวกปฏิปักษ์รัฐประหารเช่นเคย มีการใช้ศาลทหารในการกำจัดประชาชน มีการสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่และตัดสิทธิ์ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้นำพรรค ออกจากบทบาททางการเมือง ซึ่งเหตุการณ์นี้นําไปสู่การประท้วงของคนรุ่นใหม่ในปี 2563 และมีการใช้ 112 กําจัดนักต่อสู้บนท้องถนนเป็นจํานวนมาก จนถึงในปัจจุบันมีคดีถึง 303 คดี 

  ​ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ประเทศไทยได้รัฐบาลใหม่คือพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนําจัดตั้งรัฐบาลพร้อมกับพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่ใช้วิธีข้ามขั้วหักหลังพรรคก้าวไกลที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นอันดับที่ 1 และเป็นการหักหลังประชาชนที่ต่อต้านเผด็จการรัฐประหาร สุดท้ายหลังการเลือกตั้ง กลไกตุลาการที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนก็ดำเนินการกําจัดศัตรูทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง มีการจับกุมคุมขังผู้ต้องหาทางการเมืองด้วยข้อหา 112 เป็นจํานวนมาก และมีความพยายามกำจัดพรรคก้าวไกล แต่ที่น่าเสียใจและน่าโมโหที่สุดคือ แม้เราอยู่ในรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ยังคงมีคนต้องออกมาสู้เพื่อความยุติธรรมด้วยการอดอาหารจนเสียชีวิตในเรือนจำเช่น บุ้ง ทะลุวัง ซึ่งนั่นคือภาพสะท้อนว่าสุดท้ายรัฐบาลใหม่ก็ไม่ใส่ใจสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยจริงๆ 

  ​มาตรวัดว่าสังคมไทยจะมีกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง ฝ่ายตุลาการ และกระบวนการยุติธรรมต้องเชื่อมโยงกับอำนาจประชาชน รูปธรรมคือ ประธานศาลฎีกา, อัยการสูงสุด ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน การพิจารณาคดีของศาลจะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสิน กล่าวคือ ต้องมีคณะลูกขุนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินคดีร่วมกับผู้พิพากษาอาชีพ และด้วยข้อเสนอนี้มันจะเป็นมาตรวัดสําคัญว่า รัฐบาลได้รื้อซากเดนของการรัฐประหารและกลุ่มพลังอนุรักษ์นิยมที่ขัดขวางประชาธิปไตยได้แล้วจริงๆ

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ