ปัญหาสิ่งแวดล้อมกับชนชั้นไม่เคยแยกขาดกัน

โดย ไผ่แดง

​รายงานของ Oxfam ได้สำรวจผลกระทบจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนเกินที่มนุษย์ปล่อย และพบว่ามันมีสัดส่วนที่ไม่เหมาะสมอย่างมาก กลุ่มคนรวยที่สุดราว 77 ล้านคน ซึ่ง ซึ่งคิดเป็น 1% ของประชากรโลก แต่กลับปล่อยปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมหาศาลจนกลายเป็น ‘ผู้ก่อมลพิษชั้นนำ’ โดยรายงานยังระบุอีกว่า กิจกรรมของกลุ่มคนรวยที่สุดมักจะใช้ชีวิตอยู่ในเครื่องปรับอากาศ ทำกิจกรรมบนเรือยอทช์ขนาดใหญ่ เดินทางด้วยเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว อาศัยอยู่ในคฤหาสน์ และท่องเที่ยวไปในอวกาศ สามารถปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 5.9 พันล้านตัน ในขณะที่คนรายได้น้อยต้องใช้เวลาประมาณ 1,500 ปี เพื่อที่จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปริมาณที่เทียบเท่าคนรวยปล่อยใน 1 ปี (National Geograhic ฉบับภาษาไทย, 2023)

​นั่นหมายความว่า อภิสิทธิ์ชนคนเพียง 1% กำลังทำลายสิ่งแวดล้อม ในแบบที่สร้างผลกระทบต่อกรรมาชีพ คนจน และคนธรรมดาอย่างเราๆ ได้มหาศาล

           ในหนังสือ “ว่าด้วยทุน” เล่ม 1 มาร์คซ์เขียนไว้ว่า “องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับงาน คือมันเป็นกระบวนการระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติตลอดไปในทุกยุคทุกสมัย ในการทำงานมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับสิ่งแวดล้อม เพื่อประโยชน์ของมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกันมนุษย์เองยังต้องถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเสมอ โดยแยกออกจากกันไม่ได้ ดังนั้น มนุษย์มีผลในการเปลี่ยนธรรมชาติซึ่งมีผลสะท้อนกลับมาเปลี่ยนตัวมนุษย์เอง” (อะไรนะลัทธิมาร์คซ์ เล่ม 2, กลุ่มประชาธิปไตยแรงงาน)

                คงเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ไม่ยากนักที่มนุษย์กับธรรมชาตินั้นเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน แต่ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นภายในทุนนิยมกลับกลายเป็นว่า มนุษย์ถูกแยกขาดจากธรรมชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติถูกลดทอนให้เหลือแค่การผลิตเพื่อการสะสมกำไรภายใต้ระบบกลไกตลาด คนส่วนใหญ่ถูกกีดกันออกจากเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันและในขณะเดียวอำนาจในการครอบครองทรัพยากรธรรมชาติก็ตกเป็นของคน1%

                อีกหนึ่งภาพสะท้อนที่สะท้อนธาตุแท้ของระบบทุนนิยมได้ดี ในห้วงเวลาวิกฤต แทนที่ชนชั้นปกครองและนายทุนจะพัฒนาการผลิตสินค้าเพื่อบริโภคหรือแก้ไขวิกฤติ แต่กลับเอาไปพัฒนาอาวุธเพื่อขยายอิทธิพลจักรวรรดินิยม และก่ออาชญากรรมต่อชาวปาเลสไตน์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน

                จากรายงานข้อมูลโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ได้เปิดเผยการสอบสวนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากสงครามในฉนวนกาซา โดยโฆษกของ UNEP ระบุว่า “แหล่งที่มาประกอบด้วยการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลจากหน่วยงานของสหประชาชาติในภาคสนาม และความรู้เกี่ยวกับผลกระทบจากความขัดแย้งในอดีต (ในฉนวนกาซาและสถานที่อื่นๆ)”

                “รายงานและข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งได้นำไปสู่การเพิ่มมลพิษทางอากาศ ดิน น้ำ รวมถึงการปล่อยวัสดุอันตรายออกสู่สิ่งแวดล้อม” (Euronews.Green, 2024)

                ในปัจจุบัน เราก็มักจะพบเห็นบรรดากลุ่มธุรกิจฟอกเขียวตนเองด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำ CSR เพื่อโปรโมทว่าธุรกิจของตนใส่ใจสิ่งแวดล้อม หรือ มีการทำแคมเปญบริจาคเงินเพื่อชดเชยคาร์บอนหรือบริจาคเพื่อปลูกป่า สิ่งเหล่านี้ฟังดูเหมือนจะดี แต่เป็นเพียงแค่การซื้อเวลาจากวิกฤตที่กำลังมาถึงในอนาคต และคนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมมากที่สุด คงหนีไม่พ้นกรรมาชีพ คนจน และดูเหมือนว่าการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในแง่ของปัจเจกนั้นจะไม่เพียงพอ เราอาจจะต้องเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความมั่งคั่งและระบบกรรมสิทธิ์ของคนรวย อย่างการเก็บภาษีความมั่งคั่ง และเริ่มหันมาสนใจการเปลี่ยนแปลงในระดับเศรษฐกิจ-การเมือง

                “เราอาจจะจินตนาการได้ถึงจุดจบของโลกได้ก่อนจุดจบของระบบทุนนิยม” คำกล่าวนี้คงไม่เกินจริง ตราบใดที่ระบบที่ขูดรีดธรรมชาติ และเอาเปรียบคนสวนใหญ่ยังคงดำเนินอยู่ ระบบทุนนิยมไม่อาจแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น การต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเดียวกันกับการต่อสู้ทางชนชั้น  เราต้องเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางการผลิตเปลี่ยนจาก“การผลิตที่ทำลายธรรมชาติและขูดรีดคนส่วนใหญ่อย่างบ้าคลั่งเพื่อกำไรของคนส่วนน้อย” เป็น “การผลิตที่คนส่วนใหญ่มีสิทธิ์ในการตัดสินใจวางแผนและผลิตที่คำนึงถึงสังคม”

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ