โดย ทาเคโอะ ยูกิ และสมทรง ตรีเเก้ว
อุบัติเหตุในวัยเยาว์ของฟรีดา คาโลสร้างความเจ็บปวดแสนสาหัสอย่างถาวรในชีวิต ทำให้งานฟรีดาดุร้าย ภาพวาดส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเจ็บปวด และความเปราะบางของร่างกาย ความอ่อนไหวในจิตใจ เช่นภาพ My Birth, ภาพ The Two Fridas Frida หญิงพรหมจรรย์ผิวขาวและความเปลี่ยนแปลงของเธอที่ถูกยึดติดกับภาชนะที่เปราะบาง มีกรรไกรที่เปื้อนเลือดวางอยู่บนชุดสีขาว วาดในปี 1940 ดอกไม้บนผมของเธอและวิวเขียวชอุ่มด้านหลังดูเหมือนไม่สามารถอื้อมถึงได้ มีหนามแหลมมัดอยู่รอบคอเธอ สะท้อนข้อจำกัดทางกายภาพ เช่น ชุดรัดตัวที่เป็นเหล็ก ผูกมัดและจำกัดเธอไว้ เช่นเดียวกับภาพในโรงพยาบาลเฮนรี ฟอร์ดในปี 1932 ในโรงพยาบาลเฮนรี ฟอร์ด เธอวาดภาพหลังจากการแท้งบุตร เป็น “ฉากต่อต้านการประสูติ” อันทรงพลังและเจ็บปวดเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ ฟรีดานอนเลือดออกอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลถูกมัดไว้กับสิ่งของต่างๆ รวมถึงทารกในครรภ์ที่เธอสูญเสียไป ทำให้คิดถึงตำนานพื้นบ้านของเม็กซิโก
ลา โยโลน่า (La Llorona) หญิงที่ถูกล่วงประเวณีร้องไห้ ขณะฆ่าลูกๆ ของเธอจากภาวะเพศหญิงที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่สิ่งที่ทรงพลังที่สุดในการแสดงถึงความเจ็บปวดที่เธอรู้สึกอยู่ตลอดเวลาคือ ภาพเสาหัก Broken Column ของเธอในปี 1943 ซึ่งเป็นภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉีกขาดออกจากความเจ็บปวด
นักเขียนชาวฝรั่งเศส Andre Breton เล่าถึงงานของฟรีดาว่า เป็น “a ribbon tied around a bombshell” (ริบบิ้นผูกรอบลูกระเบิด) เขาประทับใจชีวิตเธอที่ผูกและปลดริบบิ้นนั้นเมื่อเผชิญกับการระเบิด เธอสร้างแรงบันดาลใจให้ในงานศิลปะของเธอ ซึ่งเป็นภาพวาดน้ำตาและความเจ็บปวด เป็นการเผชิญหน้าที่แปลกประหลาดและไม่คาดคิด ยืนยันถึงศักยภาพของมนุษย์ เมื่อหลุดพ้นจากข้อจำกัดแล้ว กลับมีพลัง ความแข็งแกร่ง และกบฏในตัวภาพวาดเอง จากประสบการณ์ของผู้หญิงที่แฝงด้วย “อำนาจและความทะเยอทะยานทางการเมือง” ซึ่งหล่อหลอมขึ้นเป็นโลกของเธอ
ฟรีดา เข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อยังเป็นหญิงสาว มีความมุ่งมั่นต่ออุดมคติของตน ผลงานศิลปะของเธอก็เต็มไปด้วยความหวังและความผิดหวัง เธอได้รับแรงบันดาลใจให้เข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์และต่อมาได้กลายเป็นทรอตสกี้ยีสต์ มีภาพวาดกว่า 70 ภาพ ตามพัฒนาการของฟรีด้า ตั้งแต่ภาพทางการเมืองช่วงต้นทศวรรษ 1930 ผ่านภาพวาดตนเองจนถึงช่วงบั้นปลายชีวิตของเธอ
เธอเปลี่ยนจากการเลียนแบบภาพวาดยุโรปในยุคแรก ๆ ไปสู่ภาพวาดบ้านๆ แบบเม็กซิกันที่เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง เธอต่อต้านการครอบงำของศาสนาด้วยภาพแสดงความขอบคุณต่อนักบุญที่วาดบนกระป๋องเก่าๆ
เนื้อหาในช่วงแรกประกอบด้วยภาพเหมือนตนเองกับนักสู้นักปฏิวัติ และภาพวาดที่บรรยายภาพคารานช่า ซึ่งเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมและเป็นสัญลักษณ์ของการทุจริตในเม็กซิโกในช่วงทศวรรษที่ 1930
“My Dress Hangs There” ขัดแย้งกับเอกลักษณ์ประจำชาติชุดเม็กซิกันแบบดั้งเดิม กับคุณค่าทางการค้าที่ว่างเปล่าของสหรัฐอเมริกา
เมื่อพลังการปฏิวัติในเม็กซิโกลดลง ภาพวาดฟรีดาหันเข้าหาประเด็นทางการเมืองในวงกว้าง เป็น “แสงสะท้อนที่เปล่งประกายแต่น่าหนักใจของอุดมคติสูงสุดของการปฏิวัติเม็กซิกัน” การผสานที่ซับซ้อนระหว่างเทพนิยายและสัญลักษณ์ การเปรียบเทียบทางการเมืองและศาสนา ซึ่งอาจดูเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเนื้อหาของเธอ
ภาพเหมือนต่างๆ ของเธอ และดิเอโก ริเวรา ซึ่งเป็นสามีของเธอและตัวเธอเองมักจะพรรณนาว่าเขาเหมือนเด็กและต้องพึ่งพิง ซึ่งเขาก็มักจะเป็นเช่นนั้น ทั้งคู่พบกันในช่วงกลางทศวรรษ 1920 และแต่งงานกันในปี 1929 ทั้งคู่มีแนวการเมืองตรงกัน ฟรีดาละทิ้งชุดพื้นเมืองหลากสีสันของเธอ และหันไปสวมเสื้อผ้าสีเข้มของกองกำลังติดอาวุธพรรคคอมมิวนิสต์ ฟรีดามีชื่อเสียงในการเดินขบวนของพรรคคอมมิวนิสต์และเป็นหนึ่งในสมาชิกของสหภาพศิลปินปฏิวัติเช่นเดียวกับดิเอโก ริเวรา ทั้งคู่หย่าร้างกันในปี 1939 และแต่งงานใหม่อีกครั้งในหนึ่งปีต่อมา แล้วก็หย่าร้างกันอีกใน 10 ปีต่อมา
ฟรีดา ไม่ใช่จิตรกรของผู้หญิงแม้ว่าเธอจะเป็นผู้หญิงก็ตาม ในช่วงที่มีชีวิตอยู่ เธอใช้งานของเธอต่อต้านการกดขี่ทางเพศ และเปิดโปงความเลวร้ายของระบบทุนนิยมและเผด็จการในบ้านเกิด และแม้ว่าฟรีด้า ไม่ได้เป็นนักสตรีนิยมแต่เธอก็ต่อสู้อย่างหนักและยาวนานเพื่อการปลดปล่อยจากข้อจำกัดทางกายภาพและประเพณีในสังคม เธอต่อต้านความอยุติธรรมด้วยวิธีที่แปลกใหม่ด้วยความท้าทาย จนปรากฏผลงานกว่า 150 ชิ้น และงานของเธอซึ่งเดิมเคยอยู่ใต้เงาของบุรุษที่เธอใกล้ชิดด้วย แต่ในช่วงทศวรรษ 1970 เมื่อมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิและความเสมอภาคชื่อและผลงานของเธอได้รับการยกย่องอย่างมาก

Henry Ford Hospital 1932 วาดโดย ฟรีด้า คาโล

