โดย สุวิภา
ตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 แนวคิดแบบเสรีนิยมใหม่ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ต้องการลดบทบาทของรัฐในการประกอบกิจการและปล่อยให้ตลาดเป็นผู้ดำเนินการแทนเป็นส่วนมาก รวมไปถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่นสาธารณสุขและการศึกษา บรรยากาศการบริหารภาครัฐล้วนพูดถึงเรื่องกระบวนการตัดลดอำนาจของรัฐลงเพื่อเพิ่มอำนาจให้กับตลาดได้เข้ามายึดแย่งพื้นที่ทางเศรษฐกิจ ซึ่งแสดงถึงการโต้กลับการต่อสู้ทางชนชั้นจากชนชั้นนายทุน
เดวิด ฮาร์วี นักมาร์กซิสต์ เสนอว่า การเกิดขึ้นของลัทธิเสรีนิยมใหม่นั้น ไม่ได้เกิดจากความพยายามในการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้แก่โลกแต่อย่างใด มันเป็นเพียงการฟื้นฟูอำนาจของชนชั้นนำทางเศรษฐกิจให้กลับมามีบทบาทมากขึ้นเท่านั้น ทั้งการฉาบผิวให้ดูดีด้วยการเปลี่ยนชนชั้นแรงงานให้เหลือเพียงปัจเจกด้วยคำว่า “นายตัวเอง” “ผู้ประกอบการแรงงาน” หรือแม้แต่ “พาร์ทเนอร์” แต่แท้จริงทั้งหมดเป็นเพียงข้ออ้างในการขูดรีดมูลค่าส่วนเกินจากแรงงาน มีการทำลายสหภาพแรงงานอย่างรุนแรง งานที่เคยมั่นคงกลับไม่มั่นคงอีกต่อไป รวมถึงการจ้างงานชั่วคราวทั้งภาครัฐและเอกชน ในปัจจุบันจะพบว่าคนจำนวนมากทำรายได้จากหนึ่งงานไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ และความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนถ่างออกไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ
ยิ่งหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และการทำลายกำแพงเบอร์ลินลงทำให้สังคมยิ่งดูหดหู่ไปอีก แต่มันเกินความเป็นจริง เพราะสิ่งที่ล่มสลายไปไม่ใช่สังคมนิยม มันคือ “ระบอบทุนนิยมโดยรัฐ”
ขบวนการแรงงานและคนหนุ่มสาวก็เริ่มฟื้นตัว ตั้งแต่เหตุการณ์การเดินขบวนใหญ่ที่ซีแอทเทิล ปี 1999 เกิด “วิกฤติแห่งความศรัทธา” ต่อพรรคกระแสหลักและพรรคปฏิรูปจากความไม่พอใจกับความเหลื่อมล้ำ มีการสร้างสมัชชาสังคมโลก ขบวนการต้านสงคราม และความพยายามก้าวข้ามจากลัทธิทางการเมืองในยุคพ่ายแพ้ (แนวสตาลิน-เหมา, เสรีนิยม) มีการพยายามสร้างพรรคสังคมนิยม เช่น พรรค Respect ในอังกฤษ, พรรค P-Sol ในบราซิล, พรรครื้อฟื้นคอมมิวนิสต์ในอิตาลี, พรรค “ทางเลือกใหม่ฯ” ในเยอรมนีเกิดปัญญาชนใหม่ ๆ เช่น ปิแอร์ บูร์ดิเยอ, นอม ชอมสกี้, โทนี เนกรี, วอลเดน เบลโล, นาโอมิ ไคลน์ ฯลฯ นักมาร์กซิสต์ชื่อว่า อเล็กซ์ คาลลินิคอส ซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายในวงการวิชาการและนักกิจกรรม เรียกปราฎการณ์ดังกล่าวว่า “การรื้อฟื้นของการวิพากษ์สังคม”
ในประเทศไทยยังเกิดการเคลื่อนไหวของขบวนการแรงงานอย่างการต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เกิดสมัชชาคนจน สลัมสี่ภาค การต่อสู้ของขบวนการเสื้อแดงซึ่งต่อต้านคณะรัฐประหาร ปกป้องพื้นที่ประชาธิปไตยและนโยบายที่เป้นประโยชน์ต่อคนจน ถึงขบวนการคนรุ่นใหม่เมื่อปี 2020-2021 ออกมาขยับเพดานการต่อสู้รวมถึงการถกเถียงถึงความเหลื่อมล้ำกันอย่างกว้างขวาง ฯลฯ ส่วนแนวการเมืองก็สามารถนำมาถกเถียงและแยกแยะ เพื่อหาบทเรียนได้ แต่สิ่งเหล่านี้ฉายภาพให้เห็นว่า คนธรรมดาไม่ได้ปล่อยให้ถูกกระทำตลอดเวลา และลัทธิเสรีนิยมใหม่ถูกชำแหละมานานแล้ว
โดยเฉพาะสังคมไทยในปัจจุบันที่ยังคงความเหลื่อมล้ำและการกดขี่สิทธิเสรีภาพ คนหนุ่มสาวและกรรมาชีพรุ่นใหม่ก็ยังหาแนวทางในการต่อสู้อยู่เสมอ ควบคู่กับผู้รักความเป็นธรรมอื่น ๆ

