พลศึกษาในโซเวียตสะท้อนการศึกษาในมุมมองมาร์กซิสต์อย่างไร?

โดย เมืองไม้

             ใน ว่าด้วยทุน เล่ม 1 บทที่ 7 ส่วนที่ 1 (1867) ของ คาร์ล มาร์กซ์ ได้กล่าวถึงช่วงวิถีของแรงงานไว้ว่า “แรงงานคือกระบวนการหนึ่งที่มนุษย์และธรรมชาติเข้าร่วม ซึ่งมนุษย์เริ่มต้น, จัดวาง และควบคุมการสับเปลี่ยนทางวัตถุระหว่างมนุษย์และธรรมชาติโดยความต้องการของมนุษย์เอง มนุษย์ฝืนกั้นตัวเองออกจากธรรมชาติซึ่งถือเป็นพลังอย่างหนึ่งของมนุษย์ โดยการขยับแขน ขา หัวและมือซึ่งเป็นพลังธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ เพื่อถือเอาและใช้ผลผลิตของธรรมชาติในรูปแบบที่ปรับใช้กับความต้องการต่าง ๆ ของมนุษย์เอง ในขณะที่ใช้การกระทำดังกล่าวในโลกภายนอกและเปลี่ยนแปลงโลกภายนอก มนุษย์ก็เปลี่ยนธรรมชาติของตัวเองไปในขณะเดียวกัน มนุษย์ได้ทำให้กำลังศักยภาพที่นอนนิ่งอยู่ในธรรมชาติของตัวเขาเองสำแดงอานุภาพออกมา” มาร์กซ์เน้นย้ำว่า กิจกรรมที่มีการปฏิบัติจริงหรือการใช้แรงงานมีผลแน่นอนต่อการพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้าน ดังนั้น มันจึงบอกเป็นนัยว่าการออกกำลังกายและการเล่นเกมกีฬาล้วนพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้านเช่นกัน

            มาร์กซ์ให้ความสำคัญกับการศึกษาในอนาคตว่า พลเมืองควรได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างถ้วนหน้าโดยพลศึกษาต้องเป็นส่วนสำคัญของการศึกษา ใน ว่าด้วยทุน เล่ม 1 บทที่ 15 ส่วนที่ 9 มาร์กซ์กล่าวถึงการศึกษาโดยอ้างจากโรเบิร์ต โอเวนไว้ว่า “หน่ออ่อนแห่งการศึกษาในอนาคต…เป็นการเชื่อมผนึกของแรงงานการผลิตกับพุทธิศึกษา (การศึกษาที่เน้นในเรื่องการสอนให้เกิดความรู้ความคิดอย่างมีเหตุผล) และพลศึกษาให้เป็นหนึ่งเดียว มันไม่เพียงแต่จะยกระดับประสิทธิภาพของวิธีการอย่างหนึ่งของการผลิตทางสังคมให้สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นวิธีการเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่จะสร้างคนให้พัฒนาได้อย่างเต็มเปี่ยมอีกด้วย” นอกจากนี้ มาร์กซ์ยังได้แยกองค์ประกอบของระบบการศึกษาไว้อย่างชัดเจนว่ามี 3 ประการ คือ 1) การศึกษาทางจิตใจ 2) การศึกษาทางกาย คือพลศึกษาและการบริหารร่างกายแบบทหาร และ 3) การฝึกฝนเชิงเทคนิค

            ในงาน Physical education in the Soviet Union (1982) ของ Victor Zilberman ให้ภาพโซเวียตภายใต้การบริหารของเลนิน (1917-1922) ไว้ว่า มีการวางระบบการศึกษาด้านการพัฒนาร่างกายในระบบการศึกษากระจายไปตามโรงเรียนต่าง ๆ ซึ่งการเรียนพลศึกษาพบได้หลายแนวทาง ทั้งในวิชาปกติที่อยู่ในหลักสูตร, ในเวลาพัก, หลังเวลาเรียน หรือในการจัดการแข่งขันหรืออีเว้นท์สำคัญ อีกทั้งลักษณะหลักสูตรยังต่างกัน ในช่วงปี 1-4 พลศึกษาจะเป็นวิชาบังคับ และในช่วงปีที่สูงขึ้นจะเพิ่มวิชาเลือกซึ่งขึ้นอยู่กับความชำนาญครูผู้สอน, สภาพแวดล้อม และความพร้อมของโรงเรียนว่าเหมาะที่จะสอนวิชาอะไร ซึ่งหลักสูตรวิชาพลศึกษาแบ่งออกเป็นส่วน 4 ส่วนคือ 1) การบริหารร่างกาย 2) เกม 3) กีฬา และ 4) เดินป่า โดยในแต่ละช่วงอายุจะเน้นในอัตราส่วนที่ต่างกัน เช่น ช่วงอายุ 8-9 ปี มีการบริหารร่างกาย 40%, เกม 50%, กีฬา 5% และเดินป่า 5% ของเวลาเรียนทั้งหมดในช่วงอายุ ในขณะที่ช่วงอายุ 16-17 มีการบริหารร่างกาย 20%, เกม 25%, กีฬา 35% และเดินป่า 20% ทั้งนี้เป็นเพราะในแต่ละช่วงอายุมีความแตกต่างกันทางด้านกายภาพและจิตวิทยา สังเกตได้ว่าในช่วงอายุ 8-9 ปีจะเน้นที่เกมมากกว่า เพราะเด็กยังมีสมาธิน้อย ในขณะที่เด็กอายุ 16-17 ปี มีสมาธิในการเรียนกีฬาหลายชนิดมากกว่า ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรพลศึกษาในโซเวียต

            เราสามารถสรุปได้ 2 ประการว่า หลักสูตรพลศึกษาของโซเวียตแสดงถึงการพัฒนามนุษย์อย่างเป็นองค์รวมจากมุมมองการศึกษาของมาร์กซ์ได้โดย 1) พัฒนาปัจเจกทั้งร่างกายและจิตใจ การออกกำลังกายจะช่วยสร้างสุขภาพอนามัยที่ดีจึงจะเพิ่มพลังการผลิตและลดการขาดงานอย่างไม่จำเป็น ในขณะเดียวกันการฝึกกีฬาหลายชนิดเป็นการสร้างทักษะรอบด้านเพื่อให้ตัวเองเลื่อนไหลไปกับพื้นที่ของระบบการผลิตซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการของสังคมได้อย่างมั่นใจ อีกทั้งยังสร้างลักษณะนิสัยที่เป็นมิตรต่อสังคมและมีความมุ่งมั่นได้อย่างบันเทิงใจกว่าวิธีอื่น และพบว่าสามารถลดปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติดได้ ปัจเจกจึงมีทั้งจิตใจที่สดใสและร่างกายที่สมบูรณ์ 2) สร้างมวลชนที่เท่าเทียม การเปลี่ยนแปลงเป็นคอมมิวนิสต์ทำให้กีฬาจากเดิมที่เป็นกิจกรรมที่เอื้อต่อชนชั้นสูงกลายเป็นกิจกรรมของพลเมืองทุกเพศทุกวัย อีกทั้ง กีฬายังสร้างมิตรภาพระหว่างชนกลุ่มน้อยเข้ากับกรรมาชีพในสังคมและยังมุ่งเพิ่มความเท่าเทียมให้กับผู้หญิงด้วย ในแง่นี้แรงงานที่แข็งแรงแต่ละคนล้วนมีความสำคัญในการผลิตเพื่อสังคมได้อย่างเท่าเทียม

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ