ทำไมการสนับสนุนการปลดแอกชาติจึงสำคัญกว่าที่คิด

โดย คมกริต

​ปัจจุบัน โลกถูกปกครองด้วยรัฐชาติต่าง ๆ ที่กำลังแข่งขันสะสมอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง และเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จึงเข้ายึดครองดินแดน รีดนาทาเล้นคนในดินแดนอื่น ๆ และขยายอิทธิพล ซึ่งเรียกได้ว่าระบบจักรวรรดินิยม

              ในงานเขียนของเลนิน จักรวรรดินิยมเป็น “ขั้นตอนสูงสุดของระบบทุนนิยม” ไม่ได้หมายถึงแค่ประเทศใดประเทศเดียว แต่จักรวรรดินิยมเป็น “ระบบ” คือเป็นระบบความขัดแย้งระหว่างรัฐทุนนิยมทั่วโลก โดยกลุ่มทุนใหญ่กับรัฐจะหาทางขูดรีดมูลค่าในที่อื่น ๆ หรือแสดงแสนยานุภาพทางทหารเพื่อกดดันรัฐอื่น ๆ ซึ่งมาพร้อมกับการพัฒนาอาวุธ แทนที่จะนำทรัพยากรมาแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจสังคม และทำให้เกิดการกดขี่ประชากรในดินแดนอื่นด้วยความรุนแรงหลากหลายรูปแบบ จึงเกิดแรงขับที่นำไปสู่การเรียกร้องปลดแอกและการปกครองตนเอง

              กรณีตัวอย่างของการต่อสู้นี้คือ แนวร่วมปลดปล่อยชาติเวียดนาม (National Liberation Front-NLF) ซึ่งเคยต่อสู้กับกองทัพสหรัฐฯ ในช่วงทศวรรษที่ 1970 เพื่อต่อต้านการครอบงำของสหรัฐฯ NLF จำเป็นต้องสู้เพื่อกำจัดองค์กรและองค์ประกอบส่วนต่าง ๆ ที่ทั้งพึ่งพาและมีหน้าที่ขึ้นต่อประเทศจักรวรรดินิยม หรือตัวอย่างการต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียในทศวรรษ 1940 และความพ่ายแพ้ของอังกฤษในเวลาต่อมา ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองและส่งผลกระทบต่อระบบจักรวรรดินิยมอย่างมีนัยสำคัญ

              กรณีจักกรวรรดินิยมอังกฤษและสหรัฐฯ ดังกล่าว ได้นำทรัพยากรไปลงทุนในอุตสาหกรรมอาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้ง ๆ ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจและสังคม เพื่อขยายแหล่งขูดรีดในที่อื่น ๆ แข่งอิทธิพลกับโซเวียต และเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะปลุกกระแสคลั่งชาติเพื่อเบี่ยงเบนการต่อสู้ทางชนชั้น และนำลูกหลานของคนจนไปเสี่ยงตาย แต่ด้วยพลังของขบวนการนักศึกษา-กรรมาชีพ ซึ่งขยายตัวจนเกิดขบวนการสิทธิพลเมือง สิทธิคนผิวสี ชนพื้นเมือง และขบวนการเสรีภาพทางเพศ (อ่าน “1968 โดมิโน่ตัวแรกสู่โลกลุกเป็นไฟ”) ก็สามารถยุติความบ้าอำนาจของจักรวรรดินิยม

              การต่อสู้ต่าง ๆ เพื่อการปลดแอกชาติ เช่นการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์ในปัจจุบัน ก็ส่งผลต่อระบบจักรวรรดินิยมโลก โดยเฉพาะอิสราเอลซึ่งเป็นตัวแทนอำนาจนำของสหรัฐ และ “พี่ใหญ่” อิหร่านซึ่งพยายามสร้างอำนาจนำในตะวันออกกลาง ด้วยเหตุนี้ นักสังคมนิยมทั้งหลายจึงควรสนับสนุนการต่อสู้ดังกล่าวอย่างไม่มีเงื่อนไข

              แต่การสนับสนุนอย่างไม่มีเงื่อนไขไม่ได้หมายความว่าไร้การวิพากษ์วิจารณ์ ขบวนการปลดปล่อยชาติมักนำโดยกลุ่มชนชั้นบนและชนชั้นกลางท้องถิ่น พวกเขาหวาดกลัวต่อการต่อสู้ทางชนชั้นเต็มรูปแบบจากเบื้องล่าง ส่งผลให้จำกัดเพดานเพียงการแบ่งสรรพื้นที่ภายในระบบทุนนิยมเท่านั้น (หนังสือพิมพ์พรรคกรรมาชีพสังคมนิยมอังกฤษ. พฤษภาคม 2024)

              ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นตามสื่อกระแสหลักว่า ผู้นำประเทศต่าง ๆ เริ่มออกมาประกาศมาตรการคว่ำบาตรอิสราเอลในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน ออกมาพูดให้อิสราเอลหยุดการก่อสงครามในกาซา หรือประธานาธิบดีฝรั่งเศส มาครง สนับสนุนการขอหมายจับอาชญากรสงครามโดยศาลอาญาระหว่างประเทศ เป็นต้น

              แต่ที่ผู้นำประเทศเหล่านี้ออกมาประณามอิสราเอล ไม่ใช่เพราะความเห็นอกเห็นใจชาวปาเลสไตน์ แต่มาจากกระแสสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ที่สูงขึ้นในประเทศต่างๆ ไบเดนได้ออกมาพูดเช่นนั้น ทว่าก็ยังส่งอาวุธและงบประมาณแก่อิสราเอลต่อไป หรือขณะที่มาครงสนับสนุนข้อเสนอของอัยการ ICC รัฐบาลฝรั่งเศสยังคงส่งตำรวจไปกดขี่และปราบปรามชาวคานักบนเกาะนิวคาลิโดเนีย ที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียม

              การต่อสู้ที่ว่ามานี้ มิใช่เพียงเรื่องของการทำลายระบบจักรวรรดินิยม มันยังสามารถเป็นพื้นที่ทำลายลัทธิชาตินิยมหรือลัทธิคลั่งชาติในหัวของกรรมาชีพและขบวนการประชาธิปไตยในไทย พร้อมกับการวิเคราะห์วิกฤติเศรษฐกิจในไทย โดยเฉพาะการส่งแรงงานไทยไปอิสราเอล ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ารัฐบาลอิสราเอลเอาแรงงานต่างชาติไปทำงานในเขตความรุนแรง แทนที่จะขึ้นค่าแรงและสร้างงานในไทย

              มันยังหมายถึงความจำเป็นในการสมานฉันท์กับพี่น้องในปาตานี เพราะชนชั้นปกครองไทยกดขี่ปาตานีตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนถึงปัจจุบัน เกิดอาชญากรรมรัฐกรณีกรือแซะ ตากใบ กีดกันประชาชนไม่ให้มีส่วนในการตัดสินใจทางการเมือง เศรษฐกิจ และถูกใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพ ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยชัดเจน และหากแยกการกดขี่ปาตานีออกจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ผลที่จะเกิดขึ้นคือไม่สามารถเชื่อมโยงพลังของผู้ถูกกดขี่ขูดรีดในพื้นที่ต่าง ๆ ได้

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ