สรุปประเด็นสำคัญของหนังสือ “ทำไมต้องช่วยนายธนาคาร?” (ตอน 2)

โดย พัชณีย์ คำหนัก

​ตอนที่แล้วได้สรุปเนื้อหาในหนังสือ ทำไมต้องช่วยนายธนาคาร (Why save the bankers?) ของโทมัส พิเก็ตตี นักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศสที่เขียนบทความวิเคราะห์วิกฤตการเงินและหนี้สาธารณะในช่วงปี 2004-2015 ซึ่งเน้นย้ำบทบาทของธนาคารกลางในแก้ไขวิกฤตการเงิน กล่าวคือ วิกฤตการเงินปี 2008 และ 2009 ธนาคารกลางในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และญี่ปุ่นสามารถป้องกันการเกิดวิกฤตระยะใหม่ในปี 2010 และ 2011 คือวิกฤตหนี้สาธารณะ โดยให้รัฐบาลกู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ น้อยกว่า 2% ทำให้อัตราดอกเบี้ยคงที่และตลาดสงบ แต่ธนาคารกลางยุโรปให้รัฐบาลยูโรโซนกู้ยืมเงินน้อยมากทำให้เกิดวิกฤตนี้ อีกทั้ง ผู้เขียนเสนอลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนด้วยการเก็บภาษีความมั่งคั่งจากคนรวย ทั้งนี้ด้วยสภาพที่ยุโรปอุดมไปด้วยคนรวย แต่รัฐบาลยากจน เพราะผลได้จากภาคการผลิตตอบแทนให้ทุนอย่างมหาศาล ไอเอ็มเอฟก็เห็นด้วยกับการเก็บภาษีความมั่งคั่งส่วนบุคคลเพื่อลดหนี้สาธารณะ เพราะตระหนักแล้วว่า มาตรการรัดเข็มขัดที่ใช้แก้ไขวิกฤต 2008 ยิ่งทำให้ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำยาวนานขึ้น และใช้เวลาอีกหลายสิบปีที่จะทำให้หนี้สินกลับมาสู่ระดับเดียวกับปี 2007 (น.236) ในตอน 2 จะเสนอประเด็นเพิ่มเติมที่ผู้เขียนวิเคราะห์ทางออกวิกฤต คือการแข่งขันทางภาษี กับการเพิ่มบทบาทของรัฐในยูโรโซนด้วยการตั้งระบอบสหพันธรัฐเพื่อแก้ปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศสมาชิกทั้งหมด  ดังนี้

การดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศด้วยการแข่งขันทางภาษีเพื่อแก้วิกฤต

              การทุ่มตลาดทางภาษีเพื่อดึงดูดนักธุรกิจนักลงทุนจากต่างประเทศ เช่นประเทศไอร์แลนด์ รัฐบาลได้ใช้มาตรการรัดเข็มขัด เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นพังทลายซึ่งส่งผลกระทบกับภาคส่วนอื่น ทำให้ GDP ปี 2008 ลดลง 3% และจะลดลงอีก 8% ในปี 2009 อัตราว่างงาน 15%  การใช้จ่ายของรัฐที่ขาดดุลก็นำไปช่วยเหลือธนาคารและคนว่างงาน ทั้งมีการตัดเงินเดือนคนทำงานภาครัฐ 7.5% และออกมาตราเพิ่มภาษีรายได้ โดยคนที่มีรายได้ปีละ 15,000 ยูโรจะเสียภาษีเพิ่ม 2% ส่วนคนมีรายได้มากสุด เพิ่ม 9% แต่ภาษีนิติบุคคลที่เก็บจากบริษัทยังคงไว้คือเพียง 12.5% (น.62) เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่นักลงทุนต่างชาติ นี่คือกลยุทธิ์ที่ทุ่มตลาดทางภาษีที่ประเทศเล็กหลายประเทศใช้ ซึ่งผู้เขียนมองว่าเป็นหายนะ เกือบทุกประเทศในยุโรปตะวันออกมีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลอยู่ที่ 10% ในปี 2008  ทำให้ บริษัท Dell ปิดฐานการผลิตของประเทศไอร์แลนด์แล้วไปเปิดใหม่ที่โปแลนด์ ไอร์แลนด์จึงตื่นตระหนัก ไอร์แลนด์ยังอุดหนุนเงินให้นักลงทุนต่างชาติ เช่น การตั้งสำนักงาน และโรงงาน รวมเงินอุดหนุนประมาณ 20% ของการผลิตในประเทศ อีกทั้งไอร์แลนด์มีภาระจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะถึง 5.7% (พอๆ กับกรีซ) นั่นคือ แม้ใช้เงินสกุลเดียวกันแต่อัตราดอกเบี้ยหนี้สาธารณะต่างกัน ดังนั้น สหภาพยุโรปจึงควรจัดการเรื่องนี้ คือค้ำประกันเสถียรภาพทางการเงิน ช่วยเหลือประเทศเล็กโดยแลกกับการยกเลิกนโยบายการทุ่มตลาดทางภาษี ให้อย่างน้อยสุดอยู่ที่ 30%-40% เพื่อป้องกันการล้มละลายของประเทศ และนำภาษีไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และหลักประกันทางสังคม (การว่างงาน เงินบำนาญ) ให้มีคุณภาพ

              อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นคือ สหภาพยุโรปปล่อยให้ประเทศร่ำรวยดูดเงินจากฐานภาษีของประเทศเพื่อนบ้าน (เช่นไอร์แลนด์ กรีซ) ไม่ได้เรียกว่า “ตลาดเสรี” แต่เรียกว่า “ขโมย” และการให้คนที่ขโมยเงินจากเรากู้ยืมเงินเราไปโดยไม่ร้องขอสิ่งตอบแทน เรียกว่า “โง่เขลา” นั่นเอง (น.151) ดังนั้นสหภาพยุโรปต้องยกเลิกนโยบายการทุ่มตลาดทางภาษี ให้อัตราภาษีของทุกประเทศควรอยู่ที่ 30-40% ต่อ GDP และอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 3% เหมือนกัน

ระบอบสหพันธรัฐ: ทางออกวิกฤตหนี้สาธารณะ

              การเสนอให้รวมหนี้สาธารณะของยุโรปเพื่อที่ประเทศสมาชิกได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยต่ำและคาดการณ์ได้ ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันการเก็งกำไรค่าเงิน และวิธีที่ยั่งยืนคือ ประเทศในยูโรโซนต้องยกเลิกการลดค่าเงินของตัวเอง เพื่อให้ค่าเงินมีเสถียรภาพในระดับสหพันธรัฐ นั่นเท่ากับการรวมการเมืองเข้าด้วยกันและมีพันธบัตรยุโรป (น.190) ลดอิทธิพลแนวคิดชาตินิยมผ่านการมีสภาของสหพันธรัฐ การอภิปรายสาธารณะ ไม่ใช่การประชุมลับของผู้นำประเทศ การจัดตั้งสภางบประมาณสำหรับยูโรโซนขึ้นใหม่เป็นการเฉพาะ เพื่อรวมคณะกรรมาธิการด้านการเงินและสวัสดิการสังคมของสภาผู้แทนราษฎรของประเทศต่างๆ มีรัฐมนตรีการคลังยูโรโซนเป็นผู้รับผิดชอบสภานี้

              และการรวมหนี้ของยูโรโซนไว้ด้วยกันก็เพื่อให้ตลาดหยุดคิดอัตราดอกเบี้ยขึ้นๆ ลงๆ สร้างความวุ่นวาย รวมทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่บริษัทข้ามชาติหลบเลี่ยงกันมากผ่านการมีสหพันธรัฐ และให้มีการตัดสินใจเรื่องการออกพันธบัตรยุโรปในแต่ละปี ซึ่งอาจต้องมาจากการลงคะแนนเสียงข้างมากหลังจากเปิดอภิปรายสาธารณะอย่างเป็นประชาธิปไตยบนพื้นฐานจากข้อเสนอของรัฐมนตรีการคลังยุโรปที่รับผิดชอบสภาดังกล่าว ทว่ารัฐสภาแต่ละประเทศมีเสรีภาพในการพิจารณาภาพรวมทั้งหมดของระดับภาษีและการใช้จ่ายเงิน การกระจายเงินด้วย (น.198) ในลักษณะที่ก้าวไปพร้อมกันในเรื่องที่ไม่สามารถแก้ไขหรือทำคนเดียวได้ ไม่ใช่ทำทุกเรื่อง

              ทั้งนี้ สภาพที่เป็นอยู่คือ เงินสกุลเดียวกันแต่มีหนี้สาธารณะต่างกัน 17 แบบ (17 ประเทศ) เป็นการเสียอำนาจอธิปไตยทางการเงิน จึงต้องได้รับการชดเชยด้วยการเข้าถึงหนี้สาธารณะร่วมกันและอัตราดอกเบี้ยต่ำ คาดเดาได้ เพราะหนี้มีอยู่ 100% ของ GDP และยังมีการเก็งกำไรมากมาย การจ่ายดอกเบี้ยของหนี้สินอย่างเดียวทำให้ประเทศนั้นขาดดุลและอยู่ในวังวนของหนี้ ส่วนเจ้าหนี้ก็ตักตวงผลประโยชน์จากภาษีของประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น สหภาพการเมืองและการเงินในยูโรโซนเป็นหนทางเดียวที่จะเสียสละแบ่งปันอย่างเท่าเทียมกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินทางการเงินที่ถือครองในต่างประเทศ  (น.208)

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ