ยุทธวิธีเลือก ส.ว.ของไอลอว์ชวนคนไปสู่สมรภูมิที่โดดเดี่ยว

โดย วัฒนะ วรรณ

​“มีพี่น้องหลายคนบอกว่าไม่ต้องไปสมัครหรอก ส.ว. ไม่ต้องมีเลยดีกว่า ซึ่งผมก็ไม่ได้คิดว่าเป็นความเห็นที่แย่ เพียงแต่ว่ากระบวนการตอนนี้มันเป็นอย่างนี้ ถ้าจะยกเลิก ส.ว. หรือถ้าจะแก้ไขที่มา ส.ว. ได้ก็ต้องอาศัยเสียง ส.ว. อยู่ดี มันคือต้องแก้รัฐธรรมนูญและต้องอาศัยเสียง ส.ว. 67 เสียง ดังนั้น ถ้าคุณไม่เข้าร่วมกระบวนการนี้ คุณไม่ส่งคนที่โอเคไปเป็น ส.ว. ในวันนี้ โอกาสจะแก้ที่มา ส.ว. หรือจะไม่มี ส.ว. ก็ยิ่งไม่มีเลย ใครที่เห็นว่าอยากจะยกเลิก สว. อยากจะเอาสภาเดี่ยว วิธีการเดียวคือก็ต้องชนะสนาม ส.ว. นี้ให้ได้ก่อน” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ๒๖ มี.ค. ๒๕๖๗

​“การปฏิรูปกฎหมายทุกชนิดมักเป็นผลจากการปฏิวัติ ในประวัติศาสตร์ของชนชั้น การปฏิวัติเป็นการสร้างสรรค์ทางการเมือง การปฏิรูปไม่มีพลังของมันเองที่สามารถแยกออกจากการปฏิวัติได้ ในทุกยุคทุกสมัยการปฏิรูป จะเกิดขึ้นในทิศทางที่กำหนดจากการปฏิวัติครั้งสุดท้ายเท่านั้น และจะเกิดขึ้นจนกว่าพลังของการปฏิวัติครั้งสุดท้ายยังมีอยู่ หรือถ้าจะพูดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในทุกยุคทุกสมัยงานปฏิรูปทุกชนิดจะทำในกรอบและขอบเขตของสังคมที่ถูกสร้างจากการปฏิวัติครั้งก่อน นี่คือหัวใจของปัญหา”

​“ฉะนั้น การเสนอว่าการปฏิรูปคือสิ่งเดียวกับการ “ปฏิวัติที่ค่อยเป็นค่อยไป” หรือการปฏิวัติคือยอดรวมของการปฏิรูปเล็กๆ น้อยๆ ไม่ตรงกับความจริงในประวัติศาสตร์…” กล่าวโดย โรซา ลัคเซมเบิร์ก (1900) นักปฏิวัติสังคมนิยมเยอรมัน-โปแลนด์

​บทความนี้เขียนก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ส.ว. รอบสุดท้ายในระดับประเทศซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ ๒๖ มิ.ย. ๒๕๖๗ ฉะนั้น อาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะมีผู้สมัครที่มีประวัติต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยหลุดรอดเข้าไปในการเลือกตั้งครั้งนี้ในจำนวนเล็กน้อย ซึ่งจะไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากทำให้สภาที่มาจากคนส่วนน้อยนี้มีความชอบธรรมทางการเมือง

​จะไม่มีการแสดงความยินดีใดๆ สำหรับผู้แทนที่เข้าไปในสภาแห่งนี้ ไม่ว่าจะใส่เสื้อคลุมว่าตนเองเป็นอะไร เนื่องจากไม่ใช่ผู้แทนที่มาจากมวลชน และไม่ใช่ผู้แทนที่มาจากการเลือกของกลุ่มอาชีพอย่างแท้จริง

​ข้อเสนอของไอลอว์เป็นยุทธศาสตร์ที่ชวนคนที่อยากสู้ไปสู่สมรภูมิที่โดดเดี่ยว นักมาร์คซิสต์อย่างเลนิน ไม่ได้ปฏิเสธการต่อสู้ในกรอบรัฐสภาทุนนิยม เพราะมองว่าบางครั้งถ้าจำเป็นก็สามารถใช้มันในการเสนอนโยบายทางการเมืองเพื่อปลุกระดมทางการเมืองได้ แต่สำหรับยุทธศาสตร์ของไอลอว์จะไม่สามารถประกาศนโยบายทางการเมืองได้ เนื่องจากเน้น “ปัจเจกบุคคล” ไม่ได้เน้นที่องค์กรมวลชน คนที่ลงสมัครล้วนไปในนามปัจเจกบุคคล ไม่มีองค์กรมวลชนสังกัด เมื่อไม่มีองค์กรก็จะไม่มีนโยบาย เพื่อเสนอต่อสังคมเพื่อปลุกระดมมวลชน

​แต่ถ้าเน้นเพียงแค่เข้าไปแก้กฎหมายด้วยหวังว่ามันจะเปลี่ยนสังคมได้ เรื่องนี้โรซาเสนอว่า มันไม่เคยเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ การแก้ไขกฎหมายเล็กๆ น้อยๆ จะไม่นำไปสู่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม ในบริบทสังคมไทยการแก้กฎหมายจะไม่สามารถล้มเผด็จการทหารที่ครองอำนาจมานานได้ และมันไม่สามารถยับหยั้งการทำรัฐประหารได้อีกด้วย

​แต่จะสู้แบบไหน การเรียกร้องให้มวลชนที่ยังต้องการสู้ให้ออกมาต่อสู้ในรูปแบบ “ปัจเจก” มีประสิทธิภาพหรือไม่ ในเมื่อกำลังสู้กับโครงสร้างรัฐเผด็จการที่แข็งแรง มีงานจัดตั้งที่เป็นระบบ ขบวนการประชาธิปไตยจำเป็นต้องทบทวนถกเถียงแนวทางการต่อสู้นี้ที่เน้นปัจเจกหรือสัญลักษณ์ เปรียบเทียบกับการต่อสู้ในลักษณะมวลชนนอกรัฐสภาโดยเฉพาะมวลชนกรรมาชีพอันไหนมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน

​องค์กรสังคมนิยมแรงงานเสนอว่า การสร้างองค์กรมวลชนที่มีความกระตือรือร้นและมีวินัยควรเป็นทางเลือกพื้นฐานของการต่อสู้ แนวทางการต่อสู้แบบปัจเจกและสัญลักษณ์ควรถูกลดบทบาทลง

​นักต่อสู้ในอดีตที่เคยเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเคยผิดหวังกับระบบเผด็จการภายในของพรรค จนนำไปสู่การปฏิเสธการสร้างพรรค หันมาเน้นเพียงการสร้าง “เครือข่ายหลวมๆ” ที่มีลักษณะชั่วคราว สมาชิกไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อองค์กรมากนัก ซึ่งเราสามารถเรียนบทเรียนจากเรื่องนี้ได้ เพื่อหาวิธีสร้างพรรคมวลชนที่มีประชาธิปไตยภายในแบบที่เลนินเคยสร้าง

​พรรคมวลชนจะช่วยเสริมกำลังใจยามกระแสการต่อสู้ตกต่ำ จะเป็นที่เก็บประสบการณ์การต่อสู้จากที่ต่างๆ เพื่อนำมาเป็นบทเรียนที่เน้นการต่อสู้รวมหมู่

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ