สมรสเท่าเทียมเพียงพอต่อการปลดปล่อย LGBTQ+ จริงหรือ

โดย สมทรง ตรีแก้ว

               ว่ากันตามข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์แล้วสังคมไทยเปิดกว้างต่อความหลากหลายทางเพศอยู่พอสมควร  เรามักไม่ค่อยเห็นการต่อต้านเหมือนที่เกิดขึ้นในสังคมอื่น เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ นับว่าดีกว่าสังคมอื่นอยู่บ้าง เช่น ประเทศของเราไม่มีกฎหมายเอาผิดคนรักเพศเดียวกัน หรือคนหลากหลายทางเพศ อย่างที่เคยเกิดขึ้นในยุโรป เช่น อังกฤษ มีกฎหมายว่าด้วยการรักเพศเดียวกันหรือการเป็นคนหลากหลายทางเพศเป็นความผิด  ซึ่งเพิ่งได้ประกาศยกเลิกกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดทางเพศ เมื่อปี 1967 ทำให้การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายและชายด้วยกันไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมายอีกต่อไป หรือในปัจจุบันนี้ก็มีอีกหลายประเทศที่มีกฎหมายลงโทษคนรักเพศเดียวกัน เช่น อิหร่าน รัสเซีย

               การที่ไม่มีกฎหมายเอาผิดย่อมเป็นข้อดีที่รัฐไม่มายุ่งกับชีวิตส่วนตัวของเรา   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสังคมไทยจะไม่มีกฎหมายเอาผิดคนรักเพศเดียวกันหรือคนที่มีความหลากหลายทางเพศ แต่ในด้านวัฒนธรรมแล้วเราก็มักพบเห็นการเหยียดหยามหรือล้อเลียนคนหลากหลายทางเพศอย่างดาษดื่น  และมีการกีดกันเพศสภาพไม่ให้มีความ ก้าวหน้าในการทำงาน ในครอบครัวก็จะพบเห็นการกีดกันหรือทำร้ายคนในครอบครัวเมื่อรู้ว่า ลูกสาว ลูกชาย มีความรักกับคนเพศเดียวกันหรือเป็นคนหลากหลายทางเพศถึงขนาดไล่ออกจากบ้าน ตัดขาดกัน ทำราวกับว่าการไล่ออกจากบ้านและการตัดขาดความสัมพันธ์กันจะทำให้บรรดาพวกเขาเหล่านั้นกลับมารักคนต่างเพศได้หรือกลับมาเป็นเพศดั้งเดิมตามกำเนิด  

              การไม่มีกฎหมายเอาผิดคนหลากหลายทางเพศและคนที่มีความรักในเพศเดียวกันนับได้ว่าเป็นความก้าวหน้าไม่กี่อย่างในสังคมไทยที่มีให้คนรุ่นพวกเราได้ชื่นใจอยู่บ้าง แต่การเหยียดหรือการกีดกันคนหลากหลายทางเพศก็ยังคงดำเนินอยู่โดยที่ไม่ได้ถือเป็นความผิดทางกฎหมายแต่อย่างใด ในขณะเดียวกันคนหลากหลายทางเพศก็เหมือนกับคนทั่วๆ ไปในสังคมที่อยากมีหลักประกันมั่นคงในชีวิต และในเมื่อรัฐไม่มีหลักประกันส่วนรวม ไม่มีรัฐสวัสดิการ  ประชาชนก็พยายามแสวงหาหลักประกันด้วยตนเอง ซึ่งก็มีอยู่ 2 ทางคือ แบบปัจเจกชน-เอกชน  และแบบรวมตัวกันอย่างที่องค์กรสังคมนิยมของเราพยายามทำอยู่

              ปัญหาที่คู่รักของคนเพศเดียวกันที่เมื่อใช้ชีวิตแต่งงาน แต่ไม่มีกฎหมายมารองรับทำให้คนหลากหลายทางเพศมีปัญหา เช่น คู่สมรสซึ่งเป็นข้าราชการสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ แต่คนรักไม่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาล ซึ่งหากเป็นคู่สมรสชายหญิงที่จดทะเบียนจะได้สิทธินั้น หรือกรณีที่คู่รักต้องผ่าตัดแต่ตนเองไม่สามารถเซ็นต์ยินยอมได้เนื่องจากไม่ใช่ญาติตามกฎหมาย หรือกรณีอยากมีบ้านแต่ไม่สามารถกู้ร่วมได้เนื่องจากไม่มีความสัมพันธ์กันในทางกฎหมาย หรือกรณีมีทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันเมื่อตายไปแล้วไม่ได้สิทธิในทรัพย์สินที่ทำมาร่วมกันได้ ซึ่งทำให้คนหลากหลายทางเพศต้องร่วมกันเรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งการสมรสเท่าเทียมกับคู่สมรสต่างเพศ การเรียกร้องให้คนเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ตามกฎหมาย จึงเป็นข้อเรียกร้องหลักของขบวนการเคลื่อนไหวความหลากหลายทางเพศในไทย ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดีที่ลุกขึ้นสู้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง 

              สำหรับผู้เขียนซึ่งเชื่อมั่นในทฤษฎีชนชั้น มีคำถามว่า ข้อเรียกร้องสมรสเท่าเทียมเพื่อให้เท่าเทียมกับการสมรสคนต่างเพศมันทำให้สังคมเท่าเทียมกันจริงหรือไม่ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า ทั้งสมรสเท่าเทียมและสมรสต่างเพศต่างยังยึดถือในระบบกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินส่วนบุคคล อันเป็นการขันน็อตให้กับแนวคิดสืบทอดระบบกรรมสิทธิ์เอกชนหนักแน่นไปอีก เป็นที่น่าเสียดายว่าขบวนการเคลื่อนไหวความหลากหลายทางเพศเมื่อเดือนที่แล้ว ไม่ถือโอกาสนี้ในการนำเสนอต้นตอที่แท้จริงที่ทำให้คนหลากหลายทางเพศต้องเผชิญกับความยากจนพอๆ กับคนอื่นๆ ทั่วไป นั่นคือ การละเลยที่จะไม่วิจารณ์ระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนบุคคลของชนชั้นนายทุน ที่จะสะสมทุนต่อไปผ่านการสืบทอดมรดกทรัพย์สินให้ลูกหลานตนเอง เพื่อรักษาสถานะทางชนชั้นไว้ให้ยั่งยืน การจะทำให้คนเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงได้ต้องยกเลิกระบบสืบทอดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนบุคคลเพื่อกระจายทรัพย์สิน ลดการผูกขาดการถือครอง เช่น ที่ดิน หากมุ่งเรียกร้องความเสมอภาคทางเพศและสมรสเท่าเทียม โดยละเลยปัญหาความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นจะทำให้ระยะทางในการสร้างรัฐสวัสดิการห่างไกลออกไป และนี่ไม่รวมถึงการอ้าแขนรับชนชั้นนายทุนเข้ามาเป็นพวกอย่างระริกระรี้จนเนื้อเต้น ฉะนั้น จึงเป็นภารกิจของคนทุกเพศที่จะช่วยกันทลายระบบกรรมสิทธิ์เอกชนและชนชั้นดังที่ว่ามา 

อลัน ทูริ่ง นักวิทยาศาสตร์ชาว อังกฤษผู้ถอดรหัสสื่อสารของ นาซีได้และหลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ถูกจับดำเนินคดีในข้อหารักร่วมเพศ

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ