โดย พัชณีย์ คำหนัก
เนื่องในโอกาสการเฉลิมฉลอง Pride month (มิถุนายน) ผู้เขียนอยากจะบอกว่า การสนับสนุนความหลากหลายทางเพศไม่ใช่แค่การซื้อขายสินค้าหรือการบริโภค หากแต่ต้องเข้าใจปัญหาและช่วยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วย
เป็นเรื่องที่น่าดีใจยิ่งที่รัฐสภาเห็นชอบกฎหมายสมรสเท่าเทียม ที่สะท้อนให้เห็นถึงการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ทุกเพศล้วนมีเท่าเทียมกัน และให้ได้รับสิทธิสวัสดิการ การคุ้มครองทางกฎหมายเกี่ยวกับครอบครัวอย่างเท่าเทียมกับครอบครัวหญิงชาย และถือเป็นการทลายกรอบคิดจารีต อนุรักษ์นิยมที่บั่นทอนอัตลักษณ์ของคนเพศหลากหลายมาโดยตลอด มองพวกเขาเหล่านี้ว่าเป็นคนผิดปกติทางจิตบ้าง เพศที่สามบ้าง พลเมืองชั้นสองชั้นสามบ้าง ให้ได้รับความอับอาย และไม่ได้รับโอกาสที่ดีในการมีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งกรอบคิดจารีตมักเป็นความคิดจากผู้มีอำนาจในมือ เพื่อให้พวกพ้องเหล่ากอของตัวเองมีสถานะสูงกว่าและได้ประโยชน์มากกว่า
ทั้งในสังคมเอเชียกับตะวันตกมีคนหลากหลายเพศมานับพันปีแล้ว ในสังคมไทยคาดว่าประมาณร้อยละ 35 – 40 ของประชากร มีรสนิยมความรักที่ไม่ใช่หญิงชายในทุกระดับฐานะทางสังคม แม้แต่ผู้นำทางการเมืองระดับประเทศ และนายพลชั้นสูงบางคน แต่ในระบบเศรษฐกิจการเมืองทุนนิยมมักมีอคติ มองว่า พฤติกรรมความรักที่ไม่ใช่หญิงชายเป็นเรื่อง “ผิดบาป” เพราะมันไม่ช่วยสนับสนุนจารีตและวินัยของครอบครัวที่พวกอนุรักษ์นิยมผลักดัน เพราะครอบครัวรูปแบบนี้ “ต้องมี” พ่อกับแม่ ชายกับหญิง ดังนั้น แนวจารีตนิยมจะพยายามอธิบายว่า หากชายฆ่าชายสงครามย่อมมีศักดิ์ศรี แต่ชายกอดจูบแสดงความรักต่อชายเป็นเรื่องสกปรก
แม้เราจะอยู่ในสถานการณ์ที่กฎหมายรองรับการสมรสเท่าเทียมแล้ว แต่ยังมีคนจำนวนหนึ่งยังคิดแบบอนุรักษ์นิยม ซึ่งนั่นคือ ความเท่าเทียมระหว่างเพศยังไม่บรรลุอย่างแท้จริง จะะต้องเปลี่ยนแปลงสังคมให้คนทุกเพศเท่าเทียมกันในทุกด้านและทุกพื้นที่ เพราะแม้แต่ผู้หญิงก็ยังถูกมองว่าเป็นเพศที่สอง หรือพลเมืองชั้นสองมาช้านาน ไม่แตกต่างจากคนที่เป็น LGBTQ+ ดังสรุปด้านล่างนี้
บทเรียนจากครอบครัวแบบจารีต
แม้มีกฎหมายสมรส จดทะเบียน แต่ถ้าครอบครัวไม่เคารพศักดิ์ศรีของคู่รัก ก็นำไปสู่การใช้ความรุนแรงภายในบ้าน เราคงพบเห็นปัญหาครอบครัวต่างเพศมาแล้วว่า หากคู่รักไม่เท่าเทียมกันจริง ไม่ให้เกียรติกัน มองผู้หญิงและลูกเป็นทรัพย์สินของผู้ชาย ความรักที่แท้จริงก็จะไม่เกิด ก็จะมีแต่ความหึงหวง การครอบงำชี้ การใช้อำนาจ ผลักภาระงานในบ้านและการดูแลคนในครอบครัวให้ผู้หญิงทำ ที่เป็นการรักษาอำนาจของผู้ชายในครอบครัว ที่หลายคนเรียกว่า ระบบชายเป็นใหญ่ ซึ่งภาคประชาชนก็ได้ต่อสู้เรื่องพวกนี้อยู่ โดยมองว่า ความเท่าเทียมกันระหว่างเพศจะสร้างความรักที่แท้จริง และเราไม่ควรยอมรับศีลธรรม ค่านิยมของคนมีอำนาจการปกครองดั้งเดิมที่ปลูกฝังกันมาผ่านโรงเรียน สื่อ ศาสนาที่ยึดติดคัมภีร์ ให้มากดทับความคิด ความเป็นตัวของตัวเองอีกต่อไป
บทเรียนจากที่ทำงาน
ยุคสมัยที่อุตสาหกรรม อาชีพต่างๆ มีมากมายหลากหลายขึ้น ทำให้มีการปลดปล่อยพลังการผลิตของคนทำงานทุกเพศ โดยเฉพาะผู้หญิง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ มีรายได้ ทำงานเคียงข้างผู้ชายและผู้มีความหลากหลายทางเพศในที่ทำงาน กระนั้นก็ยังเลือกปฏิบัติ ได้รับค่าจ้างไม่เท่ากัน สวัสดิการน้อย ชั่วโมงทำงานเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ถูกล่วงละเมิดทางเพศในที่ทำงาน ในขณะที่ต้องแบกรับภาระการเลี้ยงดูคนรุ่นต่อไป ซึ่งงานดูแลครอบครัวถูกทำให้เป็นปัจเจก ไม่ใช่ภาระของรัฐและนายจ้าง ทำให้ผู้หญิงต้องทำงานสองเท่า จึงเป็นเรื่องที่ต่อสู้เรื่องค่าจ้างและสวัสดิการให้ครอบครัวกรรมาชีพเพิ่มขึ้น รวมทั้งเวลาทำงานที่เป็นธรรมเพื่อดูแลครอบครัวให้อบอุ่น ความร่ำรวยของคนเพียงหยิบมือเดียวไม่ควรมาจากความยากลำบากของคนจำนวนมาก ไม่เช่นนั้น สังคมและครอบครัวของกรรมาชีพทุกเพศก็จะเดือดร้อนยิ่งขึ้น
ประวัติศาสตร์การปลดปล่อยพลังของผู้มีความหลากหลายทางเพศ
ผู้มีความหลากหลายทางเพศในเยอรมันถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายตั้งแต่ ค.ศ.1860 แต่ 37 ปีต่อมา คือในปี ค.ศ.1897 แพทย์ก้าวหน้าคนหนึ่งชื่อ แมกนัส ไฮเฟลด์ (Magnus Hirschfeld) ได้ตั้ง คณะกรรมการมนุษยธรรมวิทยาศาสตร์ขึ้นมา ซึ่งมีการรณรงค์ให้แก้กฎหมาย และจัดตั้งศูนย์กลางการต่อสู้ของชาวเกย์ขึ้นอย่างมั่นคงจนถึงปี ค.ศ.1930 การรณรงค์ของศูนย์นี้อาศัยแรงสนับสนุนจากพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย (SPD) ที่ผลักดันการปฏิรูปการเมืองสำหรับเกย์ในรัฐสภา หนังสือพิมพ์ของพรรคหลายฉบับมีบทความเกี่ยวกับประเด็นทางเพศที่เสนอว่า “ศีลธรรมทางเพศเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย” และพรรคสามารถล่ารายชื่อเพื่อแก้ไขกฎหมาย ให้ยกเลิกการลงโทษเกย์ได้สำเร็จเมื่อปี ค.ศ.1898
อีกทั้ง ภายในพรรคคอมมิวนิสต์ก็มีการถกเถียงกันอย่างตื่นเต้นเกี่ยวกับวิธีการใหม่ๆ ที่มนุษย์จะอยู่ด้วยกัน ต่อมาเวลแฮม ไรช์ (Wilhelm Reich) ลูกศิษย์ของซิกมัน ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ก็สมัครเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ และเสนอว่า “เราต้องปลดปล่อยตัวเองจากความคิดของชนชั้นนายทุนทุกประเภท รวมถึงการเก็บกดทางเพศ พรรคคอมมิวนิสต์จึงกลายเป็นศูนย์กลางการแสวงหารูปแบบใหม่ของสังคม แต่ไม่นานหลังจากสตาลินขึ้นมามีอำนาจในรัสเซียและพวกนาซียึดอำนาจในเยอรมันได้ ทั้งขบวนการเกย์และขบวนการสังคมนิยมถูกปราบปรามอย่างรุนแรง ในปี ค.ศ.1933 ฮิตเลอร์สั่งให้เผาสถาบันวิทยาศาสตร์ทางเพศของไฮเฟลด์ จับชาวเกย์ นักสังคมนิยม นักสหภาพแรงงาน และชาวยิว ไปขังคุกในค่ายกักกัน ขบวนการคอมมิวนิสต์ภายหลังการขึ้นมามีอำนาจของสตาลิน เริ่มมองว่าการรักเพศเดียวกันเป็นเรื่องผิดปกติ (นุ่มนวล ยัพราช วิภา ดาวมณี และ ใจ อึ๊งภากรณ์. ร่วมกันต่อสู้เพื่อปลดแอกทางเพศ. ธันวาคม 2564)
ต่อมาในยุค 1950 มีการส่งชาวเกย์ไปบำบัดซ่อมเกย์ และทำให้การรักเพศเดียวกันเป็นอาชญากรรม และเริ่มมีการก่อตัวของขบวนการปลดแอกเพศหลากหลายอีกครั้ง ที่นิวยอร์กหลังเหตุการณ์สโตนวอล คือ ในช่วงยุคสมัยคริสต์ทศวรรษที่ 50-60 ตำรวจมักจะบุกทลายบาร์เกย์อยู่เป็นประจำ และทุบตีทำร้ายทั้งลูกค้าและพนักงานของบาร์เกย์อยู่เรื่อยๆ รวมทั้งที่สโตนวอลล์ ที่ๆ ต้อนรับชาวเกย์ เลสเบียน คนข้ามเพศ และผู้แสดงออกทางเพศแบบอื่นๆ ในคืนที่เกิดเหตุ มีตำรวจหลายคนบุกเข้ามาตรวจบัตรประชาชนผู้คนในสโตนวอลล์และจับกุมใครก็ตามที่แสดงออกทางเพศไม่ตรงกับที่ระบุในบัตรประชาชน ทำให้ชาวสโตนวอลล์ทนไม่ไหว ลุกฮือขึ้นต่อต้านเจ้าหน้าที่รัฐ โดยประชาคมชาว LGBTQ+ ในนิวยอร์กตอนนั้นได้กรูเข้าไปในบาร์เพื่อช่วยต่อสู้กับตำรวจ มีทั้งการขว้างปาขวด กระป๋อง และเศษข้าวของอื่นๆ ใส่ตำรวจ (ริงโกะ มิโมซ่า. 3 มิ.ย.65. 7 เรื่องน่ารู้-เกร็ดประวัติศาสตร์ ขบวนการ Pride. ในประชาไท)
การจลาจลที่สโตนวอลล์จะไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ชาว LGBTQ+ ลุกฮือต่อต้านตำรวจ แต่มันได้กลายเป็นเหตุการณ์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของ LGBTQ+ หลังจากที่กลุ่มนักกิจกรรมจากนิวยอร์กและลอสแองเจลิสวางหมุดหมายให้มีการเดินขบวนและเฉลิมฉลองประจำปีเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น และคำขวัญของการต่อสู้คือ “ปลดปล่อยเป็นอิสระ” เดินขบวนประท้วง สู้แบบถอนรากถอนโคน ไม่ต่างจากการต่อสู้ของสิทธิสตรี ที่รวบรวมสตรีด้วยกันเอง สร้างพลังต่อรองและเคลื่อนไหวกดดัน อีกทั้ง รวมกลุ่มกันเป็นสหภาพแรงงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันทุกเพศในที่ทำงานเพื่อให้เกิดพลังทางชนชั้นของกรรมาชีพซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม
ดังนั้น หากจะทลายกรอบคิดจารีต และทุนนิยมจากข้างต้น เราจำเป็นต้องรวมกลุ่มกันของผู้มีความหลากหลายทางเพศเพื่อตอบโต้คนเหยียดเพศ และรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานในที่ทำงานเพื่อต่อสู้ทางชนชั้นควบคู่ไป
เพราะเราจะไม่ถูกกำหนดให้อยู่ในโลกแคบๆ ให้คอยรับใช้คนมีสถานะสูงให้รวยขึ้นๆ เราจะไม่ถูกเบียดขับให้ไปทำอาชีพที่เลือกไม่ได้ เราจะไม่ถูกผูกมัดในครอบครัวแบบจารีต เราจะไม่ถูกครอบงำทางความคิด และถูกมองเป็นวัตถุทางเพศ หรือเป็นทาสวาทกรรมคลั่งสินค้า
ความเสมอภาคระหว่างเพศเท่านั้นที่จะจรรโลงคุณค่าของการมีชีวิตที่มีศักดิ์ศรี มีเสรีภาพและความรับผิดชอบ ซึ่งจะทำให้สังคมเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น

