ว่าด้วยผู้มีสถานะรองในสังคมไทย (ตอนที่ 1)

โดย ลมดาวเหนือ

​ ​สังคมไทยเป็นสังคมทุนนิยม และจะมีชนชั้นหลักๆ อยู่ 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นนายทุน ที่ควบคุมปัจจัยการผลิต และเป็นคนส่วนน้อยในสังคม แต่กุมอำนาจรัฐ  และมีชนชั้นผู้มีสถานะรอง ผู้เขียนจะขอจำแนกผู้มีสถานะรองออกเป็น 3  กลุ่ม ดังนี้

1. กลุ่มคนชายขอบ ที่ถูกแนวคิดชาตินิยมกดทับ  เช่น แรงงานข้ามชาติ กลุ่มชาติพันธุ์

2. ลูกจ้างกรรมกรพนักงานที่อยู่ในสังคมปัจจุบัน ที่มีเป้าหมายต้องการพัฒนาสังคมเพื่อให้ได้สังคมที่เป็นธรรมมากขึ้น

3. ชาวนา ชาวไร่ รายย่อย

ผู้มีสถานะรองในไทยที่สามารถยกตัวอย่างได้ชัดเจนนั้นมีอยู่ 3 กลุ่มคือ

1. ชาติพันธุ์ชาวเขา เช่น  ม้ง ลัวะ ไทยใหญ่  กะเหรี่ยง พวกเขาเหล่านี้มีสถานะรองทาง “เศรษฐกิจ” คือ ยังคงมีชีวิตอย่างยากลำบากบนเขา ความลำบากที่ว่านี้ท่านผู้อ่านหาได้จากข่าวสารทั่วๆ ไป การดำรงชีพพวกเขาส่วนใหญ่อาจต้องขายของพื้นถิ่นเพื่อที่จะพอหารายได้ให้เข้าครอบครัวบ้าง แต่ก็ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานความเสี่ยงเพราะทุนกำลังแย่งชิงผลผลิตในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็น ข้าว เมล็ดกาแฟ ใบชา สมุนไพร ฝ้าย หรือแม้แต่ที่ดินที่ทุนใหญ่พากันกว้านซื้อและขับไล่พวกเขาออกจากที่ดินที่คาดว่าจะทำกำไรให้นายทุน และพวกเขาจำเป็นที่จะต้องออกไปขายเเรงงานให้นายจ้างในเมือง

              มีคนใจบุญเอาของไปบริจาคพวกเขา แต่การกระทำเช่นนี้หาได้ช่วยพวกเขาจริงๆ ไม่ ชีวิตของพวกเขากำลังรอคอยที่จะหวังผู้ใจบุญมาปลดปล่อยกระนั้นหรือ ไม่ใช่เลย! ในอดีตกลุ่มชาติพันธุ์เคยร่วมกันต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และเป็นที่น่าเสียดายว่า แนวทางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมของไทยที่เป็นทุนนิยม การใช้แนวทางชนบทล้อมเมืองโดยมีกลุ่มชาติพันธุ์เข้าร่วมประสบกับความพ่ายแพ้ ทั้งๆ ที่กลุ่มชาติพันธ์ุล้วนแต่เป็นนักต่อสู้อย่างกล้าหาญ และแม้วันนี้พวกเขาจะมี ส.ส.ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ แต่คุณภาพชีวิตของพวกเขาก็ยังแย่อยู่มาก

2. กรรมกร

              ​กรรมกร คือคนที่ไร้ปัจจัยการผลิตและยังชีพด้วยการขายแรงงาน  และเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งมีถึง 39.79 ล้านคน แม้แรงงานเป็นผู้สร้างมูลค่าส่วนเกินทั้งหมดในโลกนี้ แต่มีความเสี่ยงหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ 

              ​แรงงานกำลังตกอยู่ในสถานะที่เป็นรองทางเศรษฐกิจเเละการเมือง กล่าวในด้านเศรษฐกิจ กำลังถูกกดขี่ขูดรีดอย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นเวลาการทำงาน ค่าแรงของกรรมกรจำนวนมากไม่เพียงพอที่จะสามารถต่อยอดชีวิตได้ ด้านการศึกษา เงินก็ไม่พอที่จะซื้อเสื้อนักเรียนดีๆ ให้ลูก หรือพาลูกไปกินของดีๆ ก็ไม่ได้ ทั้งนี้เกิดจากการผูกขาดความมั่งอยู่ไม่กี่ครอบครัวที่เป็นนายทุนและเป็นคนกลุ่มน้อยของประเทศนั่นก็คือนายจ้างของพวกท่าน ในเรื่องสถานที่ทำงาน ก็ทำงานอยู่ในที่เสี่ยงไม่ว่าจะเป็นอากาศร้อนมากจนทำงานกลางเเจ้งไม่ได้ ลดสวัสดิการทำให้พนักงานมีความเสี่ยงจากการทำงาน ดังเราจะเห็นว่ามีพนักงานตายจากการคุมเครื่องจักร เป็นประจำ

              ​เมื่อเกิดอุบัติเหตุพวกนายทุนก็เมินหน้าหนี อย่างมากก็แค่ให้เงินมาซึ่งไม่สามารถทวงชีวิตของผู้ประสบอุบัติเหตุคืนได้ เมื่อกล่าวถึงขนาดนี้หวังว่าผู้อ่าน คงเกิดคำถามขึ้นเหมือนกับข้าพเจ้าว่า แล้วเราจะทำเช่นใด เพื่อไม่ให้เกิดสภาพการณ์เเบบนี้  

             ในอดีต หลัง 14 ตุลาเป็นช่วงที่ประชาชนนักศึกษารวมถึงพี่น้องแรงงานรวมใจคัดค้านต้านเผด็จการทหาร ฝั่งพี่น้องกรรมกรมีการเรียกร้องสวัสดิการและเพิ่มค่าแรงเดินขบวนกัน รวมถึงมีการนัดหยุดงานในหลายๆที่ร่วมนับพันครั้งหมื่นครั้งในช่วงนั้นขบวนการแรงงานมีความเข้มเข็งมากที่สุด การนัดหยุดงานเต็มไปทั่วเขตเเขว้นเเดนไทยไม่ว่าจะเป็นการนัดหยุดงานพนักงานทอผ้าย่านอ้อมน้อย และพนักงานในส่วนของรัฐวิสาหกิจ และการยึดโรงงานเพื่อทำการผลิตเองของพนักงานหญิงโรงงานฮาร่า แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ยุคหลังจากการต่อสู้ครั้งใหญ่นี้พี่น้องแรงงานก็ถูกรัฐบาลเผด็จการทหารปราบปรามจนทำให้การต่อสู้ของพี่น้องแรงงานอ่อนแอลงไป

              ​นี่เเหละคือลักษณะของผู้มีสถานะรองทางการเมือง เพราะเมื่อรวมตัวทำการต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นก็จะถูกปราบปรามโดยอำนาจรัฐอย่างสิ้นเชิง แต่การที่กรรมกรถูกปราบ มันทำให้ข้าพเจ้าเห็นว่า กรรมกรมีบทบาทสำคัญมากในสังคมนิยม เพราะถ้าไม่สำคัญ รัฐจะไม่ปราบกรรมกรอย่างเเน่นอน 

              ในตอนหน้า ข้าพเจ้าจะขอทดลองนำเสนอต่อในเรื่อง ว่าด้วยชาวนา

              ​ 

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ