โดย เท็น เตรียมกรรมาชีพ
วันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมาคือวันครบรอบ 35 ปีการสังหารหมู่ประชาชนที่ออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศให้เป็นประชาธิปไตยโดยกองกำลังทหารที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตนับพันคน และการจัดงานรำลึกเหตุการณ์นี้ในที่สาธารณะถูกสั่งห้ามในจีนและฮ่องกงนับจากมีการใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติปี 2563 เพื่อปิดปากผู้มีความคิดต่างจากรัฐ
สาเหตุที่นำไปสู่การประท้วง
หลังจากที่เหมา เจ๋อ ตุงเสียชีวิตในปี 1976 สองปีต่อมาเติ้ง เสี่ยว ผิงก็ขึ้นสู่อำนาจ และประกาศใช้นโยบายเศรษฐกิจใหม่หรือตลาดเสรีนั่นเอง ในยุคนั้นมีระบบกำหนดราคา 2 แบบ ได้แก่ สินค้าในโควตาของรัฐจะขายในราคาอุดหนุนจากรัฐ ส่วนสินค้าที่ผลิตเกินโควตาจะขายราคาตลาด ระบบนี้สร้างความมั่งคั่งให้กับผู้ที่ซื้อสินค้าในราคาอุดหนุนจากรัฐแล้วนำไปขายต่อในราคาตลาดซึ่งสูงกว่าที่ซื้อมาโดยคนที่ได้ประโยชน์ก็คือพวกลูกหลานของนักการเมืองในพรรคคอมมิวนิสต์ ปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ (เช่นในปี 1988 เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงกว่า 30% ในหลายเมือง) และมีการคอร์รัปชัน นอกจากนี้ พรรคคอมมิวนิสต์ยังจัดตั้งสหภาพแรงงานแต่ไม่ใช่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกรรมาชีพ แต่ตั้งขึ้นเพื่อ “รักษาความสงบเรียบร้อยในที่ทำงาน” พูดง่าย ๆ ก็คือใช้สหภาพแรงงานเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการควบคุมกรรมาชีพไม่ให้ต่อสู้กับการกดขี่ขูดรีดโดยข้าราชการพรรคคอมมิวนิสต์ จากสาเหตุต่าง ๆ เหล่านี้สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนจนนำไปสู่การประท้วงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในปี 1989
การประท้วงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายน ปี 1989 ผู้คนที่เป็นนักศึกษา ประชาชน แรงงานมากกว่า 1 ล้านคนออกมาชุมนุมกันใจกลางกรุงปักกิ่ง การประท้วงยืดเยื้อหลายสัปดาห์ ในเดือนพฤษภาคมนักศึกษาเริ่มอดอาหารประท้วง บรรดาแกนนำของพรรคคอมมิวนิสต์หารือกันถึงทางออกของสถานการณ์นี้ จนในที่สุดวันที่ 20 พฤษภาคม รัฐบาลประกาศกฎอัยการศึกระดมกำลังพลทหาร 30 กองพลจากหลายมณฑลเข้าสู่กรุงปักกิ่ง รวมกำลังพลได้มากกว่า 250,000 นาย สถานการณ์ตึงเครียดจนวันที่ 3 มิถุนายน 1989 ทหารได้ใช้กำลังเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมในช่วงค่ำจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้นของวันที่ 4 มิถุนายน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งตัวเลขก็แตกต่างกันไปตามแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เช่น คณะมุขมนตรีจีนรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตประมาณ 300 คน ในขณะที่สหพันธ์นักศึกษาอิสระ (Beijing Independent Student Union) เผยว่าจำนวนผู้เสียชีวิตมีมากถึง 4,000 คน
ถึงแม้ว่าหลังจากเหตุการณ์นี้รัฐบาลในประเทศตะวันตกจะพากันประณามความรุนแรงของรัฐบาลจีน แต่ไม่นานพวกเขาก็ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วกลับมาผูกมิตรไมตรี และหาผลประโยชน์ทางการค้ากับจีนเหมือนเดิม
เราเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นี้
ในวันที่รัฐบาลประกาศกฎอัยการศึก มีการแสดงพลังของชนชั้นกรรมาชีพปรากฏออกมาให้เห็นอย่างทั่วถึง กรรมกรจากโรงเหล็ก 70,000 คนนัดหยุดงาน และพนักงานไฟฟ้าดับไฟเพื่อไม่ให้ทหารเดินทางเข้าสู่เมือง แต่แกนนำของการประท้วงซึ่งเป็นผู้นำนักศึกษาไม่เข้าใจความสำคัญของกรรมาชีพและลัทธิมาร์คซ์ มีการยับยั้งข้อเสนอจากบางส่วนที่ให้กรรมาชีพนัดหยุดงานทั่วประเทศ ในไม่ช้ารัฐบาลจีนก็ใช้จุดอ่อนนี้ในการทำลายการต่อสู้ และปราบปรามผู้ประท้วงได้เป็นผลสำเร็จ
บทเรียนสำคัญที่เราได้จากเรื่องนี้คือ นี่เป็นหนึ่งในตัวอย่างเหตุการณ์ที่ชนชั้นปกครองใช้กลไกรัฐในการกดขี่ประชาชนซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในระบบทุนนิยม ที่เมื่ออำนาจและความมั่นคงของชนชั้นปกครองถูกท้าทาย อีกประเด็นคือ ในการต่อสู้กับเผด็จการ และระบบทุนนิยมไม่ว่าจะที่จีนหรือที่ไหนก็ตามจำเป็นต้องใช้พลังของชนชั้นกรรมาชีพ เพราะกรรมาชีพเป็นผู้ทำงานขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ ถ้าหากรวมตัวกันนัดหยุดงานได้จะมีอำนาจต่อรองสูงถึงขั้นที่สามารถทำลายระบบทุนนิยมได้เลย นี่จึงเป็นสาเหตุที่เราต้องสร้างความเข้มแข็งของขบวนการแรงงานบนพื้นฐานความคิดลัทธิมาร์คซ์ที่ช่วยให้กรรมาชีพเข้าใจปัญหาของระบบทุนและมีพรรคปฏิวัติเป็น “คลังความจำ” ของกรรมาชีพที่เรียนรู้บทเรียนจากการต่อสู้คนงานแห่งหนึ่งในยุคใดยุคหนึ่งเพื่อถ่ายทอดความรู้นี้กลับเข้าไปสู่ชนชั้นกรรมาชีพทั้งชนชั้นในปัจจุบัน

