สรุปบทเรียนการต่อสู้ “ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม” 13 มิถุนายน 2567

โดย แสงยุทธนา

​การประท้วงวันที่ 13 มิถุนายน 2567 เป็นการประท้วงเนื่องในวันครบรอบ 1 เดือนการจากไปของบุ้งทะลุวังซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นอาชญากรรมโดยรัฐไทย และยังเป็นการต่อสู้จนตัวตายของฝ่ายประชาธิปไตยครั้งแรกในยุครัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน การประท้วงถูกจัดขึ้นด้วยการรวมหลายกลุ่มนักกิจกรรมทางการเมืองเข้ามาร่วมจัดกิจกรรม (รวมถึงองค์กรสังคมนิยมแรงงานด้วย) เพื่อยื่นหนังสือให้กับศาลฎีกาว่าจะต้องให้มีการประกันตัวผู้ต้องหาคดี 112 ทุกคนและจะต้องได้รับสิทธิในการได้รับการนิรโทษกรรม

​แต่ถึงอย่างไรแล้ว การจัดกิจกรรมนี้ยังคงมีปัญหาที่นักเคลือนไหวต้องถอดบทเรียนหากต้องการสร้างสังคมที่ปราศจากความเหลื่อมล้ำ บทความนี้จึงเป็นการสรุปบทเรียนการต่อสู้เพื่อเป็นแนวทางนําไปสู่ข้อเสนอในการต่อสู้ครั้งต่อไปในอนาคต

-ปัญหาการจัดตั้ง

​กลุ่มนักกิจกรรมในไทยส่วนใหญ่ที่เป็นผลผลิตจากการต่อสู้ในปี 2563  มักเน้นการเคลื่อนไหวทางการเมืองไปที่การจัดการประท้วงหรือการยื่นหนังสือต่อภาครัฐ  การเคลื่อนไหวแบบนี้อาจจะดูดีในช่วงกระแสการต่อสู้สูง แต่เราจะเริ่มเห็นปัญหาหลังจากกระแสทางการเมืองเริ่มตกและผู้คนเริ่มในสังคมสนใจการเมืองน้อยลง การจัดกิจกรรมทางการเมืองของนักกิจกรรมจึงเริ่มมีมวลชนน้อย

​การจัดตั้งคือวิธีการหนึ่งที่จะทําให้กระแสทางการเมืองอยู่รอบตัวผู้คนตลอดเวลา ผ่านการทํากลุ่มศึกษาวิเคราะห์การเมืองรวมถึงการฝึกฝนให้ออกปฏิบัติงานการเมืองภาคสนาม สาเหตุที่การจัดตั้งจะต้องทําในช่วงกระแสทางการเมืองยังตกอยู่นั่นก็เพื่อสร้างองค์กรจัดตั้งให้เติบโตและมีผู้ปฏิบัติงานพร้อมสําหรับรองรับกระแสทางการเมืองที่จะมาถึงในอนาคต เพื่อที่จะสามารถสรุปบทเรียนการต่อสู้และนําไปเสนอให้มวลชนได้ ในการปฏิวัติของเยอรมันที่นําโดย โรซา ลักเซมเบิร์ก และ คาร์ล ลิพเนคท์ ในปี 1918 เป็นข้อพิสูจน์แล้วว่าการสร้างองค์กรจัดตั้งไม่สามารถทําตอนมีกระแสการเมืองสูงได้เพราะขาดบทเรียน จะต้องทําตั้งแต่ยังไม่มีกระแส และเราอาจจะพูดได้เช่นกันว่าการต่อสู้ในปี 2563 พ่ายแพ้ลงเพราะไม่มีการจัดตั้งระหว่างที่กระแสทางการเมืองสูง ซึ่งนั่นทําให้การต่อสู้ขาดบทเรียนและประสบการณ์จากองค์กรมวลชน ซึ่งสุดท้ายเมื่อไม่มีบทเรียนในการต่อสู้แล้วสุดท้ายมวลชนก็จะเริ่มถอยออกจากการต่อสู้ไปเองเหมือนกับทุกวันนี้

-ปัญหาการเคลื่อนไหวประเด็นเดียว

​การประท้วงครั้งนี้มีข้อเรียกร้องคือ “นิรโทษกรรมประชาชน” และ “ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม” ในเรื่องของการนิรโทษกรรมประชาชนเป็นเป้าหมายระยะสั้นเพื่อให้เพื่อนของเราได้ออกมาจากคุกโดยเร็วที่สุด แต่มันก็มิได้เป็นเอกเทศกับเป้าหมายระยะยาวคือการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

​ตุลาการโดยตัวมันเองแล้วคือเครื่องมือในการปกป้องสถานะการปกครองโดยชนชั้นหนึ่ง และปกป้องทรัพย์สินส่วนบุคคล ผู้ที่ไร้ทรัพย์สินซึ่งเป็นคนจนส่วนใหญ่เลยถูกเล่นงานโดยกระบวนการนี้อยู่แล้ว ในคดีอาญาและคดีมาตรา112 จำเลยที่ยากจนมักจะเลือกรับสารภาพเพราะ 1.ไม่มีเงินในการจ้างทนายความสู้คดี 2.แม้ว่ารัฐจะมีการตั้งทนายความให้ หรือมีทนายความอาสามาช่วยทำคดีให้ พวกเขาก็ไม่มีเงินประกันตัวหรือมีเงินแต่ไม่ได้รับประกัน 3. ในคุก การที่คนไม่มีเงินประกันตัวและไม่ได้รับประกันตัว จึงทำให้หลายคนเลือกที่จะรับสารภาพ ตามหลัก สู้ติดแน่ แพ้ติดนาน รับสารภาพพอประมาณ แนวคิดนี้ระบาดในคุกเนื่องจากพวกเขารู้สึกโดดเดี่ยว อีกทั้งคนที่ตัดสินใจรับสารภาพส่วนใหญ่ไม่ใช่เพราะทำผิด แต่การไม่ได้รับประกันตัวและไม่มีเงินประกันตัวคือมูลเหตุหลักที่ทำให้คนจนรับสารภาพ เพื่อแลกกับวันที่จะได้ออกจากคุกได้เร็วๆ เพราะถ้าคดีจบเร็ว วันออกก็เริ่มเร็วขึ้น นอกจากนี้ระบบการอภัยโทษ การลดโทษเมื่อคดีตัดสินจบแล้ว เป็นมูลเหตุจูงใจอย่างมากให้คนเลือกรับสารภาพ 

​ลักษณะที่กล่าวมาข้างต้นทําให้เรารู้ว่า คนจนทุกคนล้วนถูกกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ยุติธรรมของไทยเล่นงาน แต่นั่นก็เป็นข้อพิสูจน์หนึ่งว่าการต่อสู้เพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจะต้องนําโดยคนจน

​การประท้วงในครั้งนี้ยังไม่มีการเชื่อมประเด็นคนจน หรือคนชายขอบทางสังคมคนอื่นๆให้มาร่วมจัดกิจกรรมในครั้งนี้ แต่กลับเน้นแค่คนที่เป็น “นักประชาธิปไตย” ให้เข้ามาร่วม ซึ่งมันถูกพิสูจน์แล้วว่า มันไร้พลังโดยสิ้นเชิงทั้งในแง่ของการกดดันนโยบายให้ผ่านและการช่วงชิงพื้นที่ทางความคิดกับคนทั้งสังคม หากต้องการให้กระแสการต่อสู้เรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมกระจายไปในวงกว้างทั้งสังคม จําเป็นจะต้องพูดถึงปัญหาของคนจนทั่วไปที่ถูกเล่นงานโดยกระบวนการยุติธรรมด้วย เพราะคนเหล่านั้นคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ

-ถึงเวลารื้อฟื้น DEMOJustice

​DEMOJustice คือแคมเปญหนึ่งที่สังคมนิยมแรงงานและองค์กรนักกิจกรรมทางการเมืองอื่นๆร่วมจัดกิจกรรมในช่วงเดือนตุลาคมปี 2566 โดยในการจัดแคมเปญนี้มีการเชื่อมโยงประเด็นทางชนชั้นที่นอกเหนือจากเรื่อง 112 ก็คือเรื่องของคนชายขอบ คนจน ที่ถูกกระบวนการยุติธรรมเล่นงาน โดยแก่นแล้วมันคือการสร้างแนวร่วมทางชนชั้นให้ครอบคลุมกับคนทั้งสังคมให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการต่อสู้เรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ถึงแม้แคมเปญนี้จะถูกทําแค่วันเดียว แต่สุดท้ายช่วงเวลานี้ที่มีการพยายามต่อสู้ทั้งเรื่องการนิรโทษกรรมและการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจึงเป็นเรื่องที่ดีที่ฝ่ายประชาธิปไตยจะนําแคมเปญนี้กลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง ขอให้การสรุปบทเรียนของผู้เขียนมีประโยชน์ต่อการต่อสู้เพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และขอให้เพื่อนของเราทุกคนที่อยู่ในคุกได้ออกมาร่วมสู้กับพวกเราอีกครั้งในวันข้างหน้า

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ