อังกฤษกับสหรัฐ ไม่มีทางเลือกในการเลือกตั้ง

ใจ อึ๊งภากรณ์

​บ่อยครั้งในการเลือกตั้งสมัยนี้มักจะไม่มีความแตกต่างระหว่างพรรคใหญ่ ที่เป็นพรรคกระแสหลักในรัฐสภา สาเหตุสำคัญมีหลายสาเหตุ แต่เรื่องหลักๆ เป็นเรื่องชนชั้นที่เกี่ยวข้องกับวิกฤตทุนนิยม วิกฤตสงครามจักรวรรดินิยม และวิกฤตโลกร้อน

​ในอังกฤษการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคมไม่มีทางเลือกอะไรมากมายสำหรับคนที่อยากเห็นการแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ ของโลกและปัญหาของประเทศ ในสหรัฐอเมริกาการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายนก็เกือบจะไม่มีทางเลือกเช่นกันเพราะระหว่าง ทรัมพ์ ซึ่งเป็นนักการเมืองขวาตกขอบ กับ ไบเดน นักการเมืองอนุรักษ์นิยมที่สนับสนุนอิสราเอลเต็มที่ และสนับสนุนสงครามในยูเครน ไม่มีตัวเลือกที่ก้าวหน้าเลย

​ในการเลือกตั้งที่อังกฤษ พรรคอนุรักษ์นิยมที่คุมรัฐบาลมาหลายปีหมดสภาพที่จะกู้คะแนนเสียงที่ตกต่ำลงกลับมาโดยสิ้นเชิง แต่พรรคแรงงานภายใต้การนำของ เคียร์ สตาร์เมอร์ ซึ่งทุกคนคาดว่าจะชนะขาดลอย ไม่มีนโยบายอะไรที่แตกต่างจากพรรคอนุรักษ์นิยมมากนัก

​สตาร์เมอร์ประกาศว่า “พรรคแรงงาน” จะเป็นมิตรที่ดีของกลุ่มทุนใหญ่ ไม่เก็บภาษีเพิ่มจากคนรวยและบริษัทใหญ่เพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุขและโรงเรียน ซึ่งถูกรัฐบาลชุดก่อนตัดงบภายใต้นโยบายรัดเข็มขัด จนระบบรัฐสวัสดิการอยู่ในสภาพย่ำแย่ การตัดงบประมาณและรัดเข็มขัดนี้มาจากการที่รัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยมต้องการให้กรรมาชีพอังกฤษแบกภาระวิกฤตทุนิยมปี 2008 และวิกฤตโควิดกับปัญหาการขาดประสิทธิภาพการผลิต ทั้งหมดเพื่อเพิ่มกำไรให้กลุ่มทุน นอกจากนี้ มีการกดค่าแรงของกรรมาชีพอย่างต่อเนื่องหลายปี โดยเฉพาะในภาครัฐ และเมื่อมาตรฐานการจ้างลดลงอย่างน่าใจหายจนกรรมาชีพทนไม่ไหวและออกมานัดหยุดงานในหลายภาคส่วนเมื่อปีที่แล้ว ผู้นำแรงงานระดับชาติประเภทหมูอ้วนก็มีส่วนสำคัญในการลดกระแสการต่อสู้เพื่อประนีประนอมกับรัฐบาลและนายทุน ยิ่งกว่านั้นรัฐบาลก็ทยอยออกกฎหมายที่สร้างอุปสรรคมากมายในการนัดหยุดงาน ล่าสุดมีการพยายามบังคับสหภาพแรงงานในภาคขนส่งและบริการให้จัดระดับการบริการขั้นต่ำเพื่อไม่ให้ปิดกิจการทั้งหมดในวันนัดหยุดงาน

​สตาร์เมอร์ประกาศว่า รัฐบาลพรรคแรงงานจะไม่ถอนกฎหมายส่วนใหญ่ของพรรคอนุรักษ์นิยม เพื่อนำสิทธิแรงงานกลับคืนมา แต่แค่นั้นก็ไม่พอสำหรับผู้นำพรรคแรงงานที่ต้องการลบภาพฝ่ายซ้ายออกจากพรรคจนไม่มีเหลือ มีการพยายามลงโทษ ส.ส. ฝ่ายซ้ายอย่าง เจเรมี คอร์บิน หรือ ไดแอน แอบบอต และมีการยกเลิกนโยบายก้าวหน้าต่างๆ ที่เคยประกาศว่าจะลดปัญหาโลกร้อนเพื่อเอาใจนายทุน

​ในขณะที่คะแนนนิยมพรรคอนุรักษนิยมลดลง นายกรัฐมนตรีเศรษฐีฝ่ายขวา “ริชี สุนัข” และคณะรัฐมนตรีพยายามปลุกกระแสเหยียดผู้ลี้ภัยและคนผิวดำที่ย้ายเข้ามาในอังกฤษ นโยบายเหยียดสีผิวนี้ใช้กันทั่วพรรคอนุรักษ์นิยมทั้งๆ ที่นายกรัฐมนตรีเป็นคนเชื้อสายอินเดีย มันเป็นความพยายามที่จะแบ่งแยกและปกครองกรรมาชีพ โดยหาแพะรับบาป และที่ร้ายสุดคือ การพยายามที่จะส่งผู้ลี้ภัยที่นั่งเรือข้ามทะเลมาจากฝรั่งเศสมาอังกฤษ ไปยังประเทศรวันดาในแอฟริกา แต่การต่อต้านจากนักเคลื่อนไหวในอังกฤษแปลว่ายังทำไม่ได้ จุดยืนของรัฐมนตรีผิวดำจากพรรคอนุรักษ์นิยม แสดงว่าเรื่องผลประโยชน์ชนชั้นสำคัญกว่าสีผิว

​สำหรับ สตาร์เมอร์และพรรคแรงงาน การเหยียดผู้ลี้ภัยและการลดจำนวนคนเข้าเมืองเป็นสิ่งที่เขาสนับสนุน ไม่ต่างเท่าไรจากพรรคอนุรักษ์นิยม

​แต่แท้จริงแล้วอังกฤษขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะในระบบสาธารณสุขและการขนส่ง การดึงคนเข้ามาจากส่วนอื่นของโลก และการชักชวนให้ผู้ลี้ภัยร่วมทำงานพัฒนาสังคมเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่จากจุดยืนพรรคกระแสหลักมันไม่ช่วยในการสร้างแพะรับบาปและการแบ่งแยกกรรมาชีพเพื่อปกครอง

​ประเด็นปาเลสไตน์เป็นเรื่องสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยที่รัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยมและพรรคแรงงานของสตาร์เมอร์หนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ของอิสราเอล เพราะการสนับสนุนอิสราเอลเป็นการสนับสนุนผลประโยชน์ของจักรวรรดินิยมตะวันตกในตะวันออกกลาง พรรคแรงงานอังกฤษมีประวัติอันยาวนานในการสนับสนุนจักรวรรดินิยมสหรัฐฯ และสนับสนุนรัฐไซออนนิสต์ พรรคแรงงานเคยประกาศว่าอิสราเอลเป็นพลัง “ก้าวหน้า” ท่ามกลางความ “ล้าหลัง” ของชาวอาหรับและชาวปาเลสไตน์ และพรรคสนับสนุนการสะสมระเบิดนิวเคลียร์ของอังกฤษในช่วงสงครามเย็น ซึ่งไม่แตกต่างจากจุดยืนพรรคอนุรักษ์นิยม

​แต่การประท้วงต่อต้านความก้าวร้าวของอิสราเอลในอังกฤษ ซึ่งบ่อยครั้งมีคนเข้าร่วมเป็นแสนๆ สามารถสร้างแรงกดดันทางการเมืองที่มีผลระดับหนึ่ง รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยจากพรรคอนุรักษ์นิยมต้องลาออกเมื่อเกิดอาการหงุดหงิดจนวิจารณ์ตำรวจเพราะตำรวจไม่ยอมปราบผู้ประท้วงที่ไม่ได้กระทำอะไรผิด ส่วนพรรคแรงงานก็หนีไม่พ้นเรื่องปาเลสไตน์เช่นกัน การที่ สตาร์เมอร์ และพรรคแรงงานหนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ ทำให้คนที่เคยสนับสนุนพรรค โดยเฉพาะชาวมุสลิมและคนหนุ่มสาวผิวขาวที่ไปร่วมประท้วงอิสราเอล ถอนการสนับสนุนจากพรรคแรงงาน นอกจากนี้มีผู้แทนพรรคในระดับท้องถิ่นบางคนลาออกจากพรรคและลงสมัครโดยไม่สังกัดพรรคเพื่อท้าทายพรรคแรงงาน

​บทความนี้เขียนขึ้นก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้ง แต่คาดว่าพฤติกรรมของผู้นำพรรคแรงงานจะเพิ่มคะแนนเสียงให้พรรคกรีนบ้าง เพราะสตาร์เมอร์ยกเลิกนโยบายลดการใช้เชื้อเพลิงคาร์บอน และในสก็อตแลนด์อาจช่วยหนุนคะแนนของพรรคชาตินิยมสก็อต ซึ่งเป็นคู่แข่งหลักของพรรคแรงงาน และเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดในสก็อตแลนด์ก่อนการเลือกตั้ง เพราะพรรคนี้ไม่ได้หนุนอิสราเอลและต้องการให้สก็อตแลนด์แยกตัวออกจากสหราชอาณาจักรถึงแม้ว่าไม่มีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม พรรคชาตินิยมสก็อตก็มีปัญหาที่อาจตัดคะแนนเสียงเพราะไม่ยอมคัดค้านแนวเสรีนิยมกลไกตลาด และมีเรื่องอื้อฉาว

​แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกคนคาดว่าพรรคแรงงานจะชนะการเลือกตั้งเพราะความอ่อนแอของพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งทำให้คนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในสังคมอย่างจริงจังรู้สึกเบื่อหน่ายกับระบบเลือกตั้งในรัฐสภา เพราะจริงๆ แล้วไม่มีทางเลือกแท้ระหว่างทั้งสองพรรคใหญ่

​คนที่ไม่ใช่มาร์คซิสต์ หรือคนที่ตั้งความหวังไว้กับระบบรัฐสภาภายใต้ทุนนิยมว่าเป็น “ทั้งหมด” ของการเมือง อาจหมดความหวังไป แต่สำหรับชาวมาร์คซิสต์ เรามองว่าการเมืองและประชาธิปไตยมันมากกว่าแค่เรื่องการเลือกตั้งในระบบทุนนิยม การเคลื่อนไหวนอกรัฐสภา การประท้วง การสร้างค่ายนักศึกษาต่อต้านอิสราเอลในมหาวิทยาลัย การนัดหยุดงาน การต้านสงคราม ต่อต้านการเหยียดผู้ลี้ภัย และการประท้วงปัญหาโลกร้อน ล้วนแต่เป็นวิธีที่จะเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้นได้

เลือกตั้งในสหรัฐ

​ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่สหรัฐอเมริกาไม่มีทางเลือกที่ก้าวหน้าเลย ฝั่งหนึ่งมี ทรัมพ์  ซึ่งถึงแม้ว่าโดนคดีต่างๆ เกี่ยวกับการกล่าวหาเท็จและการฟอกเงิน ดูเหมือนมีทางที่จะชนะเพราะคนที่สนับสนุน ทรัมพ์ ไม่สนใจคดีเหล่านั้น และต้องการให้การเมืองสหรัฐหันไปทางขวาปฏิกิริยา

​ทรัมพ์ เป็นนักการเมืองฝ่ายขวาตกขอบ เป็นนักการเมืองเศรษฐีที่สนับสนุนนายทุนและคนรวย และพร้อมจะใช้การเหยียดสีผิวเชื้อชาติเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นความเดือดร้อนของประชาชนธรรมดาไปสู่การโทษต่างชาติ คนยิว คนมุสลิม คนผิวดำ และฝ่ายซ้าย แทนที่เขาจะโทษระบบทุนนิยม ทรัมพ์และพรรคพวกพยายามสนับสนุนให้กลุ่มฟาสซิสต์ขยายอิทธิพล ซึ่งบางส่วนถืออาวุธและพร้อมจะใช้ความรุนแรง นี่คือวิธีการของเขาในการดึงคะแนนเสียงมาสนับสนุนเขา นอกจากนี้ ทรัมพ์เป็นคนที่พร้อมจะดูถูกและลวนลามสตรี เขามีประวัติในการทำลายสิทธิทำแท้งจากการแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลชั้นสูงจากฝ่ายขวา

​ทรัมพ์เคยจงใจโกหกในหลายเรื่องรวมถึงเรื่องโควิด เขาเป็นคนที่พร้อมจะฝืนหลักฐานวิทยาศาสตร์ซึ่งเพิ่มอัตราการตายและอัตราการติดโรคสำหรับชาวสหรัฐโดยไม่จำเป็น ยิ่งกว่านั้นเขาพยายามจะทำลายระบบสาธารณสุขสำหรับคนจนและกรรมาชีพอีกด้วย ในเรื่องโควิดเขาไม่แคร์ว่าประชาชนธรรมดาจะตายโดยไม่จำเป็นเพราะเขาเห็นแก่ประโยชน์คนรวยเท่านั้น

​ส่วนฝั่งพรรคเดโมแครตมี ไบเดน ซึ่งไม่มีนโยบายอะไรที่ก้าวหน้าเลย และภาพของไบเดนคือภาพของคนชราที่หมดสภาพ ที่สำคัญคือรัฐบาลของเขาสนับสนุนอิสราเอลเต็มที่โดยส่งอาวุธให้อย่างต่อเนื่อง และปกป้องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์โดยอิสราเอล อาจมีการเตือนอิสราเอลเป็นบางครั้ง แต่ในรูปธรรมรัฐบาลไบเดนเป็นเพื่อนแท้ของรัฐไซออนนิสต์

ในเรื่องสิทธิแรงงาน ไบเดน เคยปราบสหภาพแรงงานการรถไฟและสั่งให้เลิกนัดหยุดงาน

​ทั้งหมดนี้เพราะ ไบเดน เป็นนักการเมืองกระแสหลักอนุรักษ์นิยมของฝ่ายทุน ไม่ค่อยต่างจาก ทรัมพ์ ในรูปธรรมทั้งๆ ที่ทรัมพ์ชอบพูดก้าวร้าวและโกหกเป็นสันดาน ในสหรัฐไม่มีพรรคใดที่สนับสนุนผลประโยชน์ของกรรมาชีพหรือคนจน และไม่มีพรรคที่ต่อต้านพฤติกรรมของอิสราเอล เพราะอิราเอลเป็นสุนัขที่คอยเฝ้าและปกป้องผลประโยชน์ของจักรวรรดินิยมตะวันตกในตะวันออกกลาง ตอนที่ทรัมพ์เป็นประธานาธิบดี เขาย้ายสถานทูตสหรัฐไปเมืองเยรูซาเลมเพื่อสมานฉันท์กับรัฐไซออนนิสต์ที่อ้างว่าเมืองนี้เป็นเมืองหลวง ในขณะที่ประเทศอื่นๆ รอบโลกมองว่าเป็นเมืองที่อิสราเอลยึดจากชาวปาเลสไตน์อย่างไม่มีความชอบธรรม

​จริงอยู่ภายในพรรคเดโมแครตมีกลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตย และกลุ่มนี้มีผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้งในสภาหยิบมือหนึ่ง แต่กลุ่มนี้จะไม่มีอิทธิพลแต่อย่างใดกับรัฐบาลของไบเดน และกลายเป็น “ไม้ประดับ” ที่สร้างภาพความก้าวหน้าปลอมของพรรคเท่านั้น ซึ่งเห็นชัดจากการที่พวกนี้สนับสนุนไบเดนในการปราบสหภาพแรงงานรถไฟ

​อย่างไรก็ตาม อเล็กซานเดรีย โอคาซีโอ-คอร์เทซ จากกลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตยได้ออกมาประณามอิสราเอลและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ ซึ่งตรงกับความคิดของประชาชนสหรัฐไม่น้อย

​ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ไบเดนชนะเพราะสาเหตุเดียวเท่านั้นคือเขาไม่ใช่ทรัมพ์ ไม่มีใครตื่นเต้นอะไรกับนโยบายของเขา และเขาเกือบแพ้เพราะคนจนและกรรมาชีพส่วนหนึ่งไม่อยากออกมาลงคะแนนให้ใคร คราวนี้คนอาจเบื่อหน่ายกับพรรคเดโมแครตมากขึ้นเพราะดูเหมือนไม่ทำอะไร ดังนั้นถ้าสังคมสหรัฐจะก้าวหน้าไปสู่ความเท่าเทียมและเสรีภาพจริง ความหวังไม่ได้อยู่ที่พรรคเดโมแครต แต่อยู่ที่การเคลื่อนไหวของมวลชนอย่างเช่นการยึดมหาวิทยาลัยของนักศึกษาเพื่อประท้วงอิสราเอล การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิคนผิวดำ หรือการนัดหยุดงานของสหภาพแรงงานรถยนต์

ทุนนิยมโลกภายใต้วิกฤต

​ระบบทุนนิยมโลกอยู่ในสภาพวิกฤตเรื้อรัง ไม่ว่าจะเรื่องโลกร้อน สงครามจักรวรรดินิยม เช่นในยูเครน ตะวันออกกลางหรือการเผชิญหน้าระหว่างสองจักรวรรดินิยมสหรัฐกับจีน นอกจากนี้ เรายังไม่หลุดพ้นจากโรคระบาดเช่นโควิดซึ่งมาจากการขยายตัวของเกษตรทุนนิยมและการแสวงหากำไรของกลุ่มทุน ในสถานการณ์แบบนี้พรรคการเมืองกระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็นพรรคนายทุนหรือพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยหรือพรรคแรงงาน ต่างไม่สามารถแก้ปัญหาสำหรับคนธรรมดาหรือกรรมาชีพได้ เพราะถ้าจะแก้ปัญหาต้องมีการท้าทายกำไรของกลุ่มทุนและระบบทุนนิยมทั้งระบบ ที่น่าเป็นห่วงคือ มีพวกฝ่ายขวาตกขอบกับฟาสซิสต์ที่ฉวยโอกาสใช้แนวเหยียดสีผิวเชื้อชาติเพื่อเบี่ยงเบนความไม่พอใจของประชาชน พวกนี้เป็นพวกที่อันตรายสำหรับการจัดตั้งของกรรมาชีพและระบบประชาธิปไตยโดยรวม

​ด้วยเหตุนี้ เราชาวมาร์คซิสต์จะต้องเน้นการเปลี่ยนแปลงที่มาจากการเคลื่อนไหวของมวลชน และการรวมตัวกันสร้างพรรคสังคมนิยมปฏิวัติ แทนที่จะเน้นรัฐสภา

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ