โดย เมืองไม้
ใน สองนคราประชาธิปไตย บทที่ 4 ได้อธิบายถึงความจำเป็นของการปฏิรูปเศรษฐกิจไว้บนสมมติฐานว่า “ประชาธิปไตยจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อประเทศเป็นเมืองและมีอุตสาหกรรมทันสมัย” หรือพูดได้ว่าประชาธิปไตยยังไม่เป็นจริงเพราะประเทศยังไม่เป็นเมืองอุตสาหกรรมทันสมัย เอนกอธิบายชนบทไทยในสมัยนั้นว่ายังมีเศรษฐกิจเป็นแบบเกษตรกรรมล้าหลัง อีกทั้งขาดการเข้ามาพัฒนาการผลิตให้ทันสมัยของรัฐ ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ในขณะเดียวกันการที่ชนบทก้าวเข้าสู่ระบบตลาดโดยที่วิถีการผลิตยังล้าสมัยนี้ ทำให้ชนบทยากจนและระบบการศึกษาขาดพร่องจนจำเป็นต้องพึ่งพิงผู้อุปถัมภ์เพื่อให้วิถีชีวิตของคนชนบทเองเดินต่อไปได้ ในแง่นี้จึงกล่าวได้ว่า เอนกเห็นว่าหากชนบทยังไม่อ้วนพีก็ยังจำเป็นต้องตกอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ต่อไป และทำให้มีท่าทีบ่นเบื่อการเข้ามาของประชาธิปไตยในท้องถิ่นว่าเป็นการเพิ่มงานให้พวกเขาจนไม่มีเวลาทำมาหากินภายใต้เงื่อนไขระบบเศรษฐกิจที่ยังล้าหลัง ต่างกับชนชั้นกลางเมืองซึ่งมีเศรษฐกิจที่ทันสมัยจะไม่อยู่ใต้ระบบอุปถัมภ์และเลือกตั้งได้อย่างเสรีชน ดังนั้นการทำให้ทันสมัยจะช่วยให้ประชาธิปไตยเกิดขึ้นจริง
อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านในพื้นที่ที่ไม่ใช่เมืองไม่ได้มีวิถีชีวิตในแบบที่เอนกอ้างว่าพวกเขาสำลักบ่นเบื่อประชาธิปไตยและต้องพึ่งพิงระบบอุปถัมภ์เป็นหลักเนื่องจากระบบเศรษฐกิจยังล้าหลัง ซึ่งเป็นการมองชาวบ้านในลักษณะเป็นผู้ถูกกระทำทางการเมืองทางเดียว หรืออย่างที่เสนอว่ามีเพียงคนชนชั้นกลางกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองและมีอุตสาหกรรมทันสมัยแล้วที่จะเข้าใจประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ในทางตรงกันข้าม การปฏิวัติ 2475 ส่งผลต่อคนวงกว้างอย่างมากทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความคิดทางการเมือง ดังนั้นมันจึงเปิดโอกาสให้คนกลุ่มต่าง ๆ เลื่อนสถานะทางสังคมผ่านพื้นที่การเมืองในระบอบประชาธิปไตย ไม่เพียงแต่ศูนย์กลางกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังกระจายไปในหลาย ๆ ภูมิภาคด้วย อีกทั้งแนวคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยยังกระจายไปในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทย ไม่ได้ยึดโยงอยู่แค่เพียงในเมืองอย่างที่เอนกได้เสนอไว้
พิจารณาได้จากตัวอย่างของการเลื่อนสถานะทางสังคมในภาคเหนือ พบว่าการเลื่อนขั้นทางสังคมเพื่อไปเป็นนักการเมืองเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยแบบท้องถิ่นนิยมมีอยู่ทั่วไป เช่น ไกรสร ตันติพงศ์เกิดในตระกูลกิจการโรงพิมพ์ ต่อมาได้รับเลือกเป็นส.ส.เขตเชียงใหม่ (2500-31) ในปี 2522 ได้เสนอกฎหมายขอให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าท้องถิ่นเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องก้าวหน้าในการพยายามต่อรองกับรัฐบาลกลาง หรือแม้กระทั่งบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ เป็นนักศึกษาที่มีความรู้ทางกฎหมายก็เข้ามาต่อรองในพื้นที่โดยการใช้ความรู้ทางกฎหมายในการช่วยเหลือชาวบ้านให้ได้รับความเป็นธรรม ทำให้สามารถรักษาฐานเสียงท้องถิ่นได้อย่างมั่นคงจนเป็นส.ส.ของจังหวัดแม่ฮ่องสอนในการเลือกตั้ง 2480 สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าพวกเขาได้ใช้ทุนที่มีอยู่ไปต่อรองอะไรบางอย่างเพื่อขยับฐานะและเปิดพื้นที่ให้อุดมการณ์ท้องถิ่นเข้าไปต่อรองขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาโยงใยกับกลุ่นไหมบ้าง ในขณะเดียวกันก็มีความสัมพันธ์แบบต่างตอบแทนกับชาวบ้าน
เช่นเดียวกันกับขบวนการชาวนาซึ่งเกิดขึ้นภายหลังก็มีความกระตือรือร้นทางการเมืองแบบประชาธิปไตยผ่านการต่อรองกับเจ้าของที่ดินและการเคลื่อนไหวต่าง ๆ โดยเฉพาะในช่วง 2516-19 ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่มีเผด็จการ เช่น มีการลุกขึ้นต่อต้านนายอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากเกณฑ์ชาวบ้านเป็นแรงงานทำถนนทั้ง ๆ ที่มีงบแล้ว และรวมถึงการต่อสู้อย่างอ้อม ๆ ในลักษณะที่พยายามเล็ดรอดออกจากรัฐหรือไม่เป็นปฏิบัติการที่ชัดเจน (weapon of the weak) เช่น การหลีกหนีภาษีของรัฐบาลกลาง การบ่ายเบี่ยงหลีกเลี่ยง การแสดงความรังเกียจเคียดแค้น การนินทาลับหลัง เป็นต้น
ประชาธิปไตยในความคิดแบบภาคเหนือจึงไม่ได้เป็นแบบประชาธิปไตยเสรีอย่างที่ 2475 เสนอ แต่เป็นประชาธิปไตยในลักษณะท้องถิ่นนิยมซึ่งต้องการให้ท้องถิ่นมีอิสระ สามารถต่อรองต่อต้านกับราชการได้ ไม่ได้ยินยอมให้ราชการทำตามใจชอบ เป็นการเน้นย้ำว่าไม่ได้ยอมรับนโยบายจากบนลงล่าง แต่พยายามเสนอนโยบายจากล่างสู่บนและให้ความสำคัญกับนโยบายจากท้องถิ่นเป็นหลัก ประชาธิปไตยจึงเป็นความคิดเชิงซ้อนในความเข้าใจของชาวบ้านและท้องถิ่น นักการเมืองท้องถิ่นและกลุ่มชาวบ้านแต่ละกลุ่มก็ต่างเข้าใจประชาธิปไตยในหลายความหมาย แต่ในความหมายหนึ่งก็คือประชาธิปไตยที่เป็นการต่อรองเพื่อให้ได้สิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรท้องถิ่น ดังนั้น ชาวบ้านจึงเป็นผู้กระทำทางการเมือง ไม่ได้บ่นเบื่อประชาธิปไตย และไม่ได้พึ่งพิงใครตลอดเวลาอย่างที่อเนกเสนอ
อ้างอิง
ณัฏฐวรรธน์ คล้ายสมมุติ. เรียบเรียง กลุ่มทุนการเมืองล้านนา เขียนโดย ชัยพงษ์ สำเนียง. ใน Lanner. 22 มิ.ย. 67.

