เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ จากงานเขียนของ คริส ฮาร์มาน
นักวิชาการบางคนมักเสนอคำตอบว่า “มันมีกฏเหล็กของธรรมชาติที่กำหนดว่าทุกอย่างที่รุ่งเรืองในที่สุดต้องเสื่อม” ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่คำตอบเลยเพราะไม่อธิบายอะไร ไม่พูดถึงสาเหตุ แค่เป็นการบรรยาย
นักวิชาการอื่นอาจชี้ไปถึงการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ หรือวิกฤตธรรมชาติที่มาจากภูเขาไฟระเบิด หรืออุกาบาต แต่คำอธิบายแบบนั้นเน้น “อุบัติเหตุ”
คาร์ล มาร์คซ์ เคยเสนอใน “บทนำของการมีส่วนในการวิจารณ์เศรษฐศาสตร์การเมือง” (Preface to the Contribution to the Critique of Political Economy) ว่า “ความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบเก่า ที่เริ่มแรกมีพลังมหาศาล เริ่มกลายเป็นอุปสรรค์ต่อความเจริญก้าวหน้าต่อไป” และในที่สุดโครงสร้างการปกครองของอารยะธรรมที่เคยรุ่งเรือง หรือที่เรียกว่า “โครงสร้างส่วนบนของสังคม” กลายเป็นภาระที่ระบบการผลิตรองรับไม่ได้
จะขอยกตัวอย่างจากอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ของโรมซึ่งครอบคลุมพื้นที่จากยุโรปตะวันตกไปถึงตะวันออกกลาง นักวิชาการตะวันตกจำนวนมากก็มองว่าเป็น “ยุคทอง” ของอารยธรรม อย่างไรก็ตาม อาณาจักรโรมไม่มีบทบาทสำคัญ ในการพัฒนาเทคโนโลยีหรือความรู้ใหม่ๆ เหมือนอารยธรรม เมโซโปเตเมีย ียิปต์ กรีซ อินเดีย หรือจีน แต่การที่อาณาจักรโรมคิดค้นวิธีปกครองประชาชน และการใช้กฎหมายเพื่อสร้างความมั่นคงในการปกครอง ทำให้โรมสามารถ เผยแพร่เทคโนโลยีและความรู้เดิมๆ ของกรีซ เมโซโปเตเมีย และอียิปต์ไปสู่ ยุโรปตะวันตก แม้แต่ตัวอักษรโรมันที่หลายภาษาในปัจจุบันยังใช้อยู่ก็ดัดแปลง มาจากอักษรกรีก นอกจากนี้ อารยธรรมของโรมอาศัยระบบทาสและสงคราม และมองว่าการจัดให้คนฆ่ากันเองหรือการให้สัตว์ป่าฆ่านักโทษเป็น “กีฬา”
เหล่าตระกูล อภิสิทธิ์ชน (พาทริชเชียน – Patrician) สามารถตั้งตัวเป็นชนชั้นปกครองของโรมในระบบสาธารณรัฐได้ โดยที่อภิสิทธิ์ชนจะเลือกผู้ประสานการปกครองและผู้พิพากษา (คอนซุล – consuls) จากชนชั้นของตนเองทุกปี
เศรษฐกิจพื้นฐานของโรมคือการเกษตร ซึ่งเดิมทำโดยเกษตรกรรายย่อย นอกจากนี้มีการขูดรีดส่วนเกินเพิ่มจากการควบคุมการค้าขายอีกด้วย อย่างไรก็ตามความยิ่งใหญ่ของโรมมาจากการทำสงครามเป็นหลัก การทำสงครามมีความสำคัญสำหรับโรมทั้งในแง่ของการขยายพื้นที่และการปล้นทรัพย์สมบัติ แต่ในด้านเศรษฐกิจ การทำสงครามมีความสำคัญที่สุดจากการยึดเชลยศึกมาเป็นทาส เพื่อทำงานในไร่เกษตรของพวกอภิสิทธิ์ชน
กองทัพโรมประกอบไปด้วยทหารเกณฑ์ที่เป็นเกษตรกรรายย่อยเสรี (พลิปเปียน – Plebeians) แต่ทั้งๆ ที่เกษตรกรรายย่อยมีบทบาทสำคัญในการทำสงคราม โรมไม่ได้กลายเป็น “ประชาธิปไตย” แบบเมืองเอเธนส์ ชนชั้นอภิสิทธิ์ชนในโรมใช้ระบบผูกขาดอำนาจในวุฒิสภา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ตนเอง โดยที่อภิสิทธิ์ชนมีผู้แทนเกือบครึ่งหนึ่งของสภา และการออกเสียงของผู้แทนเหล่านี้มีน้ำหนักมากกว่าเสียงของผู้แทนเกษตรกร และอภิสิทธิ์ชนมีอำนาจ “วีโต้” หรือล้มมติของสภาได้ ส่วนผู้ไร้สมบัติในเมือง (พวกโปรเลแตรี่ – proletarii ) มีผู้แทนเพียงคนเดียวในสภา
การใช้ระบบทาสจำนวนมากในไร่เกษตรสร้างกำไรสูงกว่าการเก็บภาษีจากเกษตรกรและเริ่มมีผลทำให้สภาพความเป็นอยู่ของเกษตรกรรายย่อยแย่ลง เพราะไม่มีการจ้างแรงงานเกษตร และราคาที่ดินก็เพิ่มขึ้นสูง เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากจึงถูกกดดันให้เสียที่ดินไป
อย่างไรก็ตาม เกษตรกรรายย่อยไม่ได้นิ่งเฉย มีการต่อสู้ทางชนชั้นและการกบฏของเกษตรกรเป็นประจำ แต่เนื่องจากเศรษฐกิจเกษตรของโรมอาศัยทาสเป็นหลัก ซึ่งเป็นแรงงาน “ฟรีๆ” เกษตรกร จึงไม่สามารถล้มระบบอภิสิทธิ์ชน
นอกจากเกษตรกรแล้ว มีการกบฏของทาสด้วย กรณี “สปาตาคัส – Spartakus” คาร์ล มาร์คซ์ เคยพูดว่า สปาตาคัสเป็นวีรชนคนโปรดของเขา และ โรซา ลัคแซมเบอร์ค ตั้งชื่อองค์กรปฏิวัติสังคมนิยมของเธอว่า “สันนิบาตสปาตาคัส” สปาตาคัสสามารถสร้างกองทัพทาสที่เอาชนะกองทัพโรมหลายกองทัพ แต่เขาพยายามพาพรรคพวกอพยพไปที่อื่นจนถูกจับและฆ่าทิ้งอย่างโหดร้าย
แต่โรมไม่สามารถทำสงครามขยายพื้นที่ไปเรื่อยๆได้ เพราะกองทัพจะต้องเดินทางไกลมากขึ้นและคุมพื้นที่ยากขึ้น จำนวนทาสจึงลดลง และโรมไม่สามารถหันกลับไปใช้เกษตรกรรายย่อยได้ เพราะสร้างกำไรไม่พอที่จะรองรับวิถีชีวิตชนชั้นปกครอง พร้อมกันนั้นการกดขี่ขูดรีดทาสและเกษตรกรทำให้คนเหล่านี้ไม่มีความจงรักภักดีต่อโรมเมื่อศัตรูจากดินแดนอื่นบุกเข้ามาในที่สุดอาณาจักรโรมเสื่อมและถูกทำลายไป

