โดย เท็น เตรียมกรรมาชีพ
“บ้านควรเป็นที่อยู่อาศัย ไม่ใช่มีไว้ให้นายทุนแสวงหาผลกำไร”
ทุกคนคงรู้กันอยู่แล้วว่าบ้านเป็นปัจจัยการดำรงชีพพื้นฐานของมนุษย์ แต่ในปัจจุบันการจะเป็นเจ้าของบ้านสักหลังได้กลายเป็นเรื่องยาก เพราะบ้านมีราคาแพงขึ้นทุกปี ในขณะที่รายได้หด ทำให้คนทำงานจำนวนมากต้องเช่าที่อยู่อาศัยหรือไร้บ้านอยู่ แล้วเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร? เป็นไปได้หรือไม่ที่ทุกคนจะหาซื้อบ้านในราคาถูก?
ในความเป็นจริง เราพบว่า ในไทยมีทั้งคนที่ไม่มีบ้านและบ้านว่างที่ไม่มีคน (ซึ่งมีมากขึ้น) เช่นเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นายโสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย รายงานว่า ขณะนี้มีบ้านว่างมากถึง 1.3 ล้านหลัง คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.6 ล้านล้านบาท นี่เป็นผลมาจากการเก็งกำไรจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ปั่นราคาสูงจนเกินกำลังซื้อของกรรมาชีพและชนชั้นกลาง แม้จะมีความต้องการบ้านสูง ทำให้เห็นปรากฏการณ์บ้านคอนโดขายไม่ออกในช่วงเศรษฐกิจซบเซานี้
ไม่ใช่แค่นั้น วิกฤตที่อยู่อาศัยปรากฏให้เห็นอยู่ทุกหนแห่งในโลก ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น คนเร่ร่อนเพิ่มมากขึ้น การขับไล่และการยึดสังหาริมทรัพย์กลายเป็นเรื่องปกติ ความเหลื่อมล้ำและความยากจน ตลอดจนการพลัดถิ่นและความไม่สามารถจ่ายได้ กลายเป็นจุดเด่นของเมืองใหญ่ต่างๆ ในปัจจุบัน
พื้นที่ย่านเมืองและชานเมืองกำลังถูกเปลี่ยนแปลงเป็นการเก็งกำไร เช่นในสหรัฐอเมริกา วิกฤตที่อยู่อาศัยรุนแรงเป็นพิเศษในนิวยอร์กซิตี้ เพราะเมืองนี้มีผู้ไร้ที่อยู่อาศัยมากขึ้น คือ มากกว่าครึ่งหนึ่งของครัวเรือนทั้งหมดไม่สามารถจ่ายค่าเช่าได้ การพลัดถิ่นและการขับไล่เกิดขึ้นแพร่หลาย เสาหลักสองประการของระบบที่อยู่อาศัยในเมืองนิวยอร์ก คือการจัดที่อยู่อาศัยโดยรัฐและการควบคุมค่าเช่ากำลังถูกคุกคาม (David Madden& Peter Marcuse. 2016. The Permanent Crisis of Housing. ในวารสารจาโคแบง)
ทั้งนี้ ที่อยู่อาศัยในความคิดของพวกนักพัฒนา บริษัทก่อสร้าง ผู้ให้กู้ จำนอง และเจ้าของบ้าน ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างและบำรุงรักษา แต่เป็นเครื่องมือให้เกิดการผลิตซ้ำของทุน นั่นคือ สามารถทำเงินมหาศาลและทำให้ทุนเติบโตมากขึ้น
มีวิธีที่บรรเทาปัญหานี้อยู่วิธีหนึ่งคือ การที่รัฐสร้างห้องพักแล้วปล่อยให้ประชาชนเช่าในราคาถูก ซึ่งเกิดขึ้นที่กรุงเวียนนา เมืองหลวงของประเทศออสเตรีย (เมืองที่คนจนเช่าคอนโดหรูได้ 25 ม.ค. 67 ใน PUD) นโยบายนี้ถือว่ามีประสิทธิภาพมาก ๆ เมื่อตอนต้นศตวรรษที่ 20 ประชาชนในกรุงเวียนนาประสบปัญหาขาดแคลนที่อยู่อาศัย คนจนและแรงงานไม่มีเงินพอที่จะเช่าห้องพัก บางคนเช่าได้เพียงเตียงนอนเป็นรายชั่วโมง ส่วนคนที่พอมีเงินเช่าห้อง ก็พักอยู่ในอาคารที่แออัด ไม่ถูกสุขลักษณะจนมีคนป่วยเป็นวัณโรคจำนวนมาก
แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 จบลง แนวคิดสังคมนิยมก็เป็นที่นิยม พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 1919 และเข้ามาบริหารกรุงเวียนนา จากนั้นก็มีการสร้างที่อยู่อาศัยให้คนในเมืองได้เช่าในราคาถูก และเพียงพอต่อจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น โดยสร้างให้เหมาะสมต่อการอยู่อาศัย สวยงาม และอยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวก
ถึงแม้ว่าการสร้างที่พักนี้จะหยุดชะงักไปในช่วงที่ออสเตรียกลายเป็นเผด็จการที่ต่อมาถูกนาซีเยอรมันยึดครอง แต่หลังจากนั้นก็กลับมาสร้างต่อจนถึงปัจจุบัน ตอนนี้เวียนนามีห้องพักที่รัฐสร้างอยู่ประมาณ 220,000 ห้อง มีคนอยู่อาศัยประมาณ 500,000 คนคิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากร ค่าเช่าห้องในเวียนนาถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับเมืองหลวงอื่น ๆ ในยุโรป คิดเป็น 20 – 25% ของรายได้เท่านั้น ทำให้คนมีเงินเหลือใช้ เวียนนายังถูกจัดอันดับว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดของปี 2023 ด้วย
วิธีที่กล่าวมาข้างต้นถือว่าน่าสนใจอยู่มิใช่น้อย ถ้าเราต้องการแก้ปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัยของกรรมาชีพอย่างตรงจุดมากขึ้น รัฐควรเวนคืนอาคารบ้านเรือนที่ว่างอยู่จากนายทุนอสังหาริมทรัพย์ แล้วให้คนไร้บ้าน คนพลัดถิ่นหรือกรรมาชีพที่ต้องการ เข้ามาอาศัย รวมทั้งออกมาตรการลดค่าเช่า กรรมาชีพจำเป็นต้องต่อต้านการเก็งกำไรจากปัจจัยดำรงชีพพื้นฐานนี้ ซึ่งทำเป็นสินค้าแสวงหากำไรสูงสุดและตกอยู่ในกรรมสิทธิ์และอำนาจการจัดการของเอกชน
ต้องเรียกเก็บภาษีการซื้อขายที่อยู่อาศัยที่ดินสูงขึ้น อีกทั้ง ต่อต้านการครอบงำของตลาดและกำไรมาก่อนครอบครัวชนชั้นกรรมาชีพซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม ไม่เช่นนั้นก็จะสั่นคลอนความเป็นอยู่ของชนชั้นกรรมาชีพจากรุ่นสู่รุ่นเลยทีเดียว เราจึงไม่ควรไว้ใจนายทุนให้มีบทบาทในการตอบสนองความต้องการของกรรมาชีพในสังคมประชาธิปไตย เพราะพวกเขาไม่เคยทำได้ พวกเขามุ่งเป้าไปที่คนมีฐานะที่จะซื้อสินค้าราคาแพงนี้ ไม่ใช่กรรมาชีพอย่างเรา

