โดย ลมดาวเหนือ
จากที่ข้าพเจ้ากล่าวไปเมื่อตอนที่แล้ววว่า ยังมีคนอีกกลุ่มนึงที่ยังตกค้างอยู่จากตอนที่แล้วนั่นก็คือ “ชาวนา” ชาวนเป็นผู้มีสถานะรองอย่างไรทั้งทางเศรฐกิจเเละการเมือง
ด้านเศรษฐกิจ ชาวนาที่เรากำลังจะยกตัวอย่างมานี้ขอให้ผู้อ่านจงเข้าใจว่าชาวนาที่ว่านี้คือชาวนาที่จำต้องเช่าที่ดินทำกินเพื่อสร้างผลผลิตนำไปขายสู่ท้องตลาด เมื่อว่าเช่นนี้นั้นก็แปลว่าชาวนาที่ต้องเช่าที่ดินต้องเจอศึกสองด้านคือ ต้องต่อสู้กับราคาค่าเช่าที่เพื่อการทำกิน อีกด้านคือ ต้องสู้กับการกดราคาข้าวของพวกโรงสี โดยข้าพเจ้าสามารถอ้างอิงถึงการผูกขาดข้าวของโรงสีได้จาก “งานศึกษาเรื่องทางเลือกการตลาดข้าวชาวนา โดยมูลนิธิเกษตรยั่งยืน (ประเทศไทย) ปี 2555” ซึ่งพบว่า ในระบบตลาดทั่วไป คนที่มีอำนาจสูงสุดในการควบคุมราคาคือผู้ส่งออกข้าวที่มีอำนาจมากสุดมากกว่าคนอื่นในห่วงโซ่อุปทานในการกำหนดราคา อันดับรองลงมาคือพวกโรงสี แต่ในทางกลับกันการสำรวจครั้งนี้พบว่า ชาวนาซึ่งเป็นกระดูกสันหลังสังคมผู้ผลิตชั้นต้นกลับอยู่ในส่วนล่างสุดของการต่อรอง โรงสีคือตัวแปรสำคัญของราคาข้าว
มีการรับซื้อข้าวเปลือก (ข้าวที่ยังไม่ได้สี) ในราคาที่ถูก ขายข้าวสารในราคาที่แพง สัดส่วนรายได้และผลกำไรที่ชาวนาได้รับสุทธิมากจากราคาที่ผู้บริโภคซื้อหามารับประทานในราคา 1 กิโลกรัมประมาณ 40-80 บาท ถ้าคิดใน 5 กิโลกรัม ก็จะประมาณ 200-400 บาท และต้องไปหักลบจากต้นทุนการผลิตและกำไรของผู้ประกอบการ โรงสี พ่อค้าคนกลาง พ่อค้าข้าวถุง ร้านค้าจัดจำหน่าย แล้วส่วนที่เหลือเป็นรายได้ของชาวนา เมื่อสภาพรายได้ขัดสนเช่นนี้ดูแล้วก็สาหัสเกินรับไหวแต่อย่าลืมว่า ชาวนาต้องเอาเงินส่วนนั้นมาจ่ายค่าเช่าผืนนาที่แพงที่เกิดจากการกักตุนที่ดินเพื่อกำไรของคนบางครอบครัว สุดท้ายแล้วเงินที่ตกมาถึงตัวเองและครอบครัวก็เหลือเพียงก้นถัง มีคนบางพวกที่พยายามอธิบายสภาพความเป็นอยู่ของชาวนาที่แย่ว่าเกิดจากการจำนำข้าวของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ในความเป็นจริงชาวนาก็มีสภาพเลวร้ายเช่นนี้มานานเเล้ว
ชาวนาเป็นผู้มีสถานะรองทางด้านการเมืองแย่ไม่แพ้ด้านเศรษฐกิจ
ในช่วงปี 2500-2520 ชาวนาได้ลุกฮือจับอาวุธเป็นครั้งเเรก ในกรณีบ้านนาบัว อำเภอ ธาตุพนม จังหวัดนครพนม การลุกฮือเกิดจากความแค้นที่เกิดจากความขัดแย้งทางชนชั้นกับพวกทหารและเจ้าที่ดิน จึงทำให้ต้องเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยจนเกิดเป็นสงครามประชาชนซึ่งกินพื้นที่ 18 จังหวัดของภาคอีสาน แต่สุดท้าย ถึงแม้จะมีการต่อสู้อย่างกล้าหาญของพี่น้องชาวนาโดยการนำของพรรคคอมมิวนิสต์ก็ไม่อาจถึงฝั่งฝันได้เนื่องด้วยหลายปัจจัย เช่น การถูกล้อมปราบโดยรัฐบาลเผด็จการทหาร นโยบายการต่อสู้แบบบชนบทล้อมเมืองและความผิดพลาดของการวิเคราะห์สังคมไทยของพรรคคอมมิวนิสต์ ท่านผู้อ่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก “ทฤษฎีการลุกฮือของชาวนากับการวิเคราะห์การต่อสู้ของชาวนาภาคอีสาน”
ในปัจจุบันก็มีการต่อสู้ของชาวนาเช่นกัน สามารถยกตัวอย่างจากกลุ่ม พีมูฟ (ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม) มีการประท้วงประชิดทำเนียบเรื่องหนี้สินชาวนา หรือมีการปักหลักประท้วงค้างคืน ท้ายสุดพวกชนชั้นนำก็ไม่มีใครฟังพวกเขา
นอกจากจะขูดรีด ปราบปราม ก็ยังทำตัวเมินเฉยต่อเสียงของพี่น้องผู้มีสถานะรอง แล้วเราจะล้างหนี้แค้นนี้อย่างไร?
ข้าพเจ้าตอบได้สั้นๆ ว่า ต้องมีการจัดตั้งประสานการต่อสู้ของพี่น้องประชาชนทั้งในเมืองเเละชนบท ต้องมีการจัดกลุ่มศึกษาสรุปบทเรียนการต่อสู้เป็นประจำ และต้องสมานฉันท์กับนักต่อสู้ประชาธิปไตยหลายๆ กลุ่มเข้าด้วยกันเหมือนที่เคยเกิดมาแล้วในการปฏิวัติของชาวนาเเละกรรมกรในรัสเซีย (ปี ค.ศ 1917) สุดท้ายแล้วชาวนากรรมกรก็เป็นผู้กุมอำนาจรัฐได้สำเร็จ
เเต่ในสภาพการต่อสู้ของเราตอนนี้อ่อนแอเพราะยังไม่ได้ประสานให้เป็นกลุ่มจัดตั้ง สามารถยกตัวอย่างได้จากม็อบปี 2563 ที่ออกมาเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อต้านชนชั้นนำเเต่สุดท้ายแล้วปัจจุบันก็กระเเสการต่อสู้ภาคประชาชนก็ตกลงเเละไม่ได้คึกคักเหมือนอดีต นั่นก็เป็นเพราะไม่มีการจัดตั้งที่ไม่ทำให้ความคิดของคนไหลไปตามน้ำตามกาลเวลา การจัดตั้งคือการยึดแนวคิดให้เป็นวิทยาศาสตร์เเละมั่นคง เมื่อเราจัดตั้งและประสานการต่อสู้ได้อย่างกว้างขวางแล้วพลังของมวลมหาประชาชนจะทลายกำแพงแห่งชนชั้นให้ล้มครืนได้อย่างเเน่นอน

