ประวัติศาสตร์การเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ตอน1/3)

โดย พัชณีย์ คำหนัก

​บทความนี้ผู้เขียนสรุปประเด็นการเมืองในประเทศต่างๆ จากหนังสือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ข้อถกเถียงทางการเมือง เขียนโดยใจ อึ๊งภากรณ์ ตีพิมพ์ครั้งที่ 2 มีนาคม 2565 จำนวน 389 หน้า ซึ่งน่าสนใจสำหรับนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายและนักเคลื่อนไหวทางสังคมอื่นๆ ในการปรับปรุง ฟื้นฟูการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยให้เข้มข้นขึ้น

​เมื่ออ่านแล้วจะพบว่า ทำไมฝ่ายซ้ายสังคมนิยมในปัจจุบันจึงยืนยันจุดยืนเดิม เช่น สังคมนิยมเป็นแนวคิดสากลนิยมที่ต้องทลายกรอบชาตินิยม กรรมาชีพในเมืองมีพลังในการต่อสู้กับระบบทุนนิยม ความสำคัญของการรวมกลุ่มจัดตั้งองค์กรมวลชน การต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยม การปฏิวัติโค่นล้มระบบทุนนิยม และการเสนอแนวทางสังคมนิยมในการสร้างสังคมใหม่ ทั้งนี้ เราได้เห็นบทเรียนมากมายในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคก่อนทุนนิยม ยุคล่าอาณานิคมกับการปลดแอกของขบวนการชาตินิยมและขบวนการคอมมิวนิสต์ ยุคสร้างรัฐชาติ การเปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจจากรัฐนำไปสู่เสรีนิยมกลไกตลาดมากขึ้น การกลายเป็นรัฐทุนนิยมเผด็จการกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของขบวนการแรงงานและฝ่ายซ้ายในอดีต

​เรื่องราวทางการเมืองของประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ต่อไปใช้คำว่า SEA) ที่หนังสือตั้งประเด็นถกเถียงแลกเปลี่ยนนั้น ผู้สรุปเห็นว่า ผู้อ่านจำเป็นต้องมีความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการต่อสู้ของขบวนการประชาธิปไตย เพื่อให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดจากชนชั้นนำ ข้าราชการ ผู้นำเพียงไม่กี่คน แต่มาจากมวลชนของชนชั้นแรงงาน ชาวนา และนักศึกษา รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับการเมืองในประเทศตะวันตกและปรัชญาทุนนิยมกับมาร์กซิสต์เพิ่มเติม

​ทั้งนี้ในสังคมแถบ SEA ถูกออกแบบมาจากแรงผลักดันของระบบทุนนิยมตะวันตกที่พัฒนาระบบเศรษฐกิจและสะสมทุนด้วยการล่าอาณานิคม ดึงทรัพยากรปัจจัยการผลิตจากประเทศหนึ่งไปรับใช้ประเทศหนึ่ง การแข่งขันกันของพวกมหาอำนาจในตะวันตก ทั้งมีความร่วมมือกันเป็นอย่างดีระหว่างรัฐบาลและบริษัทเพื่อขยายอาณาเขตทางการเมืองและเศรษฐกิจออกไป ที่นักมาร์กซิสต์เรียกว่า “จักรวรรดินิยม” (น.9) และการต่อสู้ทางชนชั้นในยุคสงครามเย็นเป็นหมุดหมายของการกำหนดทิศทางระบบการเมืองในปัจจุบัน

​ยุคก่อนทุนนิยม

​ดินแดนแถบ SEA มีการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันมาก่อน รวมทั้งกับชาวตะวันตก เช่น คนสุโขทัยค้าขายชามสังคโลกในพื้นที่นี้ คนอยุธยาเป็นเมืองค้าขายกับหลายประเทศ โดยมีลักษณะสำคัญ 4 ประการคือ 1) ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่มีคนจำนวนน้อยแต่อุดมไปด้วยทรัพยากร ซึ่งชนชั้นปกครองใช้แรงงานบังคับ เน้นควบคุมแรงงานมากกว่าการยึดครองที่ดิน เช่นในไทย และจะเห็นว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิร่วมของชุมชน ไม่มีการสืบทอดมรดก เช่น ในเกาะชวา บาหลี เมื่อมีสงครามก็มีการปล้นทรัพย์สินจับคนเป็นทาส 2) ประชาชนมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ แม้ในพื้นที่เดียวกัน จึงไม่มีคำว่า ชนกลุ่มน้อยหรือคนต่างด้าวและไม่มีภาษาประจำชาติ ประชาชนพูดได้หลายภาษา เช่น อาณาจักรนครวัด 3) ระบบการปกครองและอำนาจในการควบคุมคนมีลักษณะกระจายไม่รวมศูนย์ ไม่มีแผนที่ ไม่มีรัฐชาติ ไม่มีเจ้าแผ่นดินปกครองแบบเบ็ดเสร็จ ไม่มีเมืองหลวง ฉะนั้น สุโขทัยไม่เคยเป็นเมืองหลวงของไทย และไทยไม่เคยรบกับพม่า มีแต่สงครามระหว่างอังวะหรือหงสาวดีกับอยุธยา มีแต่อาณาจักรล้านช้าง ขอม จัมปา ฯลฯ และ 4) เป็นพื้นที่ที่ติดต่อค้าขายกับระบบโลกมานาน มีการส่งออกไปยุโรปแล้ว มีการเผยแพร่ด้านความเชื่อ วัฒนธรรม ภาษาเข้ามาในพื้นที่ที่คนเคยเชื่อแต่ผีสางนางไม้หรือบรรพบุรุษ

​สำนักคิดเศรษฐกิจชุมชนแนวพุทธ เข้าใจว่า ระบบดั้งเดิมก่อนทุนนิยมเข้ามาเป็นการผลิตเลี้ยงตัวเอง ไม่มีการสะสมทุน ไม่กดขี่กัน เป็นระบบเน้นน้ำใจ ศีลธรรม สำนักคิดสตาลิน-เหมามองว่าเป็นสังคมล้าหลัง ไร้พลังในการพัฒนา ซึ่งมีเจตนาในการวิจารณ์ทุนนิยม ที่แย่กว่าคือ พวกชนชั้นปกครองในพื้นที่บิดเบือนว่า คนเชื้อชาติต่างกันในสังคมจะขัดแย้งทางผลประโยชน์กันเสมอ เพื่อสร้างนิยายสำหรับการสร้างชาติ รวมทั้งพวกล่าอาณานิคมก็จะบอกว่าคนพื้นเมืองโง่ ล้าหลัง จึงมายึดครองเพื่อสร้างความเจริญและอารยะ (น.13) แท้จริงนั้นเอเชียก็เจริญพอๆ กับตะวันตก และอาจก้าวหน้ากว่า และสาเหตุที่ทุนนิยมได้ชัยชนะในตะวันตกก่อนที่อื่นได้จากความเจริญของตะวันตกแต่มาจากความล้าหลังของระบบเดิมที่อ่อนแอต่างหาก

​ทว่าความเป็นชุมชนของ SEA ไม่มีรัฐ ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย ยังมีระบบชนชชั้นของคณะผู้อาวุโส หรือเจ้าอาณาจักร ผู้ปกครองหัวเมือง เช่น เชียงใหม่ เวียงจันทร์ และการปกครองด้วยกำลังบังคับก็ใช้แนวคิดเรื่องบารมี ความศักดิ์สิทธิ์ ในเชิงศาสนาโบราณไม่ใช่ผู้แทนประชาชน

ยุคล่าอาณานิคมยุคแรกของทุนนิยม

​การล่าอาณานิคมเป็นการร่วมมือกันระหว่างรัฐบาล กองทัพกับบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ เช่น บริษัท East India Company สถาบันศาสนาก็มีส่วนด้วยเช่นฝรั่งเศสกับสเปน ในฟิลิปปินส์ถูกปกครองโดยสเปน และกรณีอินโดจีนปี 1851 ฝรั่งเศสใช้ข้ออ้างว่าครูเผยแพร่ศาสนาคริสต์ถูกคุกคามเพื่อเข้าไปยึดครองบางส่วนในเวียดนาม อีกทั้ง บ่อยครั้งบริษัทเอกชนเข้าไปนำร่องพร้อมกับกองกำลังของบริษัทเข้ายึดพื้นที่ และรัฐก็เข้ามาแทนที่ โดยแสวงหาแหล่งทรัพยากรและวัตถุดิบ ปล้นทรัพย์ หรือกวาดซื้อสินค้าพื้นเมืองบางชนิด เช่น เครื่องเทศ กาแฟ น้ำตาลในราคาถูกเพื่อไปขายในราคาแพงที่ยุโรป หรือทำลายสินค้าดั้งเดิมในพื้นที่เพื่อเปิดตลาดให้สินค้าตัวเองเข้ามา เช่นอังกฤษทำลายการทอผ้าในอินเดีย หรือพ่อค้าตะวันตกบังคับซื้อสินค้าจากที่หนึ่งไปขายอีกที่หนึ่งและยึดพื้นที่นั้น เช่น รังนกหรือปลิงทะเลในฟิลิปปินส์หรือในเกาะอินโดฯ กับมาเลเซียเพื่อไปขายให้จีน หรือกรณียึดเหมืองดีบุกในแหลมมาลายูของอังกฤษเพื่อนำไปผลิตกระป๋อง

​นอกจากนี้ เจ้าอาณานิคมก็แข่งขันกันเอง เช่น อังกฤษกับฝรั่งเศส และไม่ได้ใส่ใจที่พัฒนาประเทศนั้นสักเท่าไหร่ เช่นลาว นอกเหนือจากการใช้กำลังบังคับด้วยอาวุธที่เหนือกว่าคนในพื้นที่ ยังแทรกแซงข้อพิพาทระหว่างผู้มีอำนาจส่วนต่างๆ ในลักษณะแบ่งแยกและปกครอง ไม่ให้คนเชื้อชาติต่างๆ สามัคคีกันก่อกบฏ หรืออาศัยชนชั้นนำพื้นเมืองช่วย เช่น ฮอลแลนด์คงระบบขุนนางปรียายีในอินโดนีเซีย และฝรั่งเศสคงระบบกษัตริย์ของลาวและเขมร ก่อนปี 1900 (น.27) อีกทั้ง ยังคงระบบการใช้แรงงานบังคับ เช่นในอินโดฯ ช่วงต้นๆ บริษัท East India ใช้ระบบแรงงานบังคับในคริสต์ศตวรรษที่ 18 เพื่อผลิตกาแฟในเกาะชวา โปรตุเกสใช้แรงงานทาสในติมอร์ สเปนในฟิลิปปินส์บังคับชาวพื้นเมืองขายสินค้าในราคาต่ำ ฝรั่งเศสใช้แรงงานสร้างถนนในอินโดจีนหลังสงครามโลกครั้งที่1 แต่ก็ได้ยกเลิกไปเพราะชัยชนะของพรรคแนวร่วมฝ่ายซ้ายในฝรั่งเศสในการเลือกตั้งปี 1936


​สำหรับประเทศไทย ที่เราถูกพร่ำสอนว่าไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของตะวันตกเพราะพระเจ้าแผ่นดินราชวงศ์จักรีปกป้องชาติ แต่ประเทศไทยไม่เคยมีจริงในยุคต้นๆ หนำซ้ำรัชกาลที่ 5 ยังพึ่งอำนาจอังกฤษเพื่อสู้กับขุนนางคู่แข่ง สร้างรัฐรวมศูนย์ โดยทำให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้กลายเป็นเมืองขึ้นในกระบวนการรวมชาติ

​หลังการล่าอาณานิคม ค.ศ.1900 การสร้างรัฐชาติ

​หลังปี 1900 เริ่มแนวโน้มสร้างรัฐรวมศูนย์ในลักษณะรัฐชาติ เพราะเจ้าอาณานิคม เช่น อังกฤษในพม่าตอนใต้ แหลมมลายูตะวันตก ฝรั่งเศสในอินโดจีนทางใต้ เสปนในฟิลิปปินส์ตามชายฝั่งของเกาะใหญ่ๆ อ่อนแอไม่สามารถปกครองรวมศูนย์ได้ ต้องอาศัยขุนนางดั้งเดิม ในไทยก็มีกระบวนการสร้างรัฐรวมศูนย์ในรัชการที่ 5 และเป็นรัฐทุนนิยมชนิดหนึ่งทีสถาบันกษัตริย์เป็นนายทุน ใช้พระคลังข้างที่หรือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระองค์เป็นหน่วยธุรกิจ (น.30) ซึ่งรัฐรวมศูนย์มีการปลุกจิตสำนึกชาตินิยม และก่อปัญหาใหม่ๆ ขึ้นมา เพราะไม่มีการปรึกษาหารือกับคนพื้นเมือง ชนชาติต่างๆ เช่นในพม่า

​การเชื่อมโยงทุกส่วนของพื้นที่แถบ SEA เข้าสู่ตลาดทุนนิยมโลกได้ส่งเสริมให้ใช้แรงงานเสรีเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมและเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างต่อเนื่อง ต่างจากการกวาดต้อนคนในการทำสงครามยุคก่อน มีการดึงแรงงานจากจีนและอินเดียมาใน SEA ดึงคนชนบทเข้ามาในเมืองเพราะโอกาสเลี้ยงชีพในเมืองแถบนี้ดีกว่า จึงเกิดชนชั้นแรงงาน

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ