โดย ไผ่แดง
ใน “ว่าด้วยทุน เล่มที่ 1” มาร์กซ์ได้โต้แย้งนักเศรษฐศาสตร์ชนชั้นกระฎุมพีที่อธิบายว่า ครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีคนอยู่ 2 ประเภท ประเภทแรกคือยอดมนุษย์ซึ่งขยันขันแข็ง เฉลียวฉลาด และประหยัด มัธยัสถ์ อีกประเภทหนึ่งเป็นคนเสเพล เอาแต่กิน ไม่ทำอะไร ถึงกระทั่งใช้จ่ายสิ้นเปลือง
คนประเภทแรกค่อย ๆ รวยขึ้น ส่วนคนประเภทที่สอง ใช้จ่ายจนสิ้นเนื้อประดาตัว ในที่สุดนอกจากพลังแรงงานของตนแล้วก็ไม่มีอะไรจะขายกินได้อีกต่อไป ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ชนชั้นกระฎุมพีมองความจนในลักษณะดูคล้ายว่าเป็น “บาปกำเนิด” แต่ความเห็นของมาร์กซ์นั้นเห็นแย้งกับนักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้
ซึ่งมาร์กซ์มองว่า แท้จริงแล้วในทางประวัติศาสตร์ได้จารึกว่ากระบวนการสะสมบุพกาลของลัทธิทุนนิยม คือ การพิชิต การกดหัวเอาเป็นทาส การปล้นสดมภ์ การเข่นฆ่า ไปจนถึงการยึดที่ดิน รวมความได้ว่าเป็นการใช้กำลังและความรุนแรงอย่างมหาศาล ในจุดนี้มาร์กซ์มองว่า ในกระบวนการก่อเกิดของระบบทุนนิยมในภาคส่วนต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่ผ่านกระบวนการเหล่านี้มาทั้งสิ้น ตามแต่ละบริบทของประเทศทุนนิยมต่างๆ (มาร์กซ์, 2559)
ในอดีตเองปรากฏอยู่เหมือนกันในบริบทของรัฐไทย โดยเฉพาะการกำเนิดรัฐทุนนิยมสมัยรัชกาลที่ 5 ในฐานะรัฐชาติทุนนิยมสมัยใหม่ (ไม่ใช่ศักดินาแต่อย่างใด) ที่มีการพยายามรวมศูนย์อำนาจการปกครองเมืองต่างๆ ไว้ที่รัฐสยาม ผ่านกระบวนการความรุนแรงต่างๆ การรวมศูนย์อำนาจภายใต้ผู้ปกครองที่กรุงเทพ
การรวมศูนย์อำนาจดังกล่าวเกิดขึ้นในรูปแบบการปราบหัวเมืองต่างๆ และการนำระบบราชการที่ขึ้นกับกรุงเทพมาใช้ ในการปกครองแทนระบบเจ้าหัวเมืองและขุนนางมูลนายเดิม (อึ๊งภากรณ์, 2565) ซึ่งมันสร้างความไม่พอให้กับคนธรรมดาในหัวเมืองต่างๆ โดยเฉพาะการลุกฮือของกลุ่มผู้มีบุญในภาคอีสาน เป็นกลุ่มคนที่เชื่อในสังคมพระศรีอาริย์ประกอบไปด้วยนักบวชและคนธรรมดา จุดประสงค์คือเกิดขึ้นมาเพื่อปลดปล่อยตัวเองออกจากอำนาจของรัฐไทยและอำนาจหัวเมืองโดยอาศัยแนวคิดจากคัมภีร์ความเชื่อศาสนา และไม่พอใจกับการอำนาจการรวมศูนย์เนื่องจากถูกรีดไถภาษีอย่างไม่เป็นธรรม แต่ในท้ายสุดถูกอำนาจรัฐสยามกวาดล้างและปราบปรามอย่างรุนแรง (หน่อแก้ว, 2564)
อย่างไรก็ตาม เดวิด ฮาร์วีย์ นักมาร์กซิสต์ชาวอเมริกัน-อังกฤษ เห็นต่างจากมาร์กซ์ในแง่ทีว่ากระบวนการสะสมทุนบุพกาลนั้นสิ้นสุดไปแล้วในขั้นต้นของประวัติศาสตร์ของทุนนิยม แต่ฮาร์วีย์นั้นมองว่า กระบวนการใช้ความรุนแรงในการแย่งชิงทรัพยกรธรรมชาติและการยึดที่ดินของชาวไร่ชาวนายังไม่สิ้นสุดแต่อย่างใดยังคงดำเนินอยู่ในปัจจุบันโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา (อย่างในไทยเช่น การทวงคืนผืนป่าที่ดำเนินโดยรัฐไทย โดยเฉพาะยุทธการตะนาวศรีที่ขับไล่ชาวบ้านบางกลอยออกจากพื้นที่อุทยาน)
นอกจากนี้กระบวนการยึดแย่งที่ดินยังแฝงอยู่ภายใต้หน้ากากของลัทธิเสรีนิยมใหม่ โดยเฉพาะการแปรรูปรูปรัฐวิสาหกิจที่เปลี่ยนแปลงบริการสาธารณะที่ดำเนินโดยรัฐไปสู่มือของเอกชน นอกจากนี้ ฮาร์วีย์กล่าวว่า การสะสมทุนไม่ได้ดำเนินผ่านความรุนแรงเพียงอย่างเดียวแต่ยังมีการสร้างเงื่อนไขให้มีการยินยอมไปพร้อมๆ กันด้วย ทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ ฮาร์วีย์เรียกว่า “การสะสมทุนโดยการยึดแย่ง” (อุนจะนำ, 2555)
จากที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น แม้ว่ามาร์กซ์กับฮาร์วีย์เห็นต่างกันในบางประเด็น แต่ใจความสำคัญของกระบวนการเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นกระบวนการยึดเอาสิ่งที่ควรเป็นของส่วนรวมไปอยู่ในมือของคนส่วนน้อย
บ่อยครั้งที่เราถูกทำให้คิดว่าระบอบกรรรมสิทธิ์เป็นดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งทำลายและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ และปัญหาความยากจนถูกลดทอนให้ทำเหลือความผิดของปัจเจกบุคคล ให้กลายเป็นเพียง “บาปกำเนิด” แต่สิ่งเหล่านี้ต่างแล้วไม่ใช่สัจธรรมเลยแม้แต่น้อย การสถาปนาอาณาจักรแห่งเหตุผลและความชอบธรรมของกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลของชนชั้นปกครองล้วนสร้างขึ้นจากความรุนแรง ความเจ็บปวด และคราบน้ำตาคนผู้ตกทุกข์ได้ยาก ถึงเวลาแล้วที่ต้องสร้างขบวนการปฏิวัติที่เข้มแข็งสำหรับสร้างประชาธิปไตยจากเบื้องล่าง เพื่อโค่นล้มทุนนิยม และสถาปนาความเป็นส่วนรวม

