เขียนโดย ใจ อึ๊งภากรณ์ เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ
การเข้ามาของระบบทุนนิยมโลกในรูปแบบการล่าอาณานิคมของตะวันตก ที่เข้ามาสัมผัสกับเศรษฐกิจการเมืองไทย มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ทุนนิยม โดยที่หัวหอกในการปฏิวัติระบบซึ่งเกิดขึ้นประมาณ ค.ศ. 1870 (พ.ศ. ๒๔๑๓) คือกษัตริย์รัชกาลที่ ๕
นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้เสนอว่า ในต้นยุครัตนโกสินทร์อิทธิพลของระบบการผลิตแบบทุนนิยมได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีแนวโน้มที่จะค้าขายสินค้าที่อาศัยแรงงานรับจ้างในกระบวนการผลิตมากขึ้น แทนการขายวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ที่เก็บจากป่า ต่อมาหลังจากที่รัฐบาลกรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เซ็นสัญญาการค้าเสรีกับอังกฤษที่เรียกว่า “สัญญาเบาริ่ง” ในปี พ.ศ. ๒๓๙๘ ระบบทุนนิยมโลกเริ่มที่จะมีอิทธิพลเหนือเศรษฐกิจไทยมากขึ้นทุกที และระบบการค้าเสรีสร้างทั้งปัญหาและโอกาสกับกษัตริย์ศักดินา ปัญหาคือรายได้ที่เคยได้จากการควบคุมการค้าอย่างผูกขาดหายไป แต่ในขณะเดียวกันการเชื่อมเศรษฐกิจไทยกับตลาดโลกให้ใกล้ชิดมากขึ้น มีผลในการสร้างโอกาสมหาศาลสำหรับผู้ปกครองที่สามารถลงทุนในการผลิตสินค้าเช่น ข้าว เพื่อขายในตลาดโลก ในสภาพเช่นนี้ระบบศักดินาไทยที่อาศัยการเกณฑ์แรงงานในระบบการเมืองที่กระจายอำนาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ของทุนนิยม
จากงานวิจัยของ ไชยันต์ รัชชกูล เรื่องระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ภายใต้รัชกาลที่ ๕ เราจะเห็นได้ว่า การปฏิวัติรัฐที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นมีผลต่อความสามารถในการรับภาระหน้าที่ทั้ง ๔ ประการของรัฐทุนนิยม ดังต่อไปนี้คือ
๑. การจัดสรรแรงงานเสรีที่มีการศึกษาและฝีมือเพื่อเป็นแรงงานรับจ้าง การเลิกทาสและการเลิกระบบแรงงานบังคับของไพร่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการจัดสรรแรงงานเสรีเพื่อเป็นลูกจ้างในระบบทุนนิยมสมัยใหม่ นอกจากนี้ การจัดตั้งและขยายจำนวนสถาบันการศึกษาของรัฐ จนในที่สุดมีการประกาศใช้ระบบการศึกษาภาคบังคับ ๔ ปี เป็นการให้การศึกษาและฝึกฝีมือกับแรงงานรับจ้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานในระบบทุนนิยม
๒. การจัดสรรกฎหมายธุรกิจ กฎหมายกรรมสิทธิ์ และระบบเงินตราที่เป็นมาตรฐานทั่วประเทศ ก่อนที่จะมีกฎหมายและระบบเงินตราที่ใช้ได้ทั่วประเทศ รัฐไทยต้องรวมศูนย์อำนาจภายใต้ผู้ปกครองที่กรุงเทพ การรวมศูนย์อำนาจดังกล่าวเกิดขึ้นในรูปแบบการปราบหัวเมืองต่างๆ และการนำระบบราชการที่ขึ้นกับกรุงเทพมาใช้ในการปกครองแทนระบบเจ้าหัวเมืองและขุนนางมูลนายเดิม
๓. ปกป้องธุรกิจของนายทุนภายในประเทศจากการแข่งขันกับธุรกิจภายนอก และปัญหาการล้มละลาย รัฐบาลของรัชกาลที่ ๕ มิได้ปิดกั้นนายทุนต่างชาติเข้ามาดำเนินกิจการในประเทศไทยแต่อย่างใด และการนำภาคเหนือของประเทศมาขึ้นอยู่กับกรุงเทพเป็นประโยชน์ต่อการทำข้อตกลงสัมปทานป่าไม้ระหว่างธุรกิจอังกฤษกับรัฐบาลกรุงเทพ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจต่างชาติไม่สามารถที่จะเข้ามาดำเนินกิจการแบบผูกขาดในการผลิตและการค้าข้าวซึ่งเป็นสินค้าสำคัญของไทย นอกจากนี้ รัฐไทยได้สร้างกลไกเพื่อปกป้องธุรกิจไทยจากปัญหาการล้มละลาย เช่น กรณีที่เข้าไปอุ้มธนาคารไทยพาณิชย์ในสมัยรัชกาลที่ ๖
๔. จัดสรรกองกำลังติดอาวุธเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนายทุน การเกณฑ์ทหารเพื่อเป็นกองกำลังถาวรภายใต้ผู้นำรัฐรวมศูนย์ เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๗ ก่อนหน้านั้นกษัตริย์ต้องใช้กองกำลังที่มาจากการจ้างคนต่างชาติ หรือจากไพร่ที่ถูกเกณฑ์โดยมูลนาย นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ มีการจัดตั้งตำรวจภายใต้การควบคุมของกระทรวงมหาดไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งกองกำลังทั้งหมดดังกล่าวเป็นกองกำลังรูปแบบใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของรัฐทุนนิยมใหม่ของไทย
จะเห็นได้ว่า รูปแบบทางการเมืองของรัฐที่เกิดขึ้นในยุครัชกาลที่ ๕ มีรูปแบบรวมศูนย์ทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวยให้ระบบทุนนิยมพัฒนาในประเทศไทยและถึงแม้ว่ารัฐของรัชกาลที่ ๕ จะเป็นรัฐในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีพระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้ปกครองก็ตาม แต่ผู้นำรัฐดังกล่าวได้ปฏิวัติสถาบันกษัตริย์จากสถาบันในระบบศักดินามาเป็นสถาบันการปกครองสมัยใหม่ สรุปแล้วระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของไทยคือระบบการปกครองแบบทุนนิยมภายใต้พระเจ้าแผ่นดินผู้ซึ่งเป็นนายทุนคนสำคัญ
การปฏิวัติทุนนิยมในไทย มีข้อแตกต่างจากกรณีญี่ปุ่นในประเด็นสำคัญคือ รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไทยไม่มีการลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมเลย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะกลัวว่าบริษัทต่างชาติจะเข้ามาแย่งและคุมกิจการต่างๆ ได้ เนื่องจากรัฐไทยอ่อนแอ ซึ่งจะลดอำนาจทางการเมืองของกษัตริย์ไทย

