เจิ่นดึ๊กถ่าว กบฏต่อพรรคคอมมิวนิสต์เวียตนาม

โดย เมืองไม้

​​เจิ่นดึ๊กถ่าว (Trần Đức Thảo 1917-1993) เป็นนักปรากฏการณ์วิทยา-มาร์กซิสต์ชาวเวียตนาม ที่เกิดในกรุงฮานอย ประเทศเวียตนาม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เวียตนามยังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสอยู่ เขาเรียนในประเทศจนกระทั่งปี 1936 เมื่อเขามีอายุ 19 ปี ได้ไปศึกษาต่อที่ École Normale Supérieure ที่ปารีส และในปี 1943 ได้รับตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ทางด้านปรัชญาจากการเสนองานเกี่ยวกับปรากฏการณ์วิทยาของฮุสเซิร์ล

​หลังจากนั้นถ่าวได้เขียนงานเกี่ยวกับลัทธิปลดปล่อยอาณานิคมและชาตินิยมในอินโดจีนมากขึ้น เป็นเวลาพอดีกับการเกิด ‘การปฏิวัติเดือนสิงหาคม’ (1945) ในเวียตนามซึ่งสามารถยึดอำนาจจากญี่ปุ่นและฝรั่งเศสได้ หลังจากปี 1948-49 เป็นต้นมา ลัทธิสตาลิน-เหมาเข้ามามีอิทธิพลอย่างหนักหน่วงต่อพรรคคอมมิวนิสต์เวียตนาม เป็นเหตุให้เกิดแนวคิดชาตินิยมมากขึ้น กล่าวคือ ต้องอุทิศตนเพื่อการรับใช้การปฏิวัติ ประชาชน และพรรค แทนที่จะอุทิศตนให้การต่อสู้ทางชนชั้นเพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นล่าง ลักษณะแบบนี้เข้มข้นขึ้นอีกครั้งในช่วง 1954 โดยที่พรรคไม่ได้อาศัยการเคลื่อนไหวของชนชั้นกรรมาชีพแต่อย่างใด และการเมืองประชาธิปไตยก็ถูกจำกัด[1] ซึ่งถ่าวก็วิจารณ์พรรคด้วยมุมมองมาร์กซิสต์แบบนี้เช่นกัน

​งานเขียนเกี่ยวกับการปลดปล่อยอาณานิคมของถ่าวในช่วงเริ่มต้นยังยึดปรากฏการณ์วิทยาแบบฮุสเซิร์ลซึ่งเชื่อว่า “ประสบการณ์เกี่ยวกับทุกสิ่งในโลกเป็นสิ่งที่จิตสำนึกสร้างขึ้น ดังนั้นมนุษย์จึงสร้างความรู้เกี่ยวกับความเป็นจริงทางสังคมขึ้นจากประสบการณ์ของตน”[2] เช่น ในงานปี 1946 เขามองว่า แง่ลบของลัทธิอาณานิคมเป็นสิ่งที่ขัดขวางคนเวียตนามจากการตระหนักรู้ศักยภาพของตนเอง เขาอธิบายต่อไปว่า คนเวียตนามและคนฝรั่งเศสจะมองตรงข้ามกันเสมอ เพราะมีจิตสำนึกในชาติที่ต่างกันจึงทำให้ประสบการณ์และความรู้ต่างกัน ความแตกต่างนี้จึงเป็นสิ่งสะท้อนข้อโต้เถียงของสองฝั่งที่ต่างพยายามให้ความชอบธรรมกับฝ่ายตัวเอง

​อย่างไรก็ตาม ถ่าวได้เปลี่ยนไปมองแบบมาร์กซิสต์โดยหันมามองวัตถุนิยมวิภาษวิธีในฐานะวิธีทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ ในงานปี 1951 (แปลปี 1986) เขาเสนอว่า ปรากฏการณ์วิทยาไม่ได้ครอบคลุมกิจกรรมของมนุษย์ทั้งหมด กล่าวคือ ไม่ได้ครอบคลุมถึงความสัมพันธ์ทางการผลิตซึ่งให้ความหมายเนื้อหาตามความเป็นจริงของชีวิตมนุษย์ที่ดำรงอยู่ในประวัติศาสตร์ ในขณะที่วัตถุนิยมวิภาษวิธีแบบมาร์กซิสต์แสดงให้เห็นว่าความหมายหรือสำนึกถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นประวัติศาสตร์ผ่านพื้นที่ของชีวิตในการผลิตและการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ ซึ่งเน้นการวิเคราะห์ชีวิตทางเศรษฐกิจในเชิงวัตถุด้วยมุมมองชนชั้น แทนที่จะเป็นลักษณะจิตนิยมแบบปรากฏการณ์วิทยา

​ปลายปี 1951 เนื่องจากเป็นการยากที่จะสนับสนุนเวียตนามจากฝรั่งเศส ถ่าวได้เดินทางกลับมาทำงานเขียนที่เวียตนาม โดยเข้าร่วมกับขบวนการ Nhan Van-Giai Pham ซึ่งผลิตวารสารออกมาหลายฉบับเพื่อวิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์เวียตนามซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของลัทธิสตาลิน-เหมา โดยเฉพาะในเรื่องการเรียกร้องประชาธิปไตยและเสรีภาพในการพูด

​โดยเฉพาะในปี 1956 ถ่าวได้วิจารณ์พรรคไว้ในหลายแง่มุมด้วยกัน เริ่มจากแนวคิดที่ว่า แรงงานและชนชั้นแรงงานสำคัญต่อการต่อสู้ ดังนั้น ถ่าวจึงให้ความสำคัญกับมวลชนก่อนพรรค และวิจารณ์ว่าการที่พรรคไม่ได้มองมวลชนเป็นอันดับแรกคือความผิดพลาด ประเด็นที่สองคือ การเรียกร้องให้พรรคพัฒนาเสรีภาพของปัจเจกเพื่อให้ปัจเจกมีส่วนช่วยในการประกอบสร้างส่วนรวมได้อย่างแท้จริง พรรคต้องไม่จำกัดเสรีภาพ อีกทั้งต้องสร้างประชาธิปไตยให้มวลชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น และรวมถึงประชาธิปไตยภายในพรรคเอง สามคือการวิจารณ์พรรคว่ามีลักษณะเป็นระบบเจ้าขุนมูลนาย ปกครองแบบแบ่งพรรคพวก และบูชาตัวบุคคล ซึ่งส่งผลเสียอย่างมากต่อมวลชน อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้จินตนาการทฤษฎีสมคบคิดแบบผิด ๆ ใส่ร้ายป้ายสีพวกเดียวกันเอง และมองไม่เห็นศัตรูที่แท้จริง[3]

​ผลของการวิจารณ์พรรคของถ่าวทำให้เขาถูกกล่าวหาโดยพรรคว่าเป็นพวกสมคบคิดต่อต้านขบวนการปฏิวัติ จนในปี 1958 พรรคได้ออกแคมเปญต่อต้านลัทธิแก้เพื่อชูหลักของพรรคเองและให้ร้ายกับกลุ่ม Nhan Van-Giai Pham ดังนั้น คนเวียตนามส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้อ่านงานเขียนของกลุ่มนี้ สิ่งที่คนเวียตนามส่วนใหญ่ได้อ่านจึงเป็นข้อวิจารณ์ตนเองของคนในกลุ่มนี้รวมถึงถ่าวเอง ถึงแม้ว่าที่สุดถ่าวไม่ได้ถูกจองจำแต่ก็ลี้ภัยไปฝรั่งเศสและเสียชีวิตที่นั่น

บรรณานุกรม

1.       ใจ อึ๊งภากรณ์, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : ข้อถกเถียงทางการเมือง (ม.ป.ท.), บทที่ 4

2.       สุภางค์ จันทวานิช, ทฤษฎีสังคมวิทยา (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2565), 119.

3.       Shawn McHale, “Vietnamese Marxism, Dissent, and the Politics of Postcolonial Memory: Tran Duc Thao, 1946-1993,” The Journal of Asian Studies 61, no. 1 (2002): 7-31.

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ