โดย แสงยุทธนา
สำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานว่า ไตรมาสที่ 1 ของปี 2567 มีคนตกงานอยู่ประมาณ 4.1 แสนคน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของประเทศเสรีนิยมกลไกตลาดที่ต้องมีการลดต้นทุนด้วยการเลิกจ้างพนักงานเป็นประจํา มนุษย์เงินเดือนทุกคนจึงสามารถตกงานได้ตลอดเวลา
กรณีพนักงานบริษัทซึ่งสหภาพแรงงานเป็นสมาชิกอยู่ในเครือสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ (สพท.) ถูกเลิกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าจากนายทุนนอกประเทศ ซึ่งทำให้คนงาน 3 บริษัทต้องกลายเป็นคนตกงานทันที และนายจ้างไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยเลิกจ้าง ซึ่งบริษัทค้างเงินค่าชดเชยคนงานประมาณ 240 ล้านบาท
ตามกฎหมายคุ้มครองเเรงงานของไทย บริษัทที่ปิดกิจการกระทันหันมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับพนักงานที่ตกงาน แต่ธุรกิจข้ามชาติดังกล่าวกลับปิดโรงงานและหนีไปต่างประเทศเสียก่อนและไม่จ่ายค่าชดเชยแต่อย่างใด ซึ่งมันสะท้อนว่า
ปัญหาของบริษัทฯ ที่เป็นประเด็นหลักคือ นายทุนดังกล่าวหนีไปพร้อมกับหนี้ค่าชดเชยที่ยังไม่ได้สะสาง แต่ทางภาครัฐกลับไม่มีมาตรการจ่ายเงินทดแทนให้กับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างในบริษัทข้ามชาติดังกล่าว เหล่าลูกจ้างผู้ถูกทอดทิ้งจึงต้องตามหาความยุติธรรมเป็นระยะเวลากว่า 5 ปี ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่สําเร็จ
ทางด้านกองทุนเยียวยาของภาครัฐที่จะต้องเยียวยาการตกงานก็มีไม่พอสําหรับคนงาน 3 บริษัท
ในปัจจุบันมีข้อเรียกร้องจากเหล่าแรงงานต่อภาครัฐว่า 1) รัฐต้องจ่ายเงินชดเชยแทนนายทุนกรณีมีการหนี 2) รัฐจะต้องไปคิดบัญชีกับนายทุนดังกล่าวเนื่องจากเงินที่รัฐใช้ชดเชยเป็นเงินภาษีของประชาชน 3) จะต้องออกกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนกรณีมีนักธุรกิจโกงเงินลูกจ้างและหลบหนี
แต่หากจะทําให้ข้อเสนอดังกล่าวสามารถถูกทําไปปฏิบัติได้โดยภาครัฐ เหล่าคนงานทั้งคนตกงานและคนที่ยังไม่ตกงานต้องรวมตัวกันเรียกร้องต่อภาครัฐ เพราะการรวมตัวกันของคนตกงานเพียงอย่างเดียวไม่มีพลังพอในการผลักดันนโยบายได้ และที่สําคัญคือปัญหาการตกงานถือเป็นทั้งปัญหาระยะสั้นและระยะยาวของคนงานทั้งประเทศ
ในช่วงวิกฤตโควิด-19 (พ.ศ.2564) ที่ผ่านมามีคนงานในไทยตกงานเป็นจํานวนมาก โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับการขนส่งระหว่างประเทศ หรืองานการบิน แต่สุดท้ายเมื่อวิกฤตจบลงเหล่านายทุนที่เลิกจ้างพนักงานก็สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ แต่เหล่าแรงงานก็ยังคงตกงานตามเคยและต้องดิ้นรนหางานใหม่จากการตกงานเดิมที่ทํามาเป็น 10 ปี
การตกงานจึงเป็นเรื่องของทุกคนจากทุกโรงงานและจากทุกที่ทํางาน อย่าให้การต่อสู้ในครั้งนี้เป็นแค่การต่อสู้ของคนตกงาน สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ และ นายทุนขามชาติ เพียงอย่างเดียว แต่จงทําให้มันคือการต่อสู้ของคนข้างล่างทุกคนสู้กับคนข้างบนเพียงหยิบมือ
แม้แต่นักศึกษาจบใหม่เองก็ไม่ได้มีชีวิตการทํางานอย่างราบรื่น ยังคงต้องเจอกับตลาดการแข่งขันที่รุนแรงจนอาจจะได้ทํางานในสายงานที่ไม่ตรงกับที่เรียน ในปี 2566 อ้างอิงจากสํานักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีนักศึกษาจบใหม่ไม่มีงานทําถึง 2.3 แสนคน และถึงแม้จะได้ทํางานแล้วก็คงจะยังต้องเจอกับวิกฤตการเลิกจ้างที่มักจะเกิดขึ้นเป็นประจําในประเทศทุนนิยมในระยะเวลาไม่เกิน 7 ปี
ในตอนนี้ เหล่านักศึกษาต้องยืนเคียงข้างกับผู้ใช้แรงงานที่กําลังสู้เพื่อความเป็นธรรม ความเป็นธรรมนี้มิได้เป็นเพียงของคนกลุ่มในกลุ่มหนึ่งหรือโรงงานใดโรงงานหนึ่ง แต่เป็นของพวกเราทุกคน
และเมื่อเรายืนขึ้น เราจะรู้ว่าศัตรูของเราตัวเล็กนิดเดียว ผู้ถูกกดขี่ทั้งผองจงรวมตัวกัน

