แปลและเรียบเรียงโดย คมกริต
ที่มา หนังสือพิมพ์กรรมาชีพสังคมนิยมอังกฤษ ชื่อบทความ What are the lessons from the Popular Front against fascism in 1930s France?
ในฝรั่งเศสช่วงทศวรรษที่ 1930 ได้มีการเรียกร้องให้สร้างแนวร่วมฝ่ายซ้าย กลุ่มพันธมิตรฝ่ายซ้ายในการเลือกตั้ง เพื่อตั้งรับการผงาดขึ้นของพวกฟาสซิสต์ขณะนั้น
ช่วงปี 1934-1938 มีการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ การยึดโรงงานโดยคนงาน และการป้องกันพวกฟาสซิสต์และรัฐบาลฝ่ายซ้าย
จากกรณีนี้ มีบทเรียนอยู่สองประการคือ 1.ในส่วนของคนที่กระตือรือร้นที่สุด มุ่งมั่นที่สุด และมีความหวังที่สุด มาจากกิจกรรมต่าง ๆ ของคนงานเอง ซึ่งในทางตรงกันข้าม การอาศัยเพียงนักการเมืองไม่ได้หยุดยั้งชัยชนะของพวกฟาสซิสต์
องค์กรฟาสซิสต์ต่างอาศัยวิกฤติเศรษฐกิจที่เรื้อรังและการว่างงานจำนวนมากในฝรั่งเศสเพื่อการสร้างองค์กรขนาดใหญ่ อย่างองค์กร ครัวซ์ เดอ เฟว (กางเขนเพลิง) อวดว่า จากที่มีสมาชิก 13,000 คนในปี 1930 ได้เพิ่มขึ้นเป็น 30,000 คนในปี 1934
ชนชั้นปกครองกำลังระส่ำระส่ายโดยไร้ซึ่งพรรคหรือกลุ่มพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากแน่นอนในรัฐสภา และเรื่องอื้อฉาวต่าง ๆ เกี่ยวกับการคอร์รัปชันยังทำให้กลุ่มอำนาจที่ยืนข้าง “สเถียรภาพ” แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
พรรคการเมืองต่าง ๆ ของชนชั้นแรงงานก็แตกแยกกัน ถึงขั้นที่พวกพรรคคอมมิวนิสต์เปรียบเปรยองค์กรแบบพรรคแรงงาน อย่างพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศสว่าเป็น “ปีกซ้ายของพวกฟาสซิสต์” และ “ฝาแฝด” ของพวกนาซี ส่วนพวกผู้นำพรรคสังคมนิยมก็ตอบโต้กลับ หาว่าพรรคคอมมิวนิสต์เป็นพวกชอบเสี่ยงไร้การยั้งคิด
แต่ในหมู่คนงานนักเคลื่อนไหวจากทั้งสองพรรคนี้ รวมถึงผู้ที่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด ได้ริเริ่มจัดตั้งมวลชนต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ และในช่วงแรก ความแตกแยกที่กล่าวไปข้างต้นยังดำรงอยู่ พรรคคอมมิวนิสต์ได้เรียกชุมนุมเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์โดยไม่เกี่ยวโยงกับใครเลย ตำรวจจึงเข้าโจมตีและสังหารผู้ประท้วงไปหกคน
พวกผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จึงถูกบังคับให้ตั้งรับ และต้องหนุนการประท้วงของสหภาพแรงงานที่ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกพรรคสังคมนิยม
การนัดหยุดงานทั่วไปเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ถือเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งคือมีผู้ประท้วงมากกว่า 4 ล้านคนที่ตอบรับคำเรียกร้องจากสหพันธ์สหภาพแรงงาน CGT และในปารีสมีพนักงานไปรษณีย์ 30,000 คนจากทั้งหมด 31,000 คนหยุดงาน ภาคขนส่งก็เป็นอัมพาต
พื้นที่ก่อสร้างรกร้างว่างเปล่า โรงงานผลิตรถยนต์ซีตรองปิดตัวลง ไม่มีการผลิตหนังสือพิมพ์ใด ๆ และในหลายเมืองต่างจังหวัดก็เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยรวมแล้วมีคนงานประมาณ 4.5 ล้านคนที่หยุดงาน และมีผู้ออกมาประท้วง 1 ล้านคน
ในปารีสเอง พวกพรรคสังคมนิยมและพรรคคอมมิวนิสต์ได้แยกกันเดินขบวนไปยังจัตุรัส ปลาซ เดอ ลา นาซิยง ผู้สังเกตการณ์คนหนึ่งกล่าวว่า “หลังจากความเงียบงันและความกลัดกลุ้มในชั่วขณะ จนถึงความประหลาดใจจากแกนนำพรรคและสหภาพแรงงาน การเผชิญหน้ากันครั้งนี้ได้จุดประกายความกระตือรือร้นที่มิอาจหยุดยั้ง เสียงร้องแห่งความปิติระเบิดก้องออกมา ด้วยเสียงปรบมือและเปล่งออกมาว่า ‘สามัคคี! สามัคคี!’ “
เลอง บลูม ว่าที่นายกรัฐมนตรีจากพรรคสังคมนิยม ผู้อยู่ในการเดินขบวนครั้งนั้นเล่าว่า “ด้วยความเห็นพ้องต้องกันของมหาชนคนส่วนใหญ่ เจตจำนงของประชาชนได้กำหนดให้ชนชั้นกรรมาชีพกกระทำการต่าง ๆ ด้วยความสามัคคี”
การตั้งคณะกรรมการท้องถิ่นต่อต้านฟาสซิสต์ได้ผุดขึ้นไปทั่วฝรั่งเศส โดยพวกคอมมิวนิสต์ พวกสังคมนิยม และอื่น ๆ มีส่วนร่วมเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าผู้นำระดับชาติของพวกเขาจะว่าอย่างไร เพราะคณะกรรมการเหล่านี้มีความสำคัญยิ่งกว่าการทำข้อตกลงตามระเบียบราชการที่พรรคคอมมิวนิสต์และพรรคสังคมนิยมฝืนทนเจรจากัน
เมื่อเดือนมิถุนายน 1937 ลีออน ทร็อตสกี้ นักปฏิวัติชาวรัสเซีย ผู้ถูกโจเซฟ สตาลิน เนรเทศออกประเทศ ได้เขียนไว้ว่า “ฝรั่งเศสซึ่งนำโดยชนชั้นกระฎุมพีใหญ่ กำลังทรุดลงในโลกทุนนิยมที่กำลังแตกสลาย ในแวดวงชนชั้นปกครองของสังคม ทุกสถาบันของระบอบการปกครองนี้ เรื่องฉาวโฉ่กำลังทวีคูณมากยิ่งขึ้น อิทธิพลเสื่อมโทรมของพวกเศรษฐีกำลังแผ่ขยายไปทั่ว”
“ระบบทุนนิยมที่กำลังสิ้นลมมาถึงขั้นล้มละลายแล้ว พวกชนชั้นปกครองมีแผนกอบกู้ให้พ้นจากการล้มละลายครั้งประวัติศาสตร์นี้ นั่นคือทำให้มวลชนผู้ใช้แรงงานตกอยู่ในความทุกข์ยากยิ่งขึ้นต่อไป! ขจัดการปฏิรูปทั้งหมดแม้แต่เรื่องที่เล็กที่สุด นั่นคือการขจัดระบอบประชาธิปไตย”
“ท็อปบูทส์ของพวกฟาสซิสต์จึงกลายเป็นทางเลือกสุดท้ายแก่ระบบทุนนิยมในสภาพจนตรอกทั่วโลก”
ทร็อตสกี้เรียกร้องต่อไปว่า “กลุ่มพันธมิตรพรรคกรรมาชีพและสหภาพแรงงานต้องประสานการจัดตั้ง รวบรวมกองกำลังของผู้ใช้แรงงานทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น
“ในการต่อสู้กับลัทธิฟาสซิสต์ พวกปฏิกิริยา และสงครามนั้น กรรมาชีพยอมรับความช่วยเหลือจากกลุ่มนายทุนน้อย (กลุ่มคนรักสันติ สันนิบาตสิทธิมนุษยชน แนวร่วมสามัญ ฯลฯ) แต่พันธมิตรเช่นนี้มีความสำคัญเป็นอันดับรองเท่านั้น
“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภารกิจคือปกปักษ์รักษาความสามัคคีของชนชั้นกรรมาชีพเองในโรงงานและชุมชนรอบศูนย์กลางอุตสาหกรรม”
แต่พรรคคอมมิวนิสต์กลับหันไปทางอื่นโดยสิ้นเชิง ตามที่ตาลินได้ยืนกรานให้เปลี่ยนแนวไปคนละทาง จากการตอบสนองอันล่าช้าต่อพวกนาซีที่ยึดอำนาจในเยอรมนี คือสตาลินเรียกร้องให้พรรคคอมมิวนิสต์ตกลงทำงานแนวร่วม ไม่ใช่แค่กับประเภทกลุ่มพรรคแรงงานเท่านั้น แต่รวมถึงพวกเสรีนิยมและนายทุนด้วย อันเป็นแนวทางต่อกรกับลัทธิฟาสซิสต์
พรรคคอมมิวนิสต์ยอมรับหลักการปกป้องรัฐฝรั่งเศสไปแล้วในตอนนี้ ทั้งยังทอดทิ้งการปลุกระดมต่อต้านอาณานิคม และยุติการต่อสู้เพื่อสิทธิการทำแท้ง ซึ่งพวกเขาได้หยิบยก “การปกป้องสถาบันครอบครัว” ขึ้นมา อ้างว่าจำเป็นต้องใช้กำลังมนุษย์ในการปกป้องบ้านเกิด
ธงสามสีประจำชาติฝรั่งเศสก็ได้ถูกจัดแสดงเคียงข้างธงแดง และพรรคคอมมิวนิสต์ยังทำข้อตกลงร่วมกับพรรคราดิคัล ซึ่งเป็นองค์กรกระแสหลักและไม่ใช่องค์กรสังคมนิยมทั้งเนื้อในและภายนอก ชื่อของพรรคนี้เป็นคำโกหก และความก้าวหน้าที่พรรคอ้าง ก็เป็นเพียงเรื่องหลอกลวงเท่านั้น
แม้ว่าพันธมิตรแนวร่วมประชาชนนั้นมีจุดยืนสายกลางเต็มขั้น แต่กรรมาชีพก็แห่กันไปสนับสนุนในการเลือกตั้ง ผลออกมาคือ พรรคสังคมนิยมได้ที่นั่งเพิ่มมา 20 ที่นั่ง พรรคคอมมิวนิสต์ได้อีก 60 ที่นั่ง และพรรคราดิคัลเสียไป 46 ที่นั่ง
ในเดือนพฤษภาคม 1936 ขณะที่บลูมรอเวลาหนึ่งเดือนก่อนตั้งรัฐบาล ตามวิธีดำเนินการปกติที่ได้กำหนดไว้ กรรมาชีพไม่รีรอและออกมาเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยตัวพวกเขาเอง การนัดหยุดงานจึงเกิดขึ้นในเมืองเลออาฟวร์และตูลูส ส่วนนักเคลื่อนไหวแรงงานไม่เพียงแค่ตั้งแนวประท้วงเท่านั้น แต่ยังยึดโรงงานอีกด้วย
ในปารีส คนงานในอุตสาหกรรมโลหะ ภาคยานยนต์และการบิน ได้เดินออกจากที่ทำงาน คนงานเรโนลต์ที่กำลังประท้วงคนหนึ่งกล่าวว่า “กลยุทธ์ของเราคือการเข้ายึดสถานที่ทำงานและรักษาแนวไว้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม เสมือนเมืองที่ถูกปิดล้อม”
“หากอยู่นอกโรงงาน เราคงเป็นได้แค่คนว่างงาน ไม่สามารถรักษาเอกภาพของเราในการต้านสหภาพของพวกบริษัทและฟาสซิสต์ได้”
คนงานอีกคนพูดถึงอารมณ์ภายในที่ทำงานของเธอ เธอเขียนว่ามันคือ “ความสุขอันบริสุทธิ์ ความสุขไร้การเจือปน เป็นความสุขใจที่ได้เข้าไปในโรงงานโดยได้รับการรับรองด้วยรอยยิ้มจากคนงานที่เฝ้าทางเข้า
“สุขใจไปกับการเดินผ่านห้องเครื่องเหล่านี้อย่างอิสระ ที่ซึ่งทุกคนเคยรู้สึกโดดเดี่ยวตรงเครื่องจักรที่พวกเขาทำงาน ความสุขในการรวมกลุ่ม พูดคุย กินข้าวด้วยกัน ความสุขกับการได้ยินเสียงเพลง การขับร้อง และเสียงหัวเราะ แทนที่จะเป็นเสียงอึกทึกของเครื่องจักรที่ไร้หัวใจ”
ในช่วงเดือนมิถุนายน 1936 มีคนนัดหยุดงานระหว่างสองถึงสามล้านคน และยึดโรงงานของตน นักประวัติศาสตร์นามว่า จูเลียน แจ็กสัน บรรยายว่า “การนัดหยุดงานเกิดขึ้นในทุกอุตสาหกรรมโดยไม่ว่างเว้นเลย” มีตั้งแต่ “โรงงานขนาดใหญ่ประจำเมืองบูโลญบียงกูร์ของ เรโนลต์ ที่มีพนักงาน 32,000 คน ในห้องเครื่องเล็กๆ ในเหมืองและท่าเรือที่มีการจัดตั้งสหภาพค่อนข้างสูง ไปจนถึงพนักงานในห้างสรรพสินค้าที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน”
ส่วนพวกนายจ้างได้ยอมตกลงตามข้อต่อรอง แต่แนวร่วมประชาชนกลับมุ่งมั่นที่จะรักษาความสงบเสียมากกว่า บลูมได้จัดโต๊ะเจรจาระหว่างพวกนายจ้างและสหภาพแรงงานต่าง ๆ ซึ่งเขาเขียนในภายหลังว่า “เราต้องจัดการปัญหาด้วยความสุจริตและภักดี มันคือหน้าที่ของเราในฐานะผู้ถืออำนาจ ในเมื่อสังคมถูกส่งมอบไว้ในมือเรา”
พวกนายจ้างตกลงทำตามข้อเรียกร้องจำนวนมาก ทั้งเรื่องค่าจ้าง วันลา และสิทธิแรงงาน เพื่อที่จะรักษาระบบของพวกเขาต่อไป แต่แทนที่จะใช้โอกาสนี้ในการขยายการจัดตั้ง และยกระดับการต่อสู้ไปสู่การตั้งสภาคนงาน สหภาพแรงงานและพวกนักการเมืองกลับยกเลิกการประท้วง
แจ็คสัน เขียนไว้ว่า “บลูมมองว่าช่วงเวลานี้ พวกนายจ้างมองตัวเขาเหมือนกับ ‘ผู้กอบกู้วิกฤติ’ ที่สามารถยุติการนัดหยุดงานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส แต่คนที่ช่วยให้พวกกระฎุมพีรอดแท้จริง คือ มอริส ตอแรซ ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์”
ในการประชุมสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ภูมิภาคปารีส วันที่ 11 มิถุนายน ตอแรซได้ประกาศว่า “แล้วจะทำอะไรต่อน่ะหรือ?….เราต้องรู้วิธียุติการนัดหยุดงานเมื่อได้ข้อเรียกร้องอย่างพึงพอใจแล้ว
“เรายังต้องรู้อีกว่าจะตกลงประนีประนอมอย่างไร เวลาที่ข้อเรียกร้องยังไม่ได้บรรลุทั้งหมด แต่ได้ประสบความสำเร็จไปแล้วในจุดสำคัญ ๆ” เขากล่าวต่ออีกว่า “ตอนนี้ ไม่ใช่ทุกสิ่งจะเป็นไปได้”
สุดท้าย รัฐบาลแนวร่วมประชาชนต้องล่มลงในเดือนเมษายน 1938 และอำนาจก็พลิกไปอยู่ฝ่ายขวา
และเมื่อการนัดหยุดงานเริ่มซาลง พวกนายทุนจึงรุกกลับ โดยใช้อำนาจทางการเงินและการควบคุมการลงทุนทั้งหมดเพื่อโจมตีกรรมาชีพและรัฐบาล
ในเดือนตุลาคม 1936 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไล่คนงานที่ยึด Gourmet Chocolaterie ในปารีสออกไป และในเดือนกุมภาพันธ์ 1937 บลูมได้ประกาศว่า “ถึงเวลาหยุดชั่วคราว” ในการปฏิรูปทางการเมือง เดือนมีนาคม 1937 ตำรวจของรัฐบาลแนวร่วมประชาชน ได้เข้าปราบปรามการชุมนุมต่อต้านฟาสซิสต์ในเมืองกลิชี ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 5 คน และผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายร้อยคน รวมถึงนักเคลื่อนไหวสังคมนิยมด้วย
การประนีประนอมและคำมั่นสัญญาทั้งหมดที่บลูมเคยมอบให้นายจ้างและบริษัทยักษ์ใหญ่กลับสูญเปล่าลง และเมื่อต้องเผชิญกับการถอนการลงทุนขนานใหญ่ บลูมจึงลาออกในเดือนมิถุนายน 1937 และส่งต่อการดำรงตำแหน่งแก่ กามีย์ ชอเต็มส์ จากพรรคราดิคัล
ส่วนฝ่ายขวาก็เริ่มมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ ในเดือนพฤศจิกายน 1938 ปอล แรโน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศว่า “เราอาศัยอยู่ในระบบทุนนิยม และด้วยสิ่งที่มันเป็นอยู่ ถ้ามันจะทำงานต่อไปได้ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎของมัน ซึ่งกฎเหล่านี้คือกฎแห่งผลกำไร คุณคิดว่าในยุโรปปัจจุบันนี้ ประเทศฝรั่งเศสสามารถรักษาวิถีชีวิตของเธอไว้ได้ และในเวลาเดียวกันก็ใช้เงิน 25 พันล้านฟรังก์ซื้ออาวุธ และพักผ่อนสองวันในเจ็ดวันได้หรือ?”
รัฐบาลยังทำลายดอกผลจากการนัดหยุดงาน และนำมาตรการเก่ามาใช้ ตัวอย่างเช่น มีการเอากฎหมายทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์กลับมา และนำบทลงโทษกรณีปฏิเสธการทำงานล่วงเวลาในการผลิตอุปกรณ์ทหารกลับมาใช้
เมื่อเกิดการนัดหยุดงาน รัฐบาลก็โจมตีพวกเขาด้วยตำรวจและกองกำลังกึ่งทหาร ผู้นำสหภาพแรงงานเรียกร้องให้มีการประท้วง แต่ก็สายเกินไป เนื่องจากตอนนี้คนงานหมดความมั่นใจไปแล้ว
ส่วนคนงานเรโนลต์ต้องเจ็บปวดกับการเหยียดหยามอย่างถึงที่สุด “ในตอนท้ายของการนัดหยุดงาน ได้เกิดลางร้าย พลิกผันบรรยากาศการเฉลิมฉลองซึ่งเป็นวันครบรอบการยึดโรงงานในเดือนมิถุนายน 1936 คนงานที่พ่ายแพ้ถูกตำรวจบังคับให้เดินออกจากโรงงาน ให้ทำท่าเคารพฟาสซิสต์ จนถึงการร้องว่า ‘ตำรวจจงเจริญ’ ในขณะที่ตำรวจคนหนึ่งเคาะตีแท่งเหล็ก”
ต่อมาเกิดการปราบปรามขบวนการแรงงานและฝ่ายซ้ายรุนแรง ซึ่งเป็นการเปิดทางให้นาซีรุกรานในปี 1939 และการสถาปนารัฐบาลสนับสนุนฟาสซิสต์ของ จอมพลเปแต็ง ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของฝรั่งเศสหลังชัยชนะของนาซี
นักปฏิวัตินามว่า เดวิด เกริน เขียนไว้ว่า “ในบรรดาข้อผิดพลาดทั้งหมด สิ่งที่อันตรายที่สุดคือการทำให้คนงานเชื่อไม่ทางใดก็ทางหนึ่งว่า รัฐบาลแนวร่วมประชาชนที่มีผู้นำเป็นนักสังคมนิยมและมีความกระตือรือร้นในการมีส่วนร่วมอย่างถึงรากถึงโคน คือรัฐบาลของพวกเขา” “เนื่องจากผู้นำอันทรงเกียรติได้เอาตัวพวกเขาเองดำรงตำแหน่งในสำนักงานรัฐมนตรีหลายแห่ง มันจึงเกิดภาพลวงตาว่ารัฐนี้ไม่ใช่รัฐของชนชั้นอีกต่อไป แต่เป็นเพียงรัฐสวัสดิการ เราบอกฝูงชนว่า ‘รอก่อน จงอดทนไว้ อย่าได้รบกวนด้วยปฏิกิริยาที่ไม่เหมาะสมแก่สหายผู้ยิ่งใหญ่ที่จะเสกประสาทพรให้ท่าน’”
แนวร่วมประชาชนและการนัดหยุดงานในปี 1936 ยังคงตอกย้ำถึงความจำเป็นของความสามัคคีของกรรมาชีพ แต่รวมถึงความเป็นอิสระของชนชั้นและการสร้างองค์กรปฏิวัติด้วย

