โดย คมกริต
เมื่อวันที่ 13 ก.ค. โดนัลด์ ทรัมป์ ถูกลอบยิงแต่รอดชีวิตมาได้ ในขณะที่หน่วยรักษาความปลอดภัยได้สังหารมือปืนนามว่า โธมัส ครุกส์ มีผู้เสียชีวิต 1 รายและได้รับบาดเจ็บอีก 2 รายภายในการชุมนุมที่เพนซิลเวเนีย ซึ่งเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ระบบการเมืองของสหรัฐฯ ตกอยู่ในภาวะเสื่อมโทรมขั้นรุนแรง
มันได้ปลุกกรแสให้ทรัมป์และพวกฝ่ายขวาเหยียดเชื้อชาติ ทั้งในสหรัฐฯ และต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีการใช้เหตุการณ์นี้ปิดปากการวิจารณ์ฝ่ายขวาจัด เช่น ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรของพรรครีพับลิกันเรียกร้องให้ลด “อุณหภูมิลง” ในพื้นที่ถกเถียงทางการเมือง และตำหนิพวกที่ “ใส่ความ” และ “ข่มเหง” ทรัมป์ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่การลอบยิง โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ ก็โพสต์เนื้อหาคล้าย ๆ กันลงโซเชียลมีเดีย X โทษพรรคเดโมแครตว่ามีส่วนทำให้ทรัมป์ดูเหมือนฮิตเลอร์ หรือแม้แต่ ไนเจล ฟาราจ ผู้นำพรรค Reform UK ซึ่งเป็นพรรคขวาจัดในสหราชอาณาจักรฯ ยังออกตัวสนับสนุนทรัมป์
เหตุการณ์นี้ยังสร้างความสั่นคลอนแก่สังคมสหรัฐในวงกว้าง ซึ่งกำลังเน่าเฟะจากภายในด้วยวิกฤตเศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม และจักรวรรดินิยม
ความพยายามรักษาบทบาทอำนาจนำของสหรัฐฯ ในเวทีโลกกำลังเป็นภาระที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ จากการผงาดขึ้นมาของอิทธิพลจักรวรรดินิยมจีน การขยายตัวของสงครามในตะวันออกกลาง และการทำสงครามตัวแทนกับจักรวรรดินิยมรัสเซียในยูเครนที่ยังไร้ทางออก
ส่วนนโยบายสายกลางของไบเดนที่ผ่านมาก็ไม่สามารถแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจแต่อย่างใด แต่กลับทำให้มันทรุดหนักลงไปอีก เพราะเป็นนโยบายอุ้มธุรกิจใหญ่และโยนเศษเนื้อให้คนธรรมดา ดังเห็นได้จากชาวอเมริกันร้อยละ 32 ประสบความยากลำบากในการจ่ายค่าใช้จ่ายในครัวเรือนในปี 2021 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 39 ในปี 2024 และในช่วงการระบาดของโควิด19 ตั้งแต่ 2021 รัฐบาลไบเดนได้ผ่านมาตรการเงินเยียวยาคนละ 5,000 บาท การขยายประกันว่างงาน เงินช่วยเหลือเด็กยากจน และการช่วยเหลือค่าเช่า แต่ถูกยกเลิกไปเมื่อการระบาดลดลง ซึ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ
ส่วนนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจ อย่างมาตรการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและขนส่งในปี 2021 ซึ่งใช้งบประมาณทั้งสิ้น 45 ล้านล้านบาท ต่อมาในปี 2022 ได้ผ่านมาตรการลดเงินเฟ้อเพื่อกระตุ้นการลงทุน รวมถึงการลงทุนด้านเศรษฐกิจสีเขียว และทุ่มงบประมาณทั้งสิ้น 14 ล้านล้านบาทเพื่อแก้ไขวิกฤตโลกรวน งบประมาณเหล่านี้และมาตรการลดภาษีถูกใช้เพื่อจูงใจและอุดหนุนบริษัทต่าง ๆ ให้ลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียวและพลังงานสะอาด โดยสรุปแล้วมันคือการยื่น “เงินให้เปล่า” แก่ชนชั้นนายทุน
อีกประการหนึ่ง การส่งเสริมธุรกิจในสหรัฐฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อแข่งอิทธิพลกับจีนด้วย แม้จะเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เรื้อรัง ส่วนทรัมป์ก็สร้างสิ่งที่ “แตกต่างออกไป” ในการเมืองกระแสหลัก คือเขากำลังนำความขมขื่นเหล่านี้ไปลงกับผู้อพยพ และโหยหาถึง “ความฝันของชาวอเมริกัน” ที่ตายไปแล้ว (หนังสือพิมพ์กรรมาชีพสังคมนิยมอังกฤษ. กรกฎาคม 2567)
นอกจากมาตรการแก้ปัญหาภายใต้กรอบของชนชั้นนายทุนที่สร้างช่องโหว่ให้ทรัมป์และฝ่ายขวาเข้ามาเติมเต็ม กลุ่มฝ่ายซ้ายในพรรคเดโมแครตก็มีส่วนในการรักษาช่องโหว่นี้ด้วย
หุ่นประดับพรรคเดโมแครต อย่าง เบอร์นีย์ แซนเดอร์, อเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ-คอร์เตซ และ อิลฮาน โอมาร์ ที่คอยปรามขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมให้รอพรรคเดโมแครตทำการเปลี่ยนแปลง “ไปตามปกติ” และสนับสนุนไบเดนให้ต่อต้านทรัมป์ พร้อมยังอ้างถึงความจำเป็นในการร่วมมือกับกลุ่มการเมืองสายกลางโดยอ้างอิงถึงพรรคแนวร่วมประชาชนใหม่ในฝรั่งเศส (นิวยอร์คไทมส์. กรกฎาคม 2567)
แต่เชื้อเพลิงการต่อสู้จากประชาชนปะทุขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น ขบวนการ Black Lives Matter ขบวนการสิทธิทำแท้งที่เคยเขย่าสังคมอเมริกาตอนที่ทรัมป์เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ขบวนการปาเลสไตน์ล่าสุด ควบคู่กับการรื้อฟื้นของขบวนการแรงงานในปี 2023 ซึ่งมีการนัดหยุดงานบ่อยที่สุดในรอบ 23 ปี มันบ่งบอกถึงโอกาสสร้างพื้นที่ทางการเมืองโดยไม่ขึ้นกับพรรคเดโมแครต และเสนอทางเลือกที่สามารถเปิดเผยให้เห็นว่าพวกเศรษฐีคือต้นเหตุของความยากแค้นประจำวัน ไม่ปล่อยให้ทรัมป์สร้างความสับสนอยู่ฝ่ายเดียว

