โดย เท็น เตรียมกรรมาชีพ
ปีนี้ครบรอบ 18 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) นำโดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เหตุการณ์นี้สร้างวิกฤติการเมืองไทย และทำให้เราเสียโอกาสที่จะสร้างรัฐสวัสดิการและพัฒนาสังคมให้ก้าวหน้า
โดยแนวร่วมเผด็จการอนุรักษ์นิยมที่สนับสนุนการทำรัฐประหาร 19 กันยา ประกอบไปด้วย ทหาร ข้าราชการชั้นสูง องค์มนตรี นักการเมืองฝ่ายค้าน (เช่นจากพรรคประชาธิปัตย์) พวกเจ้าพ่อทางการเมือง และพวกนายทุนใหญ่อย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล และนายธนาคารต่างๆ และสถาบันกษัตริย์ก็ยังเห็นชอบด้วย แนวร่วมพลังฝ่ายขวาไม่พอใจที่รัฐบาลไทยรักไทยมีนโยบายประชานิยมที่มีประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค, กองทุนหมู่บ้าน และนโยบายพักหนี้เกษตรกร ที่ทำให้พรรคไทยรักไทยสามารถครองใจประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นคนจนได้เพราะมองว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมพัฒนาเศรษฐกิจ ไม่ใช่ภาระของประเทศ
แนวร่วมเผด็จการอนุรักษ์นิยมเคยชินมานานกับการมีอำนาจผ่านเครือข่าย “ผู้มีอิทธิพลนอกรัฐธรรมนูญ” หรือผ่านระบบเลือกตั้งที่ใช้เงินซื้อเสียงอย่างเดียว วัฒนธรรมดั้งเดิมของพวกนี้คือ “วัฒนธรรมคอกหมู” ที่มีการร่วมกันและผลัดกันกินผลประโยชน์ที่มาจากการทำงานของประชาชน โดยเฉพาะกองทัพ ดังนั้น เขาจึงไม่พอใจเมื่องบประมาณรัฐถูกใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชน แทนที่จะทุ่มเทงบให้ทหารและชนชั้นปกครอง
หากดูการพัฒนาเศรษฐกิจ จะเห็นว่า อดีตพรรคไทยรักไทยพยายามจะแก้ไขปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยใช้งบประมาณรัฐในการสร้างงานในชนบท และลดความเหลื่อมล้ำ มีกองทุนหมู่บ้าน การพักชำระหนี้ให้เกษตรกร และนโยบายสามสิบบาทรักษาทุกโรค ส่วนรัฐบาลเพื่อไทยที่ต่อมาถูกทำรัฐประหารปี 2557 ก็มีโครงการประกันราคาข้าว มีการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ มีการลงทุนพัฒนาฝีมือดิจิทัลแก่คนรุ่นใหม่ในโรงเรียน และพัฒนาโครงสร้างระบบคมนาคมให้ทันสมัย แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจัง เพราะพรรคปฏิเสธที่จะสร้างรัฐสวัสดิการ และเก็บภาษีก้าวหน้าต่างๆ จากคนรวย เนื่องด้วยยังใช้นโยบายเสรีนิยมใหม่ ดังนโยบายแปรรูปกิจการสาธารณะให้เป็นของเอกชน
กระนั้นเมื่อเทียบกับรัฐบาลทหารหรือรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่มีทหารหนุนหลัง เราจะเห็นว่า เผด็จการไม่สนใจการพัฒนาสภาพคนจนอย่างที่รัฐบาลทักษิณสนใจ และเราจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ ของทหาร เชิดชูกลไกตลาดเสรีสุดขั้ว มีการห้ามปรามไม่ให้รัฐใช้นโบายประชานิยมช่วยคนจนเพราะมองว่า “ขาดวินัยทางการคลัง” ยิ่งกว่านั้นมีการส่งเสริม “ลัทธิเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งเป็นข้อเสนอของกษัตริย์ผู้ที่รวยที่สุดในประเทศ
นอกจากนี้ พวกฝ่ายขวามองว่า รัฐควรมีบทบาทน้อยในการช่วยคนจน ไม่ควรสร้างภาระให้เอกชนจากการเก็บภาษี และมองว่านักธุรกิจและคนรวยเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเขาควรมีแรงจูงใจในการประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นแค่ข้ออ้างที่ให้ความชอบธรรมกับความโลภของคนรวย เพราะผู้ที่สร้างมูลค่าจริงในโลกนี้คือกรรมาชีพคนทำงานธรรมดา อีกทั้งยังหนุนการเติบโตของกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดให้ร่ำรวยบนหลังของประชาชน ดังนั้น สาเหตุที่รัฐประหารทั้งสองรอบที่เกิดขึ้น ล้วนแต่เป็น “รัฐประหารเพื่อคนรวย” เพื่อตอกย้ำความเหลื่อมล้ำในสังคมต่อไป
ดังนั้น หากเราจะเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยที่อยู่ภายใต้พลังฝ่ายขวาและเสรีนิยมใหม่มายาวนาน จำต้องคำนึงถึงการแก้ไขโครงสร้างเศรษฐกิจ นอกเหนือจากโครงสร้างทางการเมือง ให้ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะต้องเป็นฉบับที่ก้าวหน้าและมีประชาชนทุกกลุ่มทุกภาคส่วนเข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้นด้วย เพื่อให้เกิดสิ่งนี้ เราจึงควรสร้างกลุ่มพลังฝ่ายก้าวหน้าให้แข็งแกร่ง เช่น ขบวนการแรงงาน กลุ่มพลังฝ่ายซ้าย เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในโอกาสที่จะถึงนี้
——————————————————-
อ้างอิง
ใจ อึ๊งภากรณ์. มาร์กซิสต์วิเคราะห์ปัญหาสังคมไทย. 2562

