96 ปีชาตกาล จิตร ภูมิศักดิ์

โดย ลมดาวเหนือ

​”จิตร ภูมิศักดิ์“ ชื่อนี้เรามักจะได้ยินได้ฟังจากกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองรวมไปถึงกิจกรรมฝ่ายก้าวหน้าต่างๆ วันนี้ผู้เขียนจะมาตอบข้อสงสัยว่าเขาเป็นใคร แล้วเหตุใด จิตร ภูมิศักดิ์ กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ภาคประชาชน?

        จิตร ภูมิศักดิ์ ภูมืลำเนาเดิมเป็นคนจังหวัดปราจีนบุรี อำเภอประจันตคาม มีพ่อเเม่เเละพี่สาวหนึ่งคน จิตร ในสมัยมัธยมได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนมัธยมเบญจมบพิตร และสอบติดโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ต่อมาในช่วงวัยนักศึกษาได้เข้าศึกษาต่อที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงนี้เองได้เกิดเหตุการณ์ที่นักเคลื่อนไหวยังคงพูดถึงจนปัจจุบันคือ “กรณีโยนบก” เหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นในสมัยที่เขาเป็นสาราณียากรให้กับหนังสือประจำปีของมหาวิทยาลัย เมื่อเขาได้เป็นสาราณียากร เป็นธรรมดาของคนหัวก้าวหน้าที่พยายามดัดแปลงเนื้อหาโดยลงบทความการสะท้อนปัญหาสังคม และประณามผู้ขูดรีดแทรกลงในหนังสือ

​แต่ในเวลาต่อหนังสือของเขาได้ถูกพวกตำรวจอายัต และถูกกลุ่มนิสิตฝ่ายขวาที่นำโดย “สีหเดช บุนนาค” จับโยนลงเวทีจึงทำให้จิตรได้รับบาดเจ็บจนต้องพักรักษาอยู่ในโรงพยาบาลหลายวัน หลังจากนั้นมหาวิทยาลัยได้มีมติให้พักการเรียนจิตรเป็นเวลา 1 ปี นี่คือที่มาของกรณีโยนบก ระหว่างพักการเรียนได้เป็นครูสอนภาษาไทยที่โรงเรียนอินทร์ศึกษา แต่ถูกไล่ออกเพราะหัวก้าวหน้าเกินไป 

​ในระหว่างนี้เอง จิตรได้สร้างผลงานชิ้นโบว์แดงขึ้นมาคือหนังสือ “โฉมหน้าศักดินาไทย” พอครบ1ปีได้กลับเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นในปี 2501 ได้ถูกจับกุมในข้อหาการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ทำให้เขาใช้ชีวิต 6 ปีอย่างไร้อิสรภาพ

​เขาได้สร้างสรรค์ผลงานมากมายในเรือนจำ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือในหมวดการเมือง, ปรัชญา, นิรุกติศาสตร์, ภาษาศาสตร์ หรือผลงานเพลงที่สะท้อนการต่อสู้ของประชาชนทั้งสิ้น ในที่สุด เขาก็ถูกยกฟ้องและปล่อยตัวออกมา แต่เขาก็ยังถูกติดตามคุกคามจากทางการ จึงบีบให้จิตรเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในปี 2508 ต่อมาเขาได้ถูกอดีตกำนันตำบลคำบ่อเเละอาสาสมัครรวมทั้งทหารฝ่ายอำนาจรัฐล้อมยิงที่บ้านหนองกุง ต.คำบ่อ อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2509

         เราคงสังเกตได้ว่าจิตร เป็นปัญญาชนคนสำคัญของสังคม ในแง่การเมือง ปรัชญา ภาษาศาสตร์เเละนิรุกติศาสตร์ แต่ถึงอย่างไรแล้ว งานเขียนของจิตรเองก็มีข้อวิจารณ์ เช่น งานเขียนโฉมหน้าศักดินาไทยที่ใช้วิธีวิเคราะห์ระบบศักดินาแบบยุโรป (ระบบฟิลดัล) ครอบงำสังคมไทยโดยไม่ได้มองเห็นถึงความแตกต่างของวิถีการผลิตในแต่ละภูมิภาค ณ ขณะนั้น โดยจิตรมองว่าศักดินาไทยมีระบบที่ดินที่ตายตัวแบบในยุโรป ซึ่งความจริงแล้วพื้นที่ในยุโรปกับไทยต่างกัน โดยในยุโรปเป็นสภาพภูมิภาคที่มีพื้นที่น้อยเมื่อเทียบกับจํานวนคน ทําให้การแบ่งที่ดินกันของเจ้าเมืองมีอย่างชัดเจน แต่ในไทย ขนาดของภูมิภาคเมื่อเทียบกับจํานวนคนแล้วมีขนาดเยอะกว่า ทําให้ไม่มีการขีดเส้นแบ่งที่ดินไว้อย่างชัดเจน การทําสงครามแต่ละครั้งของภูมิภาคแถวนี้ในยุคศักดินามักจะเน้นการปล้นทรัพยากรและปล้นคนมาเป็นแรงงานทาสซะส่วนใหญ่โดยมักจะไม่ยึดที่ดิน เพราะที่ดินแถบนี้มีเยอะมาก และแนวคิดศิลปะเพื่อประชาชนในงานเขียนของจิตรก็มีพื้นฐานมาจากแนวคิดสัจนิยมสังคมนิยมของรัฐบาลโซเวียตยุคสตาลินและรัฐบาลจีนยุคเหมาเจ๋อตุง ซึ่งมองว่าศิลปะที่ดีคือศิลประที่มีเนื้อหารับใช้ประชาชนเท่านั้น แต่โดยรูปธรรมแล้วมันนําไปสู่การผูกขาดความหมายของศิลปะโดยรัฐเผด็จการที่อ้างตัวว่าเป็นรัฐบาลของชนชั้นกรรมกรชาวนา

​เเต่เมื่อความคิดสวนทางกับแนวคิดในกรอบของสังคมที่ล้าหลัง ชนชั้นปกครองก็พร้อมที่จะกำจัดโดยทันที ในช่วงชีวิตของจิตร นอกจากกลไกปราบปรามรัฐที่คอยติดตามริดลอนสิทธิเสรีภาพและฆ่าเขาตายในวันสุดท้ายของชีวิต ยังมีกลไกทางความคิดคือพวกที่ถูกล้างสมองเช่น รุ่นพี่ที่จับจิตรโยนบกหรือมหาวิทยาลัยที่พักการเรียนจิตร ทั้งหมดนี้คือหลักฐานที่ประจานความโหดร้ายของรัฐต่อประชาชนคนธรรมดา การตายของจิตรจะยังไม่เสียเปล่าถ้าประชาชนยังคงยืนหยัดต่อสู้คัดค้านอำนาจมืดของเผด็จการ

    ทั้งหมดนี้ ผู้อ่านคงจะกระจ่างแล้วว่า ทำไมการเคลื่อนไหว การประท้วง จึงใช้จิตรเป็นสัญลักษณ์ เพราะเขาเป็นคนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอุทิศตนจนวันสุดท้ายของชีวิตนั่นเอง

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ