หลังขับไล่นายกรัฐมนตรี ขบวนการนักศึกษาบังคลาเทศจะไปต่ออย่างไร

โดย คมกริต

​การลุกฮือของขบวนการนักศึกษาสามารถขับไล่ ชีค ฮาซินา นายกรัฐมนตรีของบังกลาเทศออกจากตำแหน่งเมื่อ วันที่5 สิงหาคม และหลบหนีผู้ประท้วงไปอินเดียด้วยเฮลิคอปเตอร์ สร้างความปลื้มปิติแก่ประชาชนหลายหมื่นคน ท่ามกลางการขัดขืนมาตรการเคอร์ฟิว

              ผู้ประท้วงวิ่งกรูกันเข้าบ้านของอดีตนายกรัฐมนตรี หยิบคว้าสิ่งของ ในขณะที่บางคนนำเฟอร์นิเจอร์หรูหราออกไปวางตามท้องถนนและถ่ายรูป มีการสวมผ้าส่าหรีของอดีตนายกฯ และยังเอาไก่เลี้ยงพิเศษของเจ้าเผด็จการไปด้วย ทั้งบ้านเรือนของพรรคพวกฮาซีนาก็ไม่รอดเช่นกัน มีภาพวิดีโอแสดงให้เห็นผู้ประท้วงบุกเข้าไปในบ้านของที่ปรึกษาทางการเงินของอดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยได้ช่วยฮาซินาและพวกพ้องปล้นสดมภ์ประเทศและเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง (ยูริ พราสาด. สิงหาคม 2024)  คำถามคือเหตุใดการเมืองบังคลาเทศถึงออกมาเช่นนี้ และแหล่งความคับแค้นของเหล่านักศึกษามาจากไหน?

เชื้อบ่มเพาะการทุจริตและความคับแค้นในบังคลาเทศโดยสังเขป

            หลังจากสงครามปลดปล่อยบังคลาเทศในปี 1971 รัฐบาลได้ออกแบบระบบโควตาในปี 1972 เพื่อเป็นรางวัลแก่ผู้ต่อสู้เพื่ออิสรภาพในสงครามปลดปล่อย แต่ในไม่ช้า โควตาเหล่านี้กลายเป็นวิธีการสร้างสถาบันบ่มเพาะผู้สนับสนุนพรรคอวามีลีก ซึ่งจุดชนวนให้เกิดขบวนการต่อต้าน และยังถูกซ้ำเติมด้วยโควตาที่มีผลบังคับใช้และให้ความสำคัญกับเครือญาติและลูกหลานของนักต่อสู้มากว่า 50 ปี และกีดกันคนอื่น ๆ เรียกง่าย ๆ ว่า เป็นการสร้างพรรคพวกอภิสิทธิ์ชนขึ้นมา

              การกีดกันโควต้านี้ยังก่อให้เกิดกลุ่มแรงงานที่ล่องลอยในตลาดแรงงาน และถูกกดดันให้ต้องแข่งกันแย่งงานในตำแหน่งที่กำหนดคุณสมบัติต่ำกว่าความสามารถของเหล่านักศึกษาจบใหม่ราวฟ้ากับเหว โดยผู้สำเร็จการศึกษามากกว่าหนึ่งในสามในบังกลาเทศยังคงว่างงานหลังจากสำเร็จการศึกษาได้สองปี จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มีคนประมาณ 8,000 คนแห่สมัครงานภาครัฐตามแต่ละตำแหน่ง โดยคาดหวังถึงความมั่นคงและค่าตอบแทนที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับภาคเอกชน

              อารมณ์ดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อรัฐบาลส่งเสริมการทุจริตการเลือกตั้ง กำหนดการเลือกตั้งไว้ล่วงหน้า และโจมติสิทธิในการประท้วงและจัดตั้งสหภาพแรงงานมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งสนับสนุนให้คนรวยมีอำนาจเพิ่มขึ้น ด้วยการให้สัญญากิจการกับรัฐ การซื้อตัวรัฐมนตรี และกองกำลังรักษาความปลอดภัยเพื่อปกป้องพวกเขาจากความคับแต้นของคนที่พวกเขาขูดรีดมา

ในวิกฤติเศรษฐกิจกรรมาชีพจะสู้หรือไม่

              นักปฏิวัตินามว่า ลีออน ทร็อตสกี้ เคยเสนองานเขียน “ในวิกฤติเศรษฐกิจกรรมาชีพจะสู้หรือไม่?” ว่า ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ กรรมาชีพถูกกดค่าแรงจนอาจระแวงมากกว่า แต่ก็สามารถนำไปสนามต่อสู้เรื่องค่าแรง หรือในช่วงเศรษฐกิจฟื้นฟูก็อาจเสริมกำลังใจและความหวังแก่กรรมาชีพ

              การเติบโตทางเศรษฐกิจของ GDP ในบังกลาเทศโดยเฉลี่ยสูงกว่า 6% มาเป็นเวลาหลายปี ทำให้เงินในคลังมีมากมายพอที่จะมอบความหวังและความมั่นใจแก่คนงานผู้สร้างมูลค่า และสร้างงานกับรายได้ที่มั่นคงให้แก่นักศึกษาจบใหม่ แต่กระแสการต่อสู้ไม่ใช่เรื่องอัตโนมัติหรือตายตัว “ถ้ามีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเรามีการเตรียมพร้อมทางการเมืองในหมู่กรรมาชีพมากน้อยแค่ไหน”

ขบวนการบนท้องถนนถึงจุดเสี่ยง

              จากการขับไล่ฮาซีนา ส่งผลให้กองทัพร้อนใจที่จะรักษาสิทธิพิเศษของตนไว้ จึงรีบประชุมร่วมกับพรรคชาตินิยมบังคลาเทศ ซึ่งเคยเป็นพรรคฝ่ายค้าน เพื่อจัดตั้งรัฐบาลรักษาการ โดยเสนอปล่อยตัวหัวหน้าพรรคเป็นข้อแลกเปลี่ยน ในขณะที่กองทัพสัญญากับขบวนการนักศึกษาว่า จะปล่อยนักโทษการเมืองแต่ก็ปล่อยเพียงไม่กี่คน และนั่นอาจหมายความว่ากองทัพจะเรียกร้องตำแหน่งบริหารในรัฐบาลใหม่ หรือทำลายประชาธิปไตยไปเลยก็ได้

              วิธีเดียวที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้คือ ขบวนการนักศึกษาต้องเคลื่อนไหวและขยายข้อเรียกร้องให้รวมไปถึงคนงานในโรงงาน โรงสี และท่าเรือด้วย การเลือกตั้งโดยเสรีเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น คนงานและคนจนในบังกลาเทศซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากร 170 ล้านคนต้องการสังคมใหม่ที่ให้ประโยชน์แก่พวกเขา มากกว่าพวกปล้นสดมภ์จากเบื้องบน

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ