โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
การล้มรัฐบาลเผด็จการของบังกลาเทศในต้นเดือนสิงหาคมปีนี้เป็นชัยชนะอันงดงาม แต่สำหรับนักศึกษามีข้อควรระวังในเรื่องการไว้ใจข้อตกลงกับกองทัพหรือนักการเมืองกระแสหลัก
ชัยชนะของนักศึกษามาจากการประท้วงหลายวัน มวลชนเป็นหมื่นออกมาพร้อมกับฝ่าฝืนเคอร์ฟิวและความรุนแรงจากทหาร ตำรวจ และม็อบอันธพาลของรัฐบาล คาดว่าทหารกับตำรวจใช้กระสุนปืนยิงผู้ประท้วงตายไปหลายร้อย แต่การออกมาต้านรัฐบาลของมวลชนในที่สุดบังคับให้นายกรัฐมนตรี นางชีค ฮาสินา ต้องหนีออกนอกประเทศไปยังอินเดีย คาดว่าฝ่ายกองทัพมองว่าคงไม่สามารถคุมสถานการณ์ได้จึงแจ้งต่อ ชีค ฮาสินา ว่าจะเลิกยิงกระสุนจริงใส่นักศึกษาที่ละเมิดเคอร์ฟิว
หลังจากที่ ชีค ฮาสินา หนีไปอินเดีย มวลชนก็เข้าไปในบ้านหรูของเขาเพื่อยึดข้าวของและทรัพย์สินด้วยความโกรธแค้น ไม่ต่างจากที่มวลชนศรีลังกาเคยกระทำหลังล้มรัฐบาล
การประท้วงเป็นการต้านรัฐบาลฝ่ายขวาของ ชีค ฮาสินา จากพรรค “สันนิบาตอวามี” (Awami League) ประเด็นหลักในการประท้วงครั้งนี้มาจากความไม่พอใจของนักศึกษาต่อสภาพเศรษฐกิจ นักศึกษาที่เรียนจบออกมาแล้วไม่มีงานทำ และสภาพดังกล่าวโดนซ้ำเติมจากการที่รัฐบาลให้โควตาสิทธิพิเศษกับ “ญาติวีรชน” จากสงครามกับปากีสถานตะวันตกในปี 1971 ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งประเทศบังกลาเทศ
ในไม่ช้า ภายใต้การคอร์รัปชั่น ระบบโควตานี้กลายเป็นสิทธิพิเศษที่สงวนตำแหน่งในภาครัฐ 30% ไว้สำหรับคนที่สนับสนุนและมีเส้นสายกับพรรค “สันนิบาตอวามี”เพราะพรรคนี้เคยมีบทบาทนำในการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของบังกลาเทศ
ทั่วเอเชียใต้ (อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ และศรีลังกา) มีปัญหาที่เกิดจากการที่วัยรุ่นและนักศึกษาตกงานเป็นล้าน นักศึกษาที่จบมาและได้คะแนนสูงต้องจำใจทำงานในระดับที่ต่ำกว่าวุฒิของตนเอง 30% ของนักศึกษาบังกลาเทศจบมาจากมหาวิทยาลัยแล้วยังตกงานสองปีหลังจบ เวลามีตำแหน่งว่างในภาครัฐซึ่งเป็นงานที่มีความมั่นคงและคุณภาพมากกว่าภาคเอกชน มักจะมีผู้สมัครเฉลี่ยประมาณ 8,000 คนต่อหนึ่งตำแหน่ง
ความไม่พอใจในสภาพสังคมและการเมืองมาจากการที่คนจำนวนมากถูกละเลยและกีดกัน พร้อมกันนั้นระบบการเลือกตั้งไม่มีประชาธิปไตย ในการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายในปี 2024 ชีค ฮาสินาอ้างว่าชนะและได้เป็นนายกรัฐมนตรีรอบที่ห้า แต่องค์กรต่างประเทศวิจารณ์ว่าเป็นการเลือกตั้งสกปรกและเต็มไปด้วยความรุนแรง องค์กรสิทธิมนุษยชน Human Rights Watch รายงานว่า ภายใต้ ชีค ฮาสินา มีการสังหารวิสามัญและการสูญหายไปของคนที่กล้าวิจารณ์รัฐบาล และมีการใช้ระบบตุลาการเป็นเครื่องมือในการลงโทษนักการเมืองและนักข่าวที่ไม่สนับสนุนรัฐบาล Human Rights Watch กล่าวหารัฐบาลในปี 2023 ว่าจับคนที่สนับสนุนพรรคฝ่ายค้านเข้าคุกเป็นพันๆ นอกจากนี้ สิทธิของแรงงานถูกจำกัดและการประท้วงมักจะถูกปราบปรามด้วยความรุนแรง
ในระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา รัฐบาลสันนิบาตอวามีเอาใจกองทัพอย่างเป็นระบบโดยมอบสัมปทานต่างๆ ให้กองทัพ พร้อมกับเปิดโอกาสให้นายพลแสวงหาความร่ำรวยด้วยการคอร์รัปชั่น นอกจากนี้ นายทหารระดับล่างก็ได้ประโยชน์จากการที่รัฐบาลส่งไปต่างประเทศเพื่อทำหน้าที่ “รักษาความสงบ” ภายใต้องค์การสหประชาชาติ
สัมปทานต่างๆ ที่รัฐแจกให้เพื่อนฝูงไม่ได้ใช้เพื่อเอาใจทหารเท่านั้นแต่มีการใช้เพื่อซื้อเสียงสนับสนุนจากนักการเมืองบางคน นายทุน และคนรวย ทั้งนี้เพื่อหวังว่าพวกนี้จะปกป้องรัฐบาล
โดยเฉลี่ยแล้วในปีที่ผ่านๆ มา ผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) ของบังกลาเทศอยู่ในระดับ 6% แต่รัฐบาลนำเงินทุนและทรัพย์สินนี้ไปกระจายให้พรรคพวกเพื่อนฝูงของตนเอง โดยที่คนจนหรือแม้แต่คนชั้นกลางเกือบจะไม่ได้อะไรเลย และยังต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตข้าวของแพงที่ลามไปทั่วโลก
หลังจากที่ ชีค ฮาสินา หนีออกนอกประเทศ กองทัพกับพรรคฝ่ายค้านคือพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (Bangladesh National Party-BNP) ได้จัดประชุมเรื่องการแต่งตั้งรัฐบาลชั่วคราว โดยที่กองทัพได้ปล่อยตัวผู้นำพรรค BNP นางคาเลดา เซีย ออกจากคุก
ทั้งพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ และพรรคสันนิบาตอวามี เป็นพรรคฝ่ายขวาที่แข่งขันกันมาตลอด ทั้งสองพรรคเต็มไปด้วยนักการเมืองสกปรก และมีประวัติการปราบปรามจำคุกนักเคลื่อนไหว ทั้งสองพรรคแตกต่างกันในลักษณะบุคคลที่คุมพรรคเท่านั้น และไม่ได้เป็นทางเลือกสำหรับประชาชน นักศึกษาและกรรมาชีพแต่อย่างใด
กองทัพเข้ามามีส่วนในการเมืองมานานแล้วและบังกลาเทศเคยปกครองโดยรัฐบาลเผด็จการทหาร ครั้งนี้กองทัพเข้ามาก้าวก่ายในการเมืองเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนายพลที่เคยได้รับจากรัฐบาลชุดก่อนที่เพึ่งถูกโค่นล้ม กองทัพไม่ใช่คำตอบสำหรับคนธรรมดาแต่อย่างใด ยิ่งกว่านั้นทหารมือเบื้อนเลือดจากการฆ่านักศึกษา ไม่ค่อยต่างจากสถานการณ์ในประเทศไทยมากนัก
พวกนายพลสัญญาว่าจะปล่อยนักโทษการเมือง และจะจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศภายในสามเดือน และผู้นำขบวนการนักศึกษาสัญญาว่าจะเลิกชุมนุม ซึ่งกองทัพหวังว่าพอการชุมนุมสลายและนักศึกษากลับไปเรียนหนังสือ แรงกดดันจะอ่อนลงและทหารจะสามารถกลับคำและไม่ทำตามสัญญาได้อย่างสบาย
การเลือกตั้งเสรีเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแต่ไม่เพียงพอในการสร้างสังคมใหม่ ดังนั้นมันมีวิธีเดียวที่ขบวนการนักศึกษาจะรับรองได้ว่าจะมีการปฏิรูปสังคมอย่างแท้จริง คือต้องไม่สลายขบวนการ และต้องขยายข้อเรียกร้องไปรวมข้อเรียกร้องของกรรมาชีพในโรงงานต่างๆ ด้วย เช่นโรงงานสิ่งทอ โรงงานกระสอบ หรืออุตสาหกรรมอื่นๆ รวมถึงคนงานคอปกขาว เพราะถ้าปล่อยให้กองทัพและรัฐสภากลืนข้อเรียกร้องต่างๆ จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เราทราบดีว่าในการเคลื่อนไหวของมวลชนทั่วโลก รัฐสภามักถูกใช้เพื่อสร้างกับดักให้กับนักต่อสู้อย่างที่เราเห็นในไทย
มูฮัมมัด ยูนุส ที่ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ส่งเสริมระบบ microcredit (สินเชื่อจุลภาค) ที่ให้คนจนกู้เงินโดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ นอกจากนี้เขาเป็นผู้ก่อตั้งธนาคาร “กรามิน” หรือที่เรียกกันว่าธนาคารหมู่บ้าน ที่บริการคนจน
หลายคนวิจารณ์การพูดแบบเกินเหตุว่า ระบบสินเชื่อจุลภาคและธนาคารสำหรับคนจนสามารถแก้ปัญหาความยากจนได้ คนจนเองมักแสดงความเห็นว่าสิ่งที่สำคัญสำหรับเขาคือการมีรายได้จากการมีงานทำที่มีเสถียรภาพ ไม่ใช่ความสามารถของเขาที่จะบริหารธุรกิจขนาดเล็ก นอกจากนี้ ปัจจัยอื่นๆ มีความสำคัญมากกว่าในการลดความจน เช่นการพัฒนาระบบสาธารณสุข สวัสดิการ และระบบการศึกษา ผ่านการเก็บภาษีจากอภิสิทธิ์ชน
หลังจากที่รัฐบาลพรรคสันนิบาตอวามีของ ชีค ฮาสินา ถูกล้ม มีพวกอันธพาลฉวยโอกาสทำร้ายคนฮินดูและเผาบ้านของเขา ทั้งนี้เพื่อสร้างความแตกแยก โดยอ้างว่าคนฮินดูมักสนับสนุนสันนิบาตอวามี
นอกจากนี้ญาติของคนที่ถูกบังคับสูญหาย หรือถูกกักกันในคุกลับ ในสมัยรัฐบาล ชีค ฮาสินา ก็ออกมาเรียกร้องรัฐบาลชั่วคราวให้มีการสอบสวนความจริงและปล่อยนักโทษการเมืองที่ยังถูกขังอยู่
การต่อสู้เพื่ออิสรภาพของบังกลาเทศ
เมื่อเจ้าอาณานิคมอังกฤษถูกขับไล่ออกจากอินเดีย ซึ่งตอนนั้นครอบคลุมพื้นที่ที่ปัจจุบันคืออินเดียกับปากีสถาน การแบ่งแยกเพื่อปกครองของชนชั้นปกครองอังกฤษ นำไปสู่การหารือกับ “ผู้นำชุมชนและศาสนา” และมีการตกลงกันว่าจะแบ่งอินเดียเดิมออกเป็นสองประเทศตามการนับถือศาสนา โดยที่คนมุสลิมจะต้องไปอยู่ที่ปากีสถาน และคนฮินดูต้องย้ายมาที่อินเดีย
ในการแบ่งประเทศแบบนี้เกิดการฆ่าฟันกันอย่างดุเดือดระหว่างคนฮินดูกับคนมุสลิมที่ถูกปลุกระดมโดยพวกเหยียดเชื้อชาติศาสนาทั้งสองฝ่าย คาดว่ามีคนถูกฆ่าตาย 2 ล้านคน และประชาชน 15 ล้านคนต้องย้ายถิ่นไปอีกประเทศหนึ่ง แต่มันไม่ใช่ว่าคนฮินดูกับคนมุสลิมอยู่ด้วยกันอย่างสงบไม่ได้ เพราะเคยสามัคคีในการต่อสู้กับอังกฤษหลายครั้งและอยู่ด้วยกันในหมู่บ้านแบบเพื่อนบ้านและมิตรมานาน ความขัดแย้งเกิดจากนักการเมืองที่อยากฉวยโอกาสสร้างประโยชน์ให้ฝ่ายของตนบนพื้นฐานการเกลียดชังศาสนาอื่น
ยิ่งกว่านั้นประเทศ “ปากีสถาน” ที่เกิดใหม่มีสองส่วนคือ ปากีสถานตะวันตกกับปากีสถานตะวันออก ซึ่งสองส่วนนี้ห่างกันหลายพันกิโลเมตร และนอกจากการเป็นมุสลิมร่วมกันแล้วประชาชนในสองส่วนมีวัฒนธรรมและภาษาที่แตกต่างกันมาก ปากีสถานตะวันตกพูดภาษาอูรดู แต่ปากีสถานตะวันออกพูดภาษาเบงกอล และทั้งสองส่วนของปากีสถานมีวัฒนธรรมและภาษาที่เหมือนกับคนที่อาศัยในส่วนของอินเดียที่ติดชายแดน
ในปากีสถาน ชนชั้นปกครองต้องอาศัยอำนาจของกองทัพในการควบคุมประเทศ เพราะไม่มีประวัติของขบวนการชาตินิยมหรือขบวนการฝ่ายซ้ายเหมือนอินเดีย มีแต่การเน้นความเป็นมุสลิมในชุมชนที่แตกต่างและห่างกันมาก ดังนั้นเราจะเห็นว่าปากีสถานมีการปกครองภายใต้เผด็จการทหารในเวลาส่วนใหญ่ ในกรณีบังกลาเทศมีการทำรัฐประหารทั้งหมด 29 ครั้ง
ในไม่ช้าเกิดความขัดแย้งระหว่างชนชั้นปกครองของปากีสถานตะวันตกกับปากีสถานตะวันออก และเกิดสงครามขึ้นในปี 1971 โดยที่อินเดียเข้ามาแทรกแซงด้วย สงครามจบลงด้วยการแยกตัวออกของปากีสถานตะวันออก และการก่อตั้งประเทศใหม่ชื่อบังกลาเทศ
สองปีหลังจากนั้นในการเลือกตั้งครั้งแรกพรรคสันนิบาตอวามีภายใต้ ชีค มูจิบูร์ เราะห์มาน ก็ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่ ชีค มูจิบูร์ เราะห์มานคือบิดาของชีค ฮาสินา
แต่ในปี 1975 ทหารได้ก่อรัฐประหารและฆ่า ชีค มูจิบูร์ เราะห์มาน กับสมาชิกครอบครัวหลายคน เพราะผู้นำรัฐประหารไม่พอใจกับการมีรัฐบาลที่ไม่อิงศาสนาอิสลาม อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นในปีเดียวกันมีการก่อรัฐประหารอีกสองรอบ
นายทหารที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเผด็จการนานที่สุดคือ นายพล Ershad ที่ยึดอำนาจในปี 1982 และปกครองถึงปี 1990 แต่ในที่สุดถูกโค่นล้มจากพลังการประท้วงเพื่อประชาธิปไตยที่นำโดย ชีค ฮาสินา กับ คาเลดา เซีย ซึ่งภายหลังเป็นสองคู่แข่งทางการเมือง
ปัจจุบัน
ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) รายงานว่า ในปี 2020 บังกลาเทศมีคนจน 18.7% ของประชากร ลูกจ้าง 5.8% มีรายได้ต่ำกว่า $2.15 (76บาท) ต่อวัน มีประชาชนที่ต้องอาศัยในสลัม 60 ล้านคน และอัตราการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบสูงถึง 29 คนจากเด็ก 1,000 คน
วิกฤตโลกร้อนจะมีผลกระทบต่อบังกลาเทศไม่น้อย เพราะพื้นที่อยู่อาศัยและทำกินของประชาชนจำนวนมากอยู่ในพื้นที่ต่ำที่ปากแม่น้ำคงคา ซึ่งบ่อยครั้งมีพายุรุนแรงและน้ำท่วม ที่ร้ายแรงสุดในอดีตคือในปี 1970 มีคนล้มตายห้าแสนคน

