โดย สมทรง ตรีแก้ว
การตัดสินให้เศรษฐา ทวีสิน พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและการยุบพรรคก้าวไกลของศาลรัฐธรรมนูญ มันสะท้อนว่าชนชั้นปกครองใช้ศาลเป็นเครื่องมือในการแช่แข็งการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยอีกครั้ง และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็สมยอมกับผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆ ที่ชนชั้นปกครองปูนบำเหน็จให้ในรูปแบบเงินเดือน เบี้ยประชุม ซึ่งได้งอกมาจากเงินบำเหน็จบำนาญที่ได้รับอยู่แล้ว และชนชั้นปกครองไม่ได้จ่ายเงินให้กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พวกเราชนชั้นกรรมาชีพ และคนจนเป็นคนจ่าย สรุปคือ พวกเขารับเงินจากเงินภาษีประชาชนแต่ไม่เคยทำงานให้ประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง และนี่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่พวกชนชั้นปกครองจะใช้มัน
คุก ศาล ทหาร ตำรวจและประมวลกฎหมายต่างๆ มีมาอย่างยาวนานนับแต่สังคมได้แบ่งแยกออกเป็นชนชั้น นักมาร์กซิสต์ได้เสนอมาอย่างยาวนานแล้วว่า คุก ศาล ทหาร ตำรวจ เป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครองในการรักษาความสงบเรียบร้อยของชนชั้นปกครอง และพวกเขามักอ้างว่าเครื่องมือที่ดีที่สุดในการควบคุมคน คือ คุก ศาล ทหาร ตำรวจ และกฎหมายเพื่อเอาไว้ปราบปราบคนไม่ดี หรือพวกอาชญากรรม แต่ในความเป็นจริงแล้ว เครื่องมือเหล่านี้ไม่เคยนำไปใช้กับชนชั้นปกครองอย่างแท้จริง พวกเขานำมาใช้บังคับพวกเราให้เชื่องและหากพวกเราละเมิดสิทธิของชนชั้นปกครองพวกเขาก็พร้อมที่จะใช้เครื่องมือนี้เล่นงานพวกเรา กล่าวโดยสรุป คือ รัฐ, กฎหมาย และศาลไม่ใช่เครื่องมือที่สร้างความยุติธรรมอะไรเลยนอกจากเป็นเครื่องมือชั้นยอดของชนชั้นปกครอง ตัวอย่างที่พบเห็นมีอย่างดาษดื่นไม่ใช่เฉพาะคดีทั้งสองคดีที่กล่าวมาข้างต้น
แน่นอนว่าคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญทั้งสองกรณี สร้างความกังขาและโกรธแค้นให้กับคนส่วนใหญ่ในสังคมที่สนับสนุนพรรคการเมืองของตนเอง แต่บรรดานักการเมืองทั้งหลายทำได้แค่ตั้งพรรคใหม่หรือหาพันธมิตรใหม่เพื่อไปจัดสรรผลประโยชน์งบประมาณในสภามาให้แก่พวกพ้องของตนเอง และรอเวลาเพื่อหวังว่าในการเลือกตั้งสมัยหน้า พวกเขาจะกลับเข้ามาด้วยคะแนนถล่มทลาย ซึ่งการฝากอนาคตไว้ในการเลือกตั้งสมัยหน้าโดยรอคอยเพียงการเลือกตั้งใหม่ทำให้ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์ และเวลาที่เหลือประชาชนส่วนใหญ่ก็ได้แต่นั่งมองจอทีวีดูคนที่เราเลือกตั้งเข้าไปพูดในรัฐสภา และกินเงินเดือนเป็นแสนโดยที่พวกเราไม่ได้ประโยชน์อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน การเช่นนี้นับว่าเป็นการฝากชีวิตในระบบรัฐสภา ถือเป็นการเปลืองเวลายิ่งนัก
ชนชั้นนำไม่อาจล้มการเลือกตั้งได้ตลอดเวลา เนื่องจากการเลือกตั้งกติกาสากลที่แนวคิดประชาธิปไตยได้แผ่ขยายออกไปจนปักหลักได้ว่า การเลือกตั้งคือการสะท้อนว่าเป็นประชาธิปไตย แต่ถึงกระนั้นก็ตาม แม้จะเกลียดการเลือกตั้งสักเพียงใด ชนชั้นนำต้องปล่อยให้ประชาชนไทยมีการเลือกตั้ง แต่ไม่ยอมให้ชนะการเลือกตั้ง ซึ่งพวกเราต้องตั้งคำถามต่อไปว่า เหตุใดชนชั้นนำถึงใช้วิธีการศาลได้สำเร็จครั้งแล้วครั้งเล่านับตั้งแต่การรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นต้นมา และพวกเรากล้าเอาชัยชนะหรือไม่ และจะชนะได้อย่างไร
สำหรับผู้เขียนซึ่งเป็นนักมาร์กซิสต์ขอใช้ทัศนะมาร์กซิสต์วิเคราะห์ว่า ชนชั้นปกครองชนะก็เหตุเพราะพวกเขารู้ว่าชนชั้นกรรมาชีพอ่อนแอเกินกว่าจะต่อต้านชนชั้นปกครองได้ จริงอยู่ แม้ว่าชนชั้นนำใช้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรตุลาการและองค์กรอิสระทั้งหมดทำลายระบบทำลายประชาธิปไตยมาอย่างยาวนานและหลากหลายรูปแบบ แต่ส่วนหนึ่งนอกจากการถูกปราบปรามแล้ว พวกเราต้องพิจารณาโดยยอมรับความจริงกันก่อนว่า พวกเราอ่อนแอและไม่เคยชนะในทางการเมืองอย่างแท้จริง พลังสำคัญในการจะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีอำนาจทางการเมืองและทางเศรษฐกิจคือ พลังชนชั้นกรรมาชีพ เพราะหัวใจของชนชั้นปกครองอยู่ที่การแสวงหากำไร
เหตุใดกรรมาชีพจึงไม่ลุกขึ้นสู้? เรามักจะได้ยินคนบ่นประจำว่า คนไทยไม่สู้ ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด คนไทยเคลื่อนไหวทางการเมืองและสู้กันกับชนชั้นปกครองมาอย่างยาวนาน แม้ว่าจะแพ้หลายครั้งก็พยายามตั้งขบวนสู้เรื่อยมา แต่ลำพังหัวใจของการเป็นนักต่อสู้ไม่เพียงพอที่จะเอาชัยชนะได้ มันต้องมีองค์ประกอบอื่นนั้นคือ “ทฤษฎีทางการเมืองลัทธิมาร์กซ์” ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า การต่อสู้ของประชาชนไทยในรอบ ๑๐ ปีมานี้ขาดเข็มทิศที่เป็นแนวทางที่ถูกต้องเพราะไปฝากความหวังในระบบรัฐสภา และเมื่อระบบรัฐสภาอ่อนแอโดยตัวของมันเองเนื่องจากไปสู้ในกรอบของกฎหมาย ทำให้พวกเราแพ้แล้วแพ้เล่า
กล้าเอาชัยชนะ ต้องลงไปทำงานกับชนชั้นกรรมาชีพให้มากขึ้นเพราะกรรมาชีพจะมีบทบาทมากก็ต่อเมื่อต้องสำแดงพลังออกมา และการจะสำแดงพลังออกมาจะต้องรู้ว่ากรรมาชีพได้เปรียบชนชั้นปกครองอย่างไร และจะเข้มแข็งได้ก็ต้องลงมือทำ เพราะพลังกรรมาชีพไม่ได้สำแดงพลังโดยอัตโนมัติ
“เพื่อให้สังคมนิยมคลอดออกมา จำเป็นต้องมีผู้ทำคลอด” คาร์ล มาร์กซ (ค.ศ.1818 – 1883 )

