นักมาร์คซิสต์ไม่ได้ต่อต้านความทันสมัย

โดย วัฒนะ วรรณ

​การที่นักมาร์คซิสต์บอกว่าต่อต้านทุนนิยม บางคนเข้าใจว่าเราต้องต่อต้านความทันสมัย เราต้องต่อต้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ และพาลคิดไปว่าเราจะต้องต่อต้านผลผลิตที่ถูกผลิตขึ้นภายใต้ระบบทุนนิยมด้วย เช่นเราไม่ควรดื่มโค้ก ใช้โทรศัพท์แอปเปิล ซื้อของในห้างสรรพสินค้า หรือเสพความบันเทิงต่างๆ ในโลกสมัยใหม่ ราวกับว่าพวกเราเป็นนักบวช หรือพวกเพ้อฝันที่อยากหมุนสังคมกลับไปยุคอดีต ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะมันไม่มียุคอดีตยุคใดที่มนุษย์จะพัฒนาการผลิตได้รวดเร็วและมากมายล้นเกินเท่ากับยุคทุนนิยม

               ในความเป็นจริงเราต่อต้าน “ระบบ” ทุนนิยม โดยที่ไม่ได้ต่อต้านผลผลิตที่เกิดจากเทคโนโลยีในระบบทุนนิยมแต่อย่างใด เพราะผลผลิตเหล่านั้น นอกเหนือจากสิ่งเลวร้ายเช่นอาวุธสงคราม หรือสินค้าที่มาจากการซื้อขายคน (เช่นการซื้อขายบริการทางเพศ) มันเป็นผลผลิตที่กรรมาชีพทั่วโลกร่วมกันผลิตขึ้นมาเพื่อบริโภคตั้งแต่อดีต แต่กลับถูกพวกนายทุนขโมยสินค้าเหล่านั้นไปอย่างหน้าด้านๆ ในหลายรูปแบบเพื่อสะสมความมั่งคั่งส่วนตน พวกเขาสร้าง “รัฐ” ขึ้นมาแล้วสร้างกฎหมายกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลเพื่อหลอกลวงทำเสมือนว่าเป็นกฎหมายธรรมชาติ แต่เมื่อใดที่กรรมาชีพรู้ทัน ก็จะถูกกองกำลังพิเศษติดอาวุธเข้าบังคับขืนใจให้ยอมจำนน ผลผลิตส่วนใหญ่ที่ถูกผลิตขึ้นในโลกล้วนเป็นของชนชั้นกรรมมาชีพแต่เริ่มต้น ซึ่งมันช่วยให้มีสภาพการดำเนินชีวิตและความเป็นอยู่ดีขึ้น สะดวกสบายขึ้นบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ตู้เย็น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ อาหาร หรือแม้แต่เครื่องดื่มที่ผลิตในระบบอุตสาหกรรมแบบโค้ก

​แต่เราต่อต้านระบบทุนนิยม เราวิจารณ์ทุนนิยมก็เพราะว่ามันมีปัญหาในการจัดสรรผลผลิตไม่มีประสิทธิภาพ การใช้กลไกตลาดที่เรียกว่า “มือที่มองไม่เห็น” ในการกระจายสินค้าสู่ประชาชนไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีการวางแผน ระบบกลไกตลาดเน้นตอบสนองคนมีเงินเท่านั้น

​ถ้าพิจารณาสภาพสังคมปัจจุบัน จะพบว่า ในระบบทุนนิยมมีเทคโนโลยีที่สามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมาก สามารถใช้เลี้ยงประชากรโลกได้อย่างสบาย โดยที่ชั่วโมงการทำงานสามารถลดลงจากปัจจุบันด้วยซ้ำไป เพื่อให้มีเวลาพักผ่อนเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กรรมาชีพส่วนใหญ่ในโลกเผชิญกับปัญหาความอดอยากมีผลผลิตไม่เพียงพอต่อการบริโภค แต่มีคนจำนวนน้อยนิดถือครองความมั่งคั่งร่ำรวยมหาศาลของสังคมเอาไว้ หรือมีคนจำนวนหนึ่งต้องตกงาน ชีวิตยากลำบากท่ามกลางกรรมาชีพที่ต้องทำงานหนักหลายชั่วโมง ทำไมไม่นำคนที่ตกงานเข้ามาทำงาน เพื่อที่จะเฉลี่ยชั่วโมงการทำงานให้ลดลง ทำไมไม่กระจายเทคโนโลยีทันสมัยให้ทั่วถึงทั้งโลก เพื่อช่วยกันผลิตสินค้าเลี้ยงประชากรโลก เมื่อสินค้าเพิ่มขึ้น ชั่วโมงการทำงานของกรรมาชีพก็ลดลง นักมาร์คซิสต์เรียกกระบวนการผลิตแบบนี้ว่า “วางแผน” แต่ระบบทุนนิยมใช้เพียง “กลไกตลาด” โดยไม่มีการวางแผน

               การปฏิเสธความสะดวกสบายของโลกสมัยใหม่ หรือการลดการบริโภคของคนชั้นล่างในลักษณะปัจเจก ที่แนวการเมืองบางแนวเสนอแบบบสุดขั้ว เช่นแนวศาสนาและแนวชุมชนบางสาย ไม่มีทางนำไปสู่การสร้างโลกใหม่ที่ดีกว่า เพราะเป็นการมองย้อนยุคแบบเพ้อฝัน ขัดแย้งกับความต้องการของคนส่วนใหญ่ และไม่ได้ก่อให้เกิดพลังอะไรในการท้าทายอำนาจของชนชั้นปกครอง หรือการเสนอแนวต่อสู้แบบปัจเจกให้บอยคอตสินค้ากลุ่มทุน หรือสินค้าของประเทศจักรวรรดินิยม ก็ไม่มีพลังมากพอจะล้มทุนนิยมได้ เพราะปัจเจกจะอดตายก่อนที่นายทุนจะล้มละลาย

               โรซ่า ลักเซมเบิร์ก นักปฏิวัติมาร์คซิสต์ชาวเยอรมัน เคยอธิบายว่า ระบบทุนนิยมไม่มีกฎหมายบังคับให้กรรมาชีพต้องทำงาน แต่ใช้วิธีควบคุมปัจจัยการผลิต ทำให้กรรมาชีพถูกบังคับให้ต้องกลายเป็นลูกจ้างบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพื่อที่จะมีเงินพอสำหรับซื้อสินค้าบริโภค ชนชั้นนายทุนต่างหากที่มีพลังในการบังคับกรรมาชีพปัจเจกให้ต้องทำงาน โดยไม่ต้องมีกฎหมาย

               ข้อเสนอของนักมาร์คซิสต์จึงไม่เคยเรียกร้องให้กรรมาชีพหยุดการบริโภค ปฏิเสธสินค้าในระบบทุนนิยม ปฏิเสธความทันสมัย แต่เสนอให้ ยึดปัจจัยการผลิตมาเป็นของส่วนรวมเพื่อบริการสังคม มันจะเป็นการปลดปล่อยกรรมาชีพจากสภาพถูกบังคับ และนำผลผลิตที่พวกนายทุนขโมยไปกลับคืนมาสู่สังคม เพื่อให้กรรมาชีพมีสินค้าที่เพียงพอต่อการบริโภค วางแผนการผลิตตามความต้องการของคนส่วนใหญ่ หรือกรรมาชีพจะบริโภคสินค้าอะไรหรือไม่บริโภคอะไรปล่อยให้เป็นเรื่องของรสนิยมส่วนบุคคล

               นอกจากนั้น การครอบครองปัจจัยการผลิต ยังสามารถควบคุมการเมืองในสังคมด้วย และนี่คือปัญหาที่คนส่วนใหญ่มีประชาธิปไตยไม่พอ ไม่สามารถออกแบบโครงสร้างการเมืองได้เอง เพราะไม่ได้ถืออำนาจในการควบคุมปัจจัยการผลิต แต่อำนาจเป็นของคนกลุ่มน้อยชนชั้นนายทุนและพวกพ้อง

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ