ประวัติศาสตร์การเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ตอน2/3)

โดย พัชณีย์ คำหนัก

              ตอนที่ 1 จบที่การพูดถึงยุคหลังล่าอาณานิคมที่พัฒนาไปสู่การสร้างรัฐรวมศูนย์อำนาจการปกครอง หลังปี ค.ศ. 1900 แต่ในยุคนั้นยังไม่ใช่ประเทศที่มีเอกราชเพราะต้องขึ้นกับตะวันตก ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในไทยด้วย ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือการที่มหาอำนาจตะวันตกทำลายโครงสร้างเก่าและสร้างรัฐชาติขึ้นมา ปูทางไปสู่การสร้างจิตสำนึกชาตินิยมที่เป็นแรงบันดาลใจในการต่อสู้กับตะวันตก ถ้ามองแบบวิภาษวิธี (Dialectic) ของแนวมาร์คซิสต์ เราจะเห็นว่า ชาติตะวันตกเป็นผู้ที่ทำลายและปฏิเสธระบบดั้งเดิม แต่ในที่สุดสิ่งที่ถูกสร้างมาใหม่ มีความขัดแย้งรูปแบบใหม่ที่นำไปสู่การทำลายและปฏิเสธอำนาจตะวันตก (การปฏิเสธสิ่งที่ปฏิเสธไปเรื่อยๆ) นั่นคือความขัดแย้งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

รัฐรวมศูนย์กับการสร้างระบบทุนนิยม

​ลักษณะรัฐรวมศูนย์ที่ไม่มีการกระจายอำนาจเป็นลักษณะทั่วไปของรัฐใหม่ที่ตะวันตกสร้างขึ้นมา แต่ฟิลิปปินส์ต่างออกไป เพราะเมื่อสหรัฐใช้กองกำลังเข้ามายึดครองแทนสเปนในปี ค.ศ. 1899 สหรัฐส่งเสริมการเลือกตั้งท้องถิ่น ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งรัฐส่วนกลางในปี 1935 ทั้งนี้เพื่อปูทางไปสู่การปกครองตนเอง ขั้นตอนแบบนี้ส่งเสริมอิทธิพลของเจ้าที่ดินและอภิสิทธิ์ชนท้องถิ่นเหนือระบบข้าราชการส่วนกลาง

​การสร้างรัฐชาตินี้เป็นไปเพื่อรองรับการพัฒนาระบบทุนนิยมคือ มีการจัดสรรแรงงานรับจ้างที่มีการศึกษาและฝีมือ การเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติและย้ายเข้าเมืองที่มีโรงงานอุตสาหกรรม มีกฎหมายกรรมสิทธิ์ ระบบเงินตรา ระบบราชการ มีการจัดสรรกองกำลังติดอาวุธถาวรเพื่อปกป้องรัฐ มีการแบ่งเขตพรมแดน และภาษาประจำชาติ ที่ก่อความขัดแย้งกับคนพื้นเมือง เช่น ความขัดแย้งระหว่างชาวอาเจะห์ (Aceh) กับรัฐบาลกลางของอินโดนีเซีย และกรณีปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย เป็นต้น และการพัฒนาทุนก็แตกต่างกันไปเพราะทุนยังครอบงำไม่ทั่วถึง

การต่อต้านเจ้าอาณานิคมด้วยขบวนการชาตินิยม

​หนังสือได้อธิบายรูปแบบการต่อสู้กับเจ้าอาณานิคม จากรูปแบบย้อนหลังโบราณไปสู่รูปแบบชาตินิยมสมัยใหม่ที่มองไปข้างหน้า เช่น ตั้งแต่รูปแบบกบฏผู้มีบุญ บ่อยครั้งการกบฏจะถูกนำโดยชนชั้นปกครองหรือผู้นำเก่า เช่น การก่อกบฏของจักรพรรดิห่ามงี (Ham Nghi) ต่อฝรั่งเศสในทางตอนเหนือของเวียดนามระหว่างปี1883-1888 หรือการกบฏต่อฮอลแลนด์ในเกาะบาหลีระหว่างปี 1881-1894 แต่ก็มีกรณีการกบฏอีกมากมายที่ไม่ได้นำโดยคนชั้นสูง บางครั้งอาจมีการต่อสู้ที่มุ่งสู่สังคมที่ไม่เคยมีในความทรงจำของประชาชน แต่เป็นสังคม “ใหม่ในกรอบคิดเก่า” เช่นแนวคิดพระศรีอาริย์ในช่วงที่รัชกาลที่ 5 ที่สร้างประเทศไทยด้วยการยึดครองพื้นที่ต่าง ๆ ก่อให้เกิดการกบฏในปี 1902

​ขบวนการชาตินิยมเริ่มต้นด้วยการเผยแพร่แนวคิดปลดแอกจากเจ้าอาณานิคมตะวันตก ชาติจึงเป็นสิ่งประดิษฐ์นามธรรมที่ถูกสร้างขึ้นในยุคหนึ่งของประวัติศาสตร์ พอมันถูกสร้างขึ้นมาในความคิด มันก็ถูกนำไปสร้างในทางรูปธรรม เช่น การกำหนดพรมแดนและด่านตรวจคน ระบบเศรษฐกิจการปกครอง ประชาคมในฝันที่ออกจากสังคมเก่าอย่างสังคมที่มีกษัตริย์ปกครอง Anderson มองว่าสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสื่อมในความเชื่อเก่า ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) คือการทำลายหรือลดบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในหลายประเทศโดยตะวันตก เช่น ในพม่า มลายู หรือ ชวา ในกรณีเขมร เวียดนาม และลาว ที่ฝรั่งเศสใช้กษัตริย์เป็นเครื่องมือจนประชาชนหมดศรัทธาในการเป็นผู้นำการปลดแอก และนำความเชื่อสมัยใหม่มาทดแทน เช่นมาตรฐานความยุติธรรมสากล การพัฒนาประเทศในระบบโลกาภิวัตน์ ผู้นำที่ผ่านระบบการศึกษาสมัยใหม่ก็สร้างองค์กรทางการเมืองแบบใหม่ คือพรรคหรือขบวนการชาตินิยม เช่น วิทยาลัยเทคนิคบันดุงผลิตประธานาธิบดีคนแรกของอินโดนีเซียคือ ซูการ์โน ที่จบออกมาในปี 1926 และก่อตั้งพรรคชาตินิยมอินโดนีเซียหนึ่งปีหลังจากนั้น

​พรรคชาตินิยมมีทั้งของชนชั้นนายทุนและกรรมาชีพและชาวนา รวมทั้งมีพรรคคอมมิวนิสต์ที่ใช้แนวคิดชาตินิยม พรรคชาตินิยมของชนชั้นนายทุน ได้แก่ VNQDD ที่ไม่กล้าท้าทายฝรั่งเศสแต่ขอมีส่วนร่วมปกครอง บางส่วน ใช้วิธีลอบฆ่า แต่ไม่สนับสนุนการต่อสู้ของคนจน จึงไม่มีมวลชน และถูกปราบต่อมาในปี 1930 ในขณะเดียวกันพรรคคอมมิวนิสต์รณรงค์ต่อต้านฝรั่งเศสและความเชื่อเก่า ๆ อย่างลัทธิขงจื๊อที่สอนให้คนจนเคารพผู้ใหญ่และอภิสิทธิ์ชน และสร้างฐานมวลชนท่ามกลางการก่อกบฏของชาวนา และการนัดหยุดงานของกรรมกร  หรือกรณีพรรคชาตินิยม “ลาวอิสระ” ในตอนแรกอยู่ภายใต้อิทธิพลสายเจ้าลาวอนุรักษ์นิยม แต่มีปีกซ้ายกับขวา ปีกขวาที่เป็นสายของชนชั้นสูงร่วมมือกับฝรั่งเศส เช่น กรณีเจ้าสุวรรณภูมา บางครั้งก็ไปอาศัยอิทธิพลของรัฐบาลไทยที่เป็นปฏิปักษ์กับฝรั่งเศส และภายหลังหันมาพึ่งพาสหรัฐอเมริกา เพราะไม่ต้องการสร้างฐานมวลชนในหมู่คนจน ส่วนซีกซ้ายประกอบไปด้วยเจ้าที่มีความคิดก้าวหน้า เช่น เจ้าสุพานุวง หรือ ภูมี วงศ์วิจิตร แต่มีผู้นำที่เป็นคนธรรมดาอย่างไกรสร พรหมวิหาร และหนูฮัก พูมสะหวัน ด้วย ซีกนี้ก่อตั้ง “ขบวนการปะเทดลาว” ที่มีฐานมวลชน

​ในเขมร มีขบวนการเขมรอิสระ ซึ่งมี 2 ปีก โดยปีกขวาใกล้ชิดชนชั้นปกครองไทยเช่นปกคุณ ยังมีพรรคประชาธิปัตย์ที่นำโดยเจ้าศรีสวัสดิ์ ก่อนหน้านั้นมีพรรคเสรีนิยมของเจ้าที่ดินและคนชั้นสูงภายใต้เจ้านโรดม นรินเดช ร่วมมือกับฝรั่งเศส ส่วนปีกซ้ายสร้างขบวนการคอมมิวนิสต์

​ในอินโดนีเซีย มีสหภาพแรงงานเพื่อภราดรภาพของพนักงานรถรางและรถไฟ (VSTP) ตั้งปี 1908 โดยนักสังคมนิยม ต่อมาในปี 1914 เกิดสมาคมสังคมนิยมประชาธิปไตยแห่งหมู่เกาะอินดีส์ (ISDV) ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย แต่ขบวนการของพวกซูการ์โนและฮาตะ เป็นพวกผู้นำชาตินิยมชนชั้นกลาง พึ่งพาญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และต้องถูกบังคับโดยกลุ่มเยาวชนให้ประกาศเอกราชในช่วงท้าย

​วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ปี 1930 มีการกดค่าแรง ไล่คนงานออก เก็บภาษีเพิ่ม ราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ กลายเป็นโอกาสทองของพรรคคอมมิวนิสต์ในการต่อต้านเจ้าอาณานิคมเพื่อคนจน เช่น ในเดือนธันวาคมปี 1936 คนงานนัดหยุดงานห้าหมื่นคนในโรงงานผลิตอาวุธ โรงงานทอผ้า รถไฟ และเหมืองถ่านหิน ต่อมาในวันแรงงานสากล ปี 1938 มีการเดินขบวนของคนงานสองหมื่นคนในเมืองฮานอยและสามพันคนในไซ่ง่อน จากข้อเรียกร้องทางเศรษฐกิจก็ได้ขยายไปสู่ข้อเรียกร้องการเมืองในเรื่องสิทธิเสรีภาพและเอกราชจากฝรั่งเศส หรือกรณีการกบฏซายา ซาน ในพม่าในปี 1930  และในประเทศไทยมีการปฏิวัติล้มระบบกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี 1932 ซึ่งหากพิจารณาในเชิงเปรียบเทียบอาจทำให้เรามองได้ว่า การปฏิวัติ 2475 เป็นการปฏิวัติ “ชาตินิยม” ของไทยได้ เพราะการรวมศูนย์อำนาจของรัชกาลที่ 5 เป็นการสร้างรัฐทุนนิยมของไทยโดยการล่าอาณานิคมของกรุงเทพฯ และการปฏิวัตินี้ทำลายระบบกษัตริย์ซึ่งเคยร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับตะวันตกมาสู่ระบบการปกครองของสามัญชนในรูปแบบหมู่คณะภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ ของ SEA ภายหลัง (หน้า 69) ในขณะที่ขบวนการของชนชั้นกลาง-สูงไม่กล้าสู้ให้คนจน ในกรณีที่ขบวนการของคนชั้นสูงหรือชนชั้นกลางออกมาเคลื่อนไหว ก็มักเบี่ยงเบนประเด็นชนชั้นไปเป็นเรื่องเชื้อชาติ เช่น ในกรณีพม่า

​สงครามโลกครั้งที่ 2 จุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ของขบวนการชาตินิยมใน SEA ที่เจ้าอาณานิยมอ่อนแอลงและพ่ายแพ้  เช่นในอินโดนีเซีย เมื่อญี่ปุ่นเข้ายึดครองแทนฮอลแลนด์ก็ชูขบวนการชาตินิยมของซูการ์โนแล้วปรามฝ่ายซ้าย เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามก็มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อเตรียมเอกราชสำหรับอินโดฯ และนำไปสู่การสร้างนโยบายสร้างชาติ ส่วนขบวนการชาตินิยมฟิลิปปินส์ที่ล้ำหน้ากว่าขบวนการชาตินิยมอื่น ๆ สาเหตุเพราะการปกครองของสเปนอ่อนแอ ไม่ครอบคลุมทุกส่วนของพื้นที่ มีการปฏิวัติในสเปนเองด้วย มีการเปิดโอกาสให้คนสเปนกับคนพื้นเมืองปะปนกัน ลูกครึ่งสเปน-ฟิลิปปินส์มีบทบาทสูงในสังคมเพราะมีโอกาสไปศึกษาที่สเปนและแลกเปลี่ยนกับนักเคลื่อนไหวในยุโรป เช่น โฮเซ ริซัล ผู้ก่อตั้งสันนิบาตฟิลิปปินส์ (Laliga Filipina) ในปี1892 เพื่อต่อต้านความอยุติธรรมและส่งเสริมการศึกษา เกษตรกรรมและพาณิชยกรรม แต่ในที่สุด ริซัล ถูกประหารชีวิตโดยรัฐบาลสเปนในปี 1896 (หน้า 72) ส่งอิทธิพลต่อนักชาตินยมคนต่อมาจนสามารถเอาชนะสเปนได้ มีการประกาศสาธารณรัฐอิสระขึ้น แต่อยู่ได้ไม่นานเพราะสหรัฐอเมริกาบุกเข้ามายึดครองฟิลิปปินส์แทนสเปน จากการรบชนะสเปน

              พรรคคอมมิวนิสต์ใน SEA มีบทบาทโดดเด่นในขบวนการชาตินิยมของทุกประเทศและการเมืองทุกวันนี้ล้วนแต่กำหนดขึ้นจากอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์ และภาคประชาชนก็รับมรดกมาทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งลักษณะการต่อสู้ของพรรคและการถูกกวาดล้างจะสรุปต่อไปในตอนที่ 3

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ