โดย แสงยุทธนา
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2567 เกิดการประท้วงขึ้นพร้อมกันในปาเล็มบัง, ปาดัง, จาการ์ตา, เซมารัง, ยอกยาการ์ตา, มาลัง, เจียนจูร์, บันดุง, มากัสซาร์ และ สุราบายา ประเทศอินโดนีเซีย เหตุเกิดจากประชาชนไม่พอใจกับคําตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ปิดกั้นไม่ให้พรรคการเมืองขนาดเล็กเข้าร่วมลงสมัครเลือกตั้ง อีกทั้งยังมีการพยายามเอื้อให้รัฐบาลผสมของอินโดนีเซียที่ดํารงตําแหน่งใกล้หมดวาระในปัจจุบันครองอํานาจรัฐบาลต่อได้
โดยการกระทําครั้งนี้เป็นผลจากประธานาธิบดีคนปัจจุบัน โจโก วิโดโด พยายามจะครองอํานาจตัวเองผ่านสายเลือดหรือที่เรียกกันว่าราชวงศ์ทางการเมือง (Political dynasty) ซึ่งจะทําให้รัฐบาลหลังจากการเลือกตั้งยังคงเป็นคนในตระกูลเดิมที่ผูกขาดอํานาจทางการเมือง โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินไม่ให้พรรคแรงงานอินโดนีเซียและพรรคคลื่นประชาชนอินโดนีเซียเข้าร่วมการเลือกตั้งที่กําลังจะถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า อีกทั้งยังมีการแก้กติกาการเลือกตั้งไม่ให้คนอายุน้อยกว่า 30 ปีสมัครเข้าร่วมการเลือกตั้งในสภาผู้แทนราษฎร
คําวินิจฉัยดังกล่าวทําให้คนรุ่นใหม่รู้สึกโกรธแค้นและไม่ไว้ใจรัฐบาลในปัจจุบัน จึงทําให้เกิดการประท้วงขึ้นในหลายจุดของประเทศและนําไปสู่การปราบปรามของตํารวจควบคุมฝูงชน
วีรกรรมก่อนหน้านี้ของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด และรัฐบาลผสมทั้ง 7 พรรค เคยพยายามร่างกฎหมายเพื่อลดทอนประชาธิปไตย เช่นในปี 2560 รัฐบาลมีการออกกฎหมายการควบคุมกิจกรรมสาธารณะ ให้การชุมนุมประท้วงต้องได้รับการอนุมัติจากตํารวจเสียก่อน ซึ่งโดยรูปธรรมแล้วการเคลื่อนไหวของขบวนการในปีนั้นทั้งหมดล้วนถูกปฏิเสธไม่ได้รับอนุญาตให้ดําเนินกิจกรรมต่อ และในปีเดียวกันมีการออกกฎหมายให้รัฐบาลสามารถยุบองค์กรภาคประชาชนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ในด้านการออกกฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย มีการออกกฎให้คนที่งดออกเสียงในการเลือกตั้งมีความผิดทางอาญา และเพิ่มโทษอาญาให้กับผู้ที่ดูหมิ่นประธานาธิบดีและดูหมิ่นศาสนาอิสลามซึ่งเป็นศาสนาประจําชาติ
ทางด้านของแรงงาน มีการออกกฎหมายไม่ให้สหภาพแรงงานมีส่วนร่วมในการผลักดันเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นตํ่าหรือสร้างเงื่อนไขที่ยุ่งยากในการประท้วงของสหภาพแรงงานในที่สาธารณะ
ปัจจุบันทางรัฐบาลพยายามแก้ไขกฎหมายตํารวจแห่งชาติ ซึ่งทําให้ตํารวจมีอิทธิพลทางการเมืองยิ่งขึ้น และมีการแก้ไขกฎหมายกองทัพอินโดนีเซียที่เปิดโอกาสให้ทหารสามารถรับตําแหน่งข้าราชการพลเรือนได้ ซึ่งแน่นอนว่าการเสนอนโยบายแบบนี้มิได้ยึดโยงกับประชาชนและกลไกประชาธิปไตยเลยแต่อย่างใด
ถึงแม้ว่าคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะทําเพื่อให้โจโก วิโดโด และพรรคร่วมรัฐบาลสามารถดํารงตําแหน่งต่ออย่างผูกขาดได้ แต่ประชาชนก็ไม่ควรมีข้อเสนอในการประท้วงอยู่แค่การทําลายระบบราชวงค์ทางการเมืองอย่างเดียว เพราะในขณะเดียวกันพรรคฝ่ายค้านในรัฐสภาหลายครั้งก็สนับสนุนกฎหมายของรัฐบาลซึ่งทําลายประชาธิปไตยมาตลอดอย่างที่กล่าวไปข้างต้น เพราะสุดท้ายแล้วพวกเขาก็ถูกเชื่อมโยงกันด้วยผลประโยชน์ทางชนชั้นถึงแม้ว่าจะอยู่คนละฝ่ายในรัฐสภาก็ตาม
ขบวนการภาคประชาชนนอกจากจะต้องสู้เพื่อทำลายการผูกขาดของพรรคการเมืองที่ดํารงตําแหน่งในปัจจุบันและส่งเสริมการเลือกตั้งอย่างเสรีแล้ว จะต้องผลักดันให้ประชาชนสามารถตั้งพรรคการเมืองที่อิงจากผลประโยชน์ของกรรมกรชาวนาได้อย่างอิสระ และทําลายกฎหมายที่พยายามลดทอนสิทธิประชาธิปไตยอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการประท้วง สิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอํานาจและศาสนาประจําชาติ รวมถึงสิทธิสหภาพแรงงานที่รวมตัวกันพูดถึงการเมือง-เศรษฐกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ไม่เช่นนั้นแล้วข้อเสนอแบบชนชั้นกลางที่มองว่า ขอแค่มีการเลือกตั้งเสรีเฉยๆ โดยไม่มีราชวงค์ทางการเมืองอย่างเดียว สุดท้ายโดยรูปธรรมแล้วจะไม่ได้นําไปสู่ประชาธิปไตยแต่อย่างใด เพราะกฎหมายที่เป็นซากเดนของระบบเผด็จการยังฝังรากลึกอยู่โดยที่พรรคการเมืองชนชั้นนําพรรคอื่นๆจะยังคงแกล้งทําเป็นไม่เห็นอีกเช่นเคย
สมานฉันท์การประท้วงอินโดนีเซียสู่ประชาธิปไตย องค์กรสังคมนิยมแรงงาน


