ศาลรัฐธรรมนูญ เครื่องมือบ่อนทำลายประชาธิปไตยทั้งในและนอกสภา

โดย กองบรรณาธิการ

​การตัดสินยุบพรรคก้าวไกลและถอดถอนนายกรัฐมนตรีพร้อมคณะของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 7 และ 14 สิงหาคมที่ผ่านมาสร้างความคับข้องใจให้กับประชาชนเป็นอย่างยิ่ง มีการแสดงออก จัดชุมนุมหน้าพรรค พร่ำบ่นบนโลกออนไลน์ และล่ารายชื่อออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญของนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวประชาธิปไตย เพราะแท้จริงนั้น ศาลคืออุปสรรคของการสร้างระบอบประชาธิปไตยให้ยั่งยืนในสังคม สกัดพรรคการเมืองหน้าใหม่ที่ส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออก แก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา112 เพื่อสร้างพื้นที่ประชาธิปไตย แต่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย ศาลมุ่งปกปักษ์รักษาแนวร่วมเผด็จการและระบบขูดรีดความมั่งคั่งมากกว่า

                แต่การตอบโต้บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นเครื่องมือสนับสนุนผู้ก่อรัฐประหาร พรรคก้าวไกลและเศรษฐาก็ได้เพียงยอมรับคำสั่งโดยทันที ไม่ดื้อแพ่ง ก้าวไกลแก้ไขปัญหาแบบเดิมคือตั้งพรรคใหม่ ย้ายส.ส.ไปบ้านหลังใหม่ และขอการสนับสนุนจากประชาชน โดยหวังจะชนะเลือกตั้งครั้งหน้าในปี 70 ส่วนเศรษฐาก็ได้แค่แก้ตัวว่าตนเองไม่ได้ทำผิดจริยธรรม พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลสรรหานายกรัฐมนตรีและครม.ใหม่ ทุกอย่างเหมือนจะเข้ารูปเข้ารอยเดิม

                การกระทำของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำถึงการเป็นเครื่องมือบ่อนทำลายประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง จากรายงานของศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน เดือนมิถุนายน 2567 มีจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองยอดรวม 1,954 คน ใน 1,297 คดี ทั้งยังสร้างความอ่อนแอให้แก่ระบบรัฐสภา ตัวแทนของประชาชนไม่สามารถเสนอนโยบายความต้องการของประชาชนอย่างเต็มที่ และกลไกของศาลก็ไร้ความเป็นประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง ทั้งไร้ความเป็นธรรมและมาตรฐานในการพิจารณาคดี ทั้งนี้ อำนาจตุลาการ ผู้พิพากษาไม่ได้มาจากอำนาจประชาชน แต่มาจากอำนาจของชนชั้นนำ คอยกำหนดให้มีอำนาจเหนือกว่าพรรคการเมืองและนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทำให้ประชาชนหมดศรัทธาและเต็มกลืนแล้ว

                สำหรับผู้แสวงหาแนวทางการต่อสู้ อาจผิดหวังจากการสู้ภายใต้กลไกการเลือกตั้งและรัฐสภาที่เต็มไปด้วยพวกฝ่ายขวา หากไม่เร่งสร้างอำนาจต่อรองนอกสภา กดดันกลุ่มพลังฝ่ายขวาและโค่นระบบรัฐเผด็จการ ด้วยการจัดตั้งองค์กรทางการเมืองนอกสภา ไม่ว่าจะรูปแบบพรรคปฏิวัติ ขบวนการแรงงาน ชาวนา นักศึกษา ขบวนการเคลื่อนไหวอื่นๆ ให้เข้มแข็งขึ้น การแสดงความโกรธและความหวังไปพร้อมกันด้วยการสนับสนุนการก่อตั้งพรรคประชาชนและรอการเลือกตั้งไม่เคยเพียงพอแต่อย่างใด

                กอปรกับสถานการณ์ขณะนี้ ประชาขนกำลังเดือดร้อน ยากจนลง รายได้ลด หนี้ครัวเรือนสูงขึ้น เงินเฟ้อและค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ที่สั่งสมมาตั้งแต่ยุครัฐบาลเผด็จการทหาร การแพร่ระบาดของโควิด-19 และการบริหารงานที่ไร้ความคืบหน้าของรัฐบาลนั่งร้านเผด็จการ ซึ่งล้วนมาจากการครอบงำของทุนใหญ่ กองทัพ ฝ่ายขวาและรัฐบาล จากรายงานของสำนักสถิติแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2556 จนถึง 2566 (6 เดือนแรก) พบว่า รายได้ทั้งสิ้นเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนตั้งแต่ปี 2556 ถึง 2566 เพิ่มขึ้นเพียง 17.1 เปอร์เซ็นต์ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนต่อเดือนเพิ่มสูงถึง 28 เปอร์เซ็นต์ หนี้ครัวเรือนคิดเป็น 91.3 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี หรือจำนวนทั้งสิ้น 16.4 ล้านล้านบาท ส่วนค่าจ้างเฉลี่ยคือราว 15,000 บาทต่อเดือนซึ่งไม่ขยับขึ้นตั้งแต่ปี 2556 การรอเลือกตั้งปี 2570 จึงไม่ใช่หลักประกันว่าข้อเรียกร้องของฝ่ายประชาธิปไตยจะเป็นจริง และสถานะทางเศรษฐกิจของกรรมาชีพ คนจนจะฟื้นตัว

​ผลกระทบจากการทำรัฐประหารที่ผ่านมาทำให้ระบบการเมืองและเศรษฐกิจไทยผิดปกติและไม่สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงตามที่ประชาชนต้องการได้อีกต่อไป ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำคือ ดึงการเมืองกลับมาอยู่ฝ่ายประชาชนให้สุด ไม่ลดเพดาน ยืนยันจุดยืนเดิม เพิ่มข้อเรียกร้องเชิงรุก และสร้างแพลตฟอร์มองค์กรการเมืองภาคประชาชนในลักษณะนำจากฐานราก มีการจัดกิจกรรมถกเถียงถึงแนวทางการต่อสู้ภาพกว้างในที่ต่าง ๆ เช่น ในสภาพแรงงาน สถานศึกษา มหาวิทยาลัย ชุมชน เป็นต้น การเชื่อมโยงประเด็นเฉพาะของหน้าแต่ละกลุ่มจะสามารถประสานพลังการเปลี่ยนแปลงทั้งเศรษฐกิจและสิทธิเสรีภาพทางการเมืองในรวดเดียว ถ้าอยากเปลี่ยนสังคม ต้องลงมือทำด้วยกัน

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ