โดย วัฒนะ ววรณ และ คมกริต
ชนชั้นนายทุนมีกฎหมายป้องกันความเสี่ยงไม่ให้ลุกลามเกินไปด้วยรูปแบบบริษัท “จำกัด” ที่จำกัดความรับผิดชอบเพียงแค่สัดส่วนเงินลงทุนที่อยู่ในบริษัทนั้นๆ ไม่นับรวมผลกำไรตลอดหลายปีที่ผ่านมาที่ถูกนำออกไปสะสมความมั่งคั่ง กระจายการลงทุนอื่นๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงของพวกเขาอีกทอดหนึ่ง
แต่สำหรับชนชั้นแรงงาน ชนชั้นที่ต้องขายแรงเพื่อแลกเงินประทังชีวิต เป็นชนชั้นที่ไม่สามารถปฏิเสธการจ้างงานได้ ถ้าไม่ทำงานก็อดตาย ไม่มีสิ่งใดคุ้มครอง เมื่อบริษัทพวกนั้นลอยแพทอดทิ้ง ไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักรที่ไร้ประโยชน์ แต่ผลกระทบมันไม่ได้จบแค่นั้น สิ่งที่ตามมาคือบ้านแตกสาแหรกขาด ไร้ที่ซุกหัวนอน ศักดิ์ศรีถูกทำลายย่อยยับ ไม่สามารถกลับไปสู้หน้าใครได้
บ่ายวันพุธ 24 ก.ค. 67 แรงงานหลายร้อยคนชุมนุมประท้วงหน้าโรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ ศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพราะไม่ได้รับค่าจ้างมานานกว่า 4 เดือนแล้ว แรงงานทั้งหมดทำงานก่อสร้างภายในโครงการพลังงานสะอาดให้กับโรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัท ซิโนเพค เอ็นจิเนียริ่ง กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (SINOPEC) และเป็นผู้รับเหมาช่วงมาอีกทอดหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีพนักงานจากบริษัทรับเหมาช่วงอื่นๆ อีก 5 บริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้เป็นพันคน ที่ยังไม่ได้รับค่าจ้างเช่นเดียว
11 ม.ค. 64 พนักงานบริษัท บริลเลียนท์ อัลไลแอนซ์ ไทย โกลบอล จำกัด (เดิมชื่อโรงงานไทรอัมพ์) ผลิตชุดชั้นในแบรนด์ดัง เช่น วิคตอเรียซีเครท (Victorria Secret) ทอริด (Torid) LBI ฯลฯ ถูกเลิกจ้าง 1,388 คน และต้องใช้เวลานานพอสมควรในการต่อสู้เพื่อให้ได้รับรับเงินค่าชดเชยเยียวยาตามกฎหมายเป็นเงินกว่า 242 ล้านบาท ซึ่งบริษัทมีเจ้าของเป็นกลุ่มทุนต่างชาติ
ในกรณีนี้ จิตรา คชเดช หรือหนิง ที่คนในขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงานและประชาธิปไตยรู้จักกันดี เขาเป็นอดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ ที่ปัจจุบันไปเป็นแรงงานต่างชาติอยู่ประเทศสวีเดน ประเทศที่ได้ชื่อว่ามีขบวนการแรงงานที่แข็งแรงและมีระบบรัฐสวัสดิการที่ค่อนข้างดีประเทศหนึ่ง มองว่า การเลิกจ้างที่เกิดขึ้นกับพนักงานไทรอัมพ์มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต ถ้าจะหาวิธีแก้ไขป้องกันปัญหาในระยะยาว มันเลยขอบเขตของพนักงานบริษัทใดบริษัทหนึ่งจะต่อสู้ได้ มันต้องพูดถึงระดับรัฐ ระดับสภาแรงงาน ที่ต้องเป็นผู้แทนแรงงานในการจัดการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในเชิงรุก ไม่ใช่เอาแต่ตั้งรับ ต้องมีการสอดส่องดูแลสภาพการจ้างงานอย่างทั่วถึง เพื่อผลักดันกลไกรับมือให้มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบกองทุนบางอย่างที่จะนำมาช่วยจ่ายค่าชดเชยต่างๆ ให้กับพนักงานก่อน แล้วรัฐไปจัดการเรียกเก็บกับนายจ้างเอง แทนที่จะให้ลูกจ้างไปต่อสู้กับนายจ้างซึ่งต้องใช้เวลานาน และไม่ทันการรองรับความยากลำบากของแรงงาน
ด้วยประสบการณ์ส่วนตัวของเธอเองที่ทำงานอยู่สวีเดน กลไกประกันการว่างงาน และพัฒนาฝีมือแรงงาน การจัดหางานที่มีประสิทธิภาพ ก็สามารถแก้ไขเรื่องเหล่านี้ได้ แต่มันต้องมีระยะเวลาที่นานพอ เช่น ประกันว่างงานสัก 1 ปี จากฐาน “รายได้” เดือนสุดท้าย และระหว่างนั้นกลไกจัดหางาน ฝึกอบรมแรงงานก็ต้องมีความหลากหลายรองรับความต้องการของแรงงานที่มากพอและมีประสิทธิภาพที่ดี น่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของแรงงานไปได้พอสมควร จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องตกงานซึ่งจะเสริมความมั่นใจในการต่อสู้ของสมาชิกสหภาพแรงงานด้วย
เมื่อปัญหาต่างๆ ของแรงงาน ยังคงเกิดขึ้นซ้ำๆ ไม่มีทีท่าจะทุเลาลงเลย ผู้นำแรงงานกลุ่มหนึ่งจึงเลือกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างพรรคการเมือง ร่วมกับนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนอื่นในนามพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และล่าสุดพรรคประชาชน แต่มันมองเห็นทางออกที่ปลายอุโมงค์ได้บ้างหรือไม่
เชีย จำปาทอง ส.ส.พรรคประชาชน (อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล) อดีตประธานสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเข้าร่วมต่อสู้กับสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และแรงงานก่อสร้างในโรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ เขามองว่าในกรณีการต่อสู้ของขบวนการแรงงานที่ผ่านมา มักเป็นการแยกกันต่อรองตามสถานประกอบการ และยังไม่เจอวิกฤติร่วมกัน แต่ยังมีความพยายามจัดตั้งสหภาพแรงงานระดับทั้งอุตสาหกรรม รวมถึงการรวมสหภาพแรงงานต่าง ๆ เข้ามาในเครือเดียวกัน
ปัจจัยต่าง ๆ ที่จะสามารถรื้อฟื้นขบวนการแรงงานมีหลายประการ เช่น การกระทำของตัวลูกจ้างเองที่จะสู้ บทบาทเสริมจากภาครัฐ (การรับรองอนุสัญญา ILO) สถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ อิทธิพลจากความเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเฉพาะการประท้วงปี 2553, 2563, 2564 เป็นต้น
นอกจากนั้น กลไกความสมานฉันท์ในระดับสากลก็มีส่วนสำคัญ สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ ที่ต่อสู้ในช่วงปี 2544-2545 มีการส่งเรื่องไปยังสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมโลกหรืออินดัสตรีออล (IndustriALL) ทำให้สามารถกดดันบริษัทได้อย่างรวดเร็ว สหภาพแรงงานนี้ยังมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองไปพร้อมๆ กัน เนื่องจากอุปสรรคของสหภาพแรงงานไทรอัมพ์เจ้าของบริษัทอยู่ต่างประเทศ
ระบบการจ้างงานที่ซับซ้อน สร้างปัญหาให้กับลูกจ้างเพิ่มขึ้น
เซีย อธิบายว่าแรงงานก่อสร้างในไทยออยล์มีการจ้างงานผ่านบริษัทซับคอนแทรค และบริษัทซับคอนแทรคก็จ้างบริษัทซับคอนแทรคอีกรายลงมาอีกทอดหนึ่ง ถูกจ้างผ่านบริษัทซับคอนแทรคซ้อนๆ กัน บวกกับไม่มีสหภาพแรงงาน ทำให้การเรียกร้องค่าชดเชยมีความล่าข้า ขาดความรู้ถึงแนวทางเรียกร้องค่าชดเชย ถึงแม้นายจ้างจะยังอยู่ในโรงงาน วิธีเรียกร้องก็มีไม่มากนัก แต่ด้วยการหนุนเสริมจากภายนอกก็สามารถเรียกร้องค่าชดเชยได้ โดยเฉพาะบทบาทของสหภาพแรงงานใกล้เคียง สหภาพคนทำงาน กลุ่มสหภาพแรงงานภาคตะวันออก เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน การรายงานของสื่อ แรงกดดันจากสังคม
ในขณะที่สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ ลูกจ้างถูกบริษัทจ้างโดยตรง และสหภาพแรงงานไทรอัมพ์มีจุดเด่นภายในมีการจัดตั้งตัวแทนตามแผนก คณะกรรมการมาจากการเลือกตั้ง และเปิดกว้างในการเปิดรับแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีความเป็นประชาธิปไตยภายในสูงพอสมควร คณะกรรมการมีการหารือวิธีการต่อสู้ ขั้นตอนการรณรงค์สิทธิแรงงาน มีการฝึกฝนผ่านกลุ่มศึกษา รวมทั้งมีทรัพยากรรองรับจากสหภาพแรงงาน กองทุนนัดหยุดงานของสหภาพ และการสนับสนุนของสหพันธ์สิ่งทอฯ
แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดคือตัวลูกจ้างเอง ต่อให้มีพันธมิตรมาช่วยเยอะขนาดไหน ลูกจ้างก็ยังเป็นตัวชี้วัดว่าจะสู้อย่างไร และจะเรียกร้องถึงขั้นไหน
สหภาพแรงงานที่เข้มแข็งก็ยากที่จะปกป้องงานเอาไว้ได้เมื่ออุตสาหกรรมเปลี่ยนไป
จิตรา เล่าให้ฟังว่าการจ้างงานในบริษัทไทรอัมพ์ถือว่าดีมากๆ แห่งหนึ่งในอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ เพราะมีการต่อสู้ของสหภาพแรงงานมาตลอดก่อนหน้านี้ เช่น การปรับเพิ่มค่าจ้างประจำปีแต่ละครั้งก็มักจะสูงถึง 10% รวมถึงสวัสดิการอื่นๆ เช่น รถรับส่ง ค่าทำฟัน เป็นต้น
สหภาพเริ่มรู้ว่าจะมีการเลิกจ้างประมาณปี 2552 เมื่อเขาและเพื่อนๆ เริ่มเข้ามาทำงานในสหภาพแรงงานมันเริ่มเป็นปัญหาจากเรื่องรายได้ของพนักงาน ก่อนหน้านั้นรายได้มักจะมาจากงานเหมารายชิ้นเป็นส่วนสำคัญ นอกจากค่าจ้างพื้นฐาน เป็นข้อเสนอของบริษัทเพื่อให้พนักงานทำงานมากขึ้น แต่มันส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของพนักงาน ในตอนนั้นสหพันธ์สิ่งทอฯ ก็ได้คุยกัน จัดกลุ่มศึกษากันในเรื่องสุขภาพจากการทำงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ เป็นระยะๆ สหภาพจึงนำเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุยรณรงค์กับพนักงานตลอดหลายปี ตั้งแต่ปี 2543-2552 ผ่านกลุ่มศึกษาภายในโรงงานทั้งช่วงเที่ยงและช่วงเย็น จนกลายเป็นข้อเสนอของสหภาพแรงงาน ที่ให้เน้นการเพิ่มค่าจ้างพื้นฐานมากกว่าการเพิ่มรายได้จากงานเหมาชิ้น เพื่อจะให้พนักงานได้ทำงานน้อยลง สุขภาพดีขึ้น แต่นายจ้างไม่ยอม เพราะกำไรของเขาลดลง หลังจากนั้นก็สู้กันดุเดือด
ปี 2551 บริษัทก็เลิกจ้างเธอในขณะที่เป็นประธานสหภาพแรงงาน สมาชิกสหภาพแรงงานจึงนัดหยุดงานผิดกฎหมาย 46 วัน เพื่อเรียกร้องให้รับประธานสหภาพกลับเข้าทำงาน รวมถึงรับพนักงานทั้งหมดที่นัดหยุดงานกลับเข้าทำงานและจ่ายเงินค่าจ้างในช่วงที่นัดหยุดงานด้วย ซี่งครั้งนั้นสหภาพแรงงานชนะ แต่เมื่อกลับเข้าทำงานได้ไม่นาน นายจ้างก็ขอให้ศาลเลิกจ้างเธอได้สำเร็จ
หลังจากนั้นบริษัทก็ปิดแผนกผลิตชุดชั้นใน พนักงานเกือบ 2,000 คนของแผนกนี้ถูกเลิกจ้าง จากพนักงานทั้งสิ้นกว่า 4,000 คน และได้รับเงินค่าชดเชยตามกฎหมาย ต่อมาพนักงานส่วนที่เหลือก็ต้องเลิกจ้างและปิดกิจการในที่สุด ซี่งยังมีพนักงานบางส่วนไม่ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายจนถึงปัจจุบัน
จิตรา มองว่า ด้วยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทำให้กำไรของบริษัทเก่าที่มีเครื่องจักรเก่าหลายสิบปีไม่สามารถทำกำไรได้มากขึ้น ประกอบกับสภาพการจ้างงานที่ดีที่สหภาพแรงงานต่อสู้ให้กับพนักงาน ก็เป็นตัวเร่งให้กำไรลดลงเร็ว การเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรก็มีต้นทุนที่สูง สุดท้ายบริษัทในอุตสาหกรรมนี้ก็ค่อยๆ ปิดตัวลงไปเกือบหมด แล้วย้ายไปผลิตที่อื่นหรือจ้างบริษัทในประเทศอื่นๆ ผลิตแทน

