โดย ญาณิศา
Fast Fashion คือ เสื้อผ้าหรือสินค้าที่เน้นความรวดเร็วและต้นทุนในการผลิตต่ำ ทำให้เสื้อผ้าเหล่านี้มีราคาไม่แพง เข้าถึงได้ง่าย มักเป็นแฟชั่นกระแสสั้น ๆ เปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยตามความนิยม ทำให้ผู้บริโภคใส่และเปลี่ยนใหม่บ่อยมากยิ่งขึ้น และเมื่อเกิดการผลิตได้อย่างรวดเร็วและมีราคาที่ถูกแล้วนั้นทำให้การสร้างกระแสตลาดที่เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคให้เปลี่ยนเทรนแฟชั่นต่างๆ ได้เร็วและง่ายมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการผลิตล้นเกินความจำเป็นจนทำให้ขยะเสื้อผ้านั้นถูกทิ้งอย่างมหาศาล ขยะเสื้อผ้าเหล่านี้ถูกนำไปทิ้งเป็นภูเขาขยะในประเทศอื่น เช่น ปี 2562 เคนยาต้องรองรับขยะสิ่งทอกว่า 55,500 – 74,000 ตัน หรือเมื่อคำนวณเป็นรายวันจะตกวันละ 150 – 200 ตันต่อวัน (Greenpeace. พฤษภาคม 2565)
เนื่องจากการผลิตที่รวดเร็จและต้นทุนต่ำ ทำให้การผลิตเสื้อผ้าเหล่านี้ใช้สารเคมีและน้ำเป็นจำนวนมากทั้งยังมีการปล่อยคาร์บอนอีกมหาศาล ทำให้ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมมากมาย ทั้งยังเป็นขยะที่ย่อยสลายไม่ได้ง่ายๆ ส่งผลให้เกิดการปนเปื้อนไมโครพลาสติกลงสู่สิ่งแวดล้อมและเมื่อมันมีปริมาณที่มหาศาล ทำให้ต้องใช้การเผาทำลายเพื่อลดปริมาณลง เมื่อทำแบบนั้นแล้วมันก็กลายเป็นการสร้างมลพิษให้กับคนที่อยู่อาศัยโดยรอบอีกที ในทางประเทศปลายทางเหล่านี้ก็มีความพยายามจะหาเสื้อผ้าที่สามารถนำมาขายเป็นเสื้อมือสองเพื่อที่จะลดขยะลงบ้าง แต่จำนวนที่นำมาใช้ไม่ได้มีก็มีมากถึง 30- 40% (Greenpeace. พฤษภาคม 2565) เนื่องจากเสื้อผ้าเหล่านั้นมีคุณภาพที่ต่ำมาก ทำให้การพยายามจะนำเสื้อเหล่านี้มารีไซเคิลก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และเนื่องจากการพยายามจะผลิตโดยใช้ต้นทุนที่ต่ำ ทำให้อุตสาหกรรมแฟชั่นนี้ยังเต็มไปด้วยการกดขี่แรงงานอย่างไม่เป็นธรรมอีกด้วย (มูลนิธิสืบนาคะเสถียร. เมษายน 2566)
ถ้าจะแก้ไขนั้น การใช้แฟชั่นหมุนเวียนไม่ใช่ทางออก เนื่องจากมันคือการฟอกเขียวโดยกล่าวอ้างว่า จะใช้เทคโนโลยีรีไซเคิลสำหรับเสื้อผ้าใยโพลีเอสเตอร์ ใยพลาสติกที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเสื้อผ้าชนิดนี้หนึ่งตัวมี carbon footprint 5.5 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับเสื้อที่ใช้ผ้าฝ้ายจะมี carbon footprint เพียง 2.1 กิโลกรัม (Greenpeace. ตุลาคม 2562) ขณะเดียวกันก็ส่งขยะเสื้อผ้าปริมาณมหาศาลจากกลุ่มประเทศร่ำรวยไปยังกลุ่มประเทศยากจนกว่า โดยอ้างว่าเป็นการบริจาคเสื้อผ้า การปลูกฝ้ายในสิ่งแวดล้อมที่ต่างออกไปและมีการพัฒนาสังคมเล็กน้อยเพื่อสร้างภาพ ‘ฝ้ายที่ปลูกอย่างยั่งยืน’
ส่วนการรีไซเคิลขวดพลาสติกจากอุตสาหกรรมอาหาร กลายเป็น ‘การแสดงความรับผิดชอบ’ ด้วยการนำขยะมาทำให้มีคุณค่า แต่วิธีการนำขวดพลาสติกมาทำเป็นเส้นใยเสื้อผ้านี้ยิ่งก่อให้เกิดไมโครไฟเบอร์ปนเปื้อนลงสู่มหาสมุทรเร็วกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้น ยังสร้างความซับซ้อนด้วยการสร้างการซื้อขายฝ้ายอย่างเป็นธรรม และการรีไซเคิลผ้าไปเป็นสิ่งทอประเภทอื่น ๆ เพื่อให้อุตสาหกรรมยังเติบโตต่อไปได้ นี่คือการแก้ไขปัญหาภายใต้ตรรกะทุน
ดังนั้นแล้วเราต้องจับมือกับแรงงานในอุสาหกรรมแฟชั่น คนในประเทศที่ต้องรองรับขยะแฟชั่นเหล่านี้เพื่อมากดดันให้บริษัทที่อยู่ในตลาดแฟชั่นมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น กดดันรัฐบาลให้ออกกฎหมายเพื่อควบคุมบริษัทให้ต้องมีความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ตรวจสอบมาตรฐานการผลิต และต้องกดดันให้มีการจ่ายค่าแรงที่เป็นธรรม ยิ่งไปกว่านั้นภาคประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในการตรวจสอบทั้งภาครัฐและบริษัทด้วย


