หายนะจากการเพิกเฉยต่อวิกฤตโลกร้อน

คอลัมน์ บทบรรณาธิการ โดย กองบรรณาธิการ

​เหตุการณ์ฝนตกหนักจนทำให้เกิดน้ำท่วม ดินถล่ม เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในแต่ละปีทั่วทุกมุมโลกและรัฐของชนชั้นนายทุนไม่ยอมแก้ปัญหาในเรื่องนี้ทั้งๆ ที่มีศักยภาพเพียงพอแต่พวกเขาไม่ยอมทำเนื่องจากเกรงใจชนชั้นนายทุนที่ต้องสูญเสียกำไร

                 พายุไต้ฝุ่นยางิทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วม ดินถล่มหลายพื้นที่ทางภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของไทยพัดเอาชีวิตประชาชน บ้านเรือน ร้านค้าและรีสอร์ทเล็กๆ หายไปกับน้ำหลากและดินโคลน และพืชผลทางเกษตรเสียหาย  ไม่เพียงแต่ประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น ในเวียดนาม ลาว เมียนมา และทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก มีรายงานข่าวว่าประชาชนทั่วภูมิภาคนี้เสียชีวิตไปแล้ว 500 คน

                ในขณะที่รัฐบาลบอกแก่พวกเราว่าเหตุการณ์นี้เป็นภัยธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  ซึ่งแม้จะเป็นภัยธรรมชาติจริงแต่ต้นเหตุไม่ได้มาจากธรรมชาติทั้งหมด ความจริงแล้ว พายุไต้ฝุ่นยางิเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกซึ่งทำให้ฝนตกหนักกว่าปกติจนน้ำท่วมหนักและดินถล่ม และสะท้อนข้อเท็จจริงว่า รัฐทั่วโลกเพิกเฉยต่อคำเตือนของนักวิทยาศาสตร์ที่ได้เตือนรัฐบาลทั่วโลกมาตลอดว่าทั่วโลกจะได้รับผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หากไม่ยอมลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ และแม้ว่าไทยจะมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศใหญ่ๆ อย่างอเมริกาหรือจีน และเมื่อปี ค.ศ. 2021 องค์การเยอรมันว๊อยช์ จัดไทยให้อยู่ในอันดับ 9 ของโลกที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และยังระบุอีกว่า ไทยยังไม่มีแผนและมาตรการที่ชัดเจนในการรองรับสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และคำเตือนดังกล่าวนี้ก็เป็นจริง ซึ่งตอกย้ำความชัดเจนว่ารัฐบาลไทยเพิกเฉยต่อคำเตือนนี้  ทั้งไม่มีแผนและมาตรการที่ชัดเจนในการรองรับภัยพิบัติ และเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นก็ไม่มีคำเตือนล่วงหน้าให้ประชาชนอพยพ และย้ายสิ่งของต่างๆ ไปที่ปลอดภัย ซึ่งหากมีคำเตือนล่วงหน้าแล้วประชาชนจะไม่ตาย และสูญเสียทรัพย์สินน้อยลง

                 เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นประชาชนคาดหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนจากรัฐ แต่ข้อมูลต่างๆ ที่เราเห็นในเหตุการณ์พายุไต้ฝุ่นยางิคือ มีแต่คนในท้องถิ่นต่างระดมกำลังช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ส่วนรัฐไม่มีแผนการเพียงพอในการช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นด้านการอพยพคนออกจากพื้นที่ การให้ความช่วยเหลือด้านน้ำดื่มและอาหาร หน่วยงานท้องถิ่นก็ขาดอุปกรณ์และงบประมาณในการเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งหากมีการกระจายอำนาจอย่างเต็มที่หน่วยงานท้องถิ่นน่าจะเป็นหน้าด่านแรกที่ให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงทีเนื่องจากพวกเขาอยู่ในพื้นที่ซึ่งคุ้นชิน  ที่เลวร้ายไปกว่านั้นอีก นายกรัฐมนตรีไม่กล้าสั่งการใดๆ ในการแก้ปัญหาภัยพิบัติในช่วงแรก เนื่องจากยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อสภา ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญเขียนชัดเจนว่า แม้ว่าจะยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อสภา ก็สามารถทำงานได้หากมีกรณีฉุกเฉิน อันเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลห่วงแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง ความล่าช้าดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนตายไปแล้ว 47 คน (อ้าง: กระทรวงสาธารณสุข 18 กันยายน 67)

                 น้ำท่วมหนักป้องกันได้หรือไม่ ? ตัดสินจากข้อมูลต่างๆ ที่มีอยู่ มันชัดเจนแล้วว่า พายุในครั้งนี้เกิดจากสภาพอากาศแปรปรวนเนื่องจากอุณหภูมิของโลกร้อนขึ้นจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อให้กิจการของชนชั้นนายทุนได้กำไร ซึ่งทำให้เกิดคาร์บอนฯ แต่เราสามารถป้องกันได้ด้วยการลดก๊าซคาร์บอนใดออกไซด์ (พวกเรามีข้อเสนอรูปธรรมในหนังสือปัญหาวิกฤตโลกร้อนจากมุมมองนักมาร์กซิสต์) ในขณะเดียวกัน รัฐต้องลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อสร้างระบบเตือนภัยพิบัติและกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นสามารถจัดการบริหารภัยพิบัติได้โดยไม่ต้องรอส่วนกลาง  

               รัฐที่ดีย่อมเห็นคุณค่าของพลเมืองโดยต้องป้องกันไม่ให้เกิดภัยพิบัติให้ได้และเมื่อเกิดขึ้น ต้องระดมเจ้าหน้าที่ทุกทิศทางและงบประมาณเพื่อช่วยเหลือในการอพยพผู้คนอย่างเร่งด่วน และจัดการให้ประชาชนได้อยู่ในที่ปลอดภัย มีอาหารที่มีคุณภาพ และน้ำดื่มสะอาด แต่ดูเหมือนว่าระบบราชการและรัฐบาลทำงานช้ามากทั้งๆ ที่มีเครื่องมือและกลไกอย่างเพียงพอ

               วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  เราชาวสังคมนิยมขอเรียกร้องให้รัฐบาลออกนโยบายยกหนี้สินให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยโดยไม่มีเงื่อนไข และให้เงินอุดหนุนแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยโดยไม่คิดดอกเบี้ยเพื่อให้พวกเขาได้ฟื้นตัวได้รวดเร็ว รวมถึงรัฐต้องลงทุนสร้างหรือซ่อมแซมบ้านให้ประชาชนฟรี

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ