สะท้อนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเมียนมาจากสองนักสู้

โดย คมกริต และ ศุภวัฒน์ ตังอนุสรณ์สุข

​               ขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเมียนมาซึ่งเป็นที่น่าติดตามมาตั้งแต่ปี 2564 เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐประหารทั่วเมียนมา หลังจากที่ตะมะดอ (กองกำลังทหารเมียนมา) นำโดย มิน อ่อง หล่าย ล้มรัฐบาล NLD (National League for Democracy) ที่มาจากการเลือกตั้ง และการประท้วงนั้นได้เสริมกำลังใจแก่ขบวนการคนรุ่นใหม่ในปีเดียวกันด้วย

                นอกจากนักศึกษาที่ออกมาประท้วงต่อต้านรัฐประหาร คนงานสิ่งทอ คนงานการศึกษา พนักงานภาครัฐ บุคลากรแพทย์ ฯลฯ ได้ออกมาร่วมประท้วงด้วยการนัดหยุดงานทั่วไป

                ถึงกระนั้นตะมะดอยังคงส่งกำลังไล่จับผู้มีส่วนร่วมในการประท้วงทั้งกลางวันและกลางคืน รวมถึงสาดกระสุนในบริเวณที่อยู่อาศัยโดนไม่เลือกหน้า ทำให้เกิดการอพยพออกจากเมืองและการเข้าร่วมกองกำลังติดอาวุธรอบนอกเมือง

               ​อ่องโภนมอ นักศึกษาแพทย์คนหนึ่งที่มหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ผู้มีปฏิสัมพันธ์กับสหภาพนักศึกษา จนเป็นหนึ่งในสมาชิกสหภาพนักศึกษาและจัดเดินขบวนหลายครั้งอย่างต่อเนื่องก่อนที่จะเกิดรัฐประหาร เขาได้ร่วมรณรงค์เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั่วประเทศในพื้นที่ชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น ชาวโรฮิงญา

                หลังจากที่มีการรัฐประหาร สหภาพนักศึกษาที่เขามีส่วนร่วมเป็นหนึ่งในองค์กรแรก ๆ  ที่ร่วมประท้วงกับการนัดหยุดงาน และยังเป็นกลุ่มแรกที่ประกาศถึงเป้าประสงค์ในการโค่นล้มรัฐธรรมนูญปี 2551 (กำหนดให้สงวนที่นั่งในรัฐสภาจำนวน 25% ของที่นั่งทั้งหมดให้พวกนายพล ให้ทหารดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กลาโหม และกิจการชายแดน รวมถึงมีสิทธิ์แต่งตั้งรองประธานาธิบดีหนึ่งคน)

               ​อิฐ (นามสมมุติ) นักศึกษาหญิงธรรมดา ๆ ประจำภาควิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัยย่างกุ้งตะวันตก (West Yangon University) ที่มักตั้งคำถามถึงปัญหาสังคมรอบตัวเธอ ได้เข้าร่วมการประท้วงในตอนที่ยังเป็นนักเรียนมัธยมปลายปี 2558 ในการประท้วงของกลุ่มนักศึกษาซึ่งจัดขึ้นโดยสหพันธ์นักศึกษาพม่า (All Burma Federation of Student Unions: ABFSU) เพื่อต่อต้านกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ (กฎหมายไม่รองรับภาษาของกลุ่มชาติพันธิ์ในระดับอุดมศึกษา และไม่รับรองการจัดตั้งสหภาพครูผู้สอนและสหภาพนักศึกษา)

                เธอเข้าไปมีส่วนร่วมในหลายขบวนการ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวด้านสันติภาพ ด้านการศึกษา การสนับสนุนสิทธิมนุษยชน เธอถูกตั้งข้อหาเพราะเข้าร่วมการประท้วงและเผยแพร่เรื่องการประท้วงดังกล่าว กระทั่งหลังการรัฐประหาร เธอยังคงทำกิจกรรมทางการเมืองต่อไป แม้ว่าเธอและครอบครัวยังคงอาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union: KNU)

                เขาทั้งสองมีส่วนร่วมในการจัดตั้งและร่วมการประท้วง จนถึงการถูกจับและลี้ภัย พวกเขาได้สะท้อนบทเรียนจากการทำงานก่อนการรัฐประหารและการเผชิญหน้ากับการปราบปราม

                อ่องโภนมอ มองว่าสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ก็คือ ขบวนการเคลื่อนไหวและการระดมพลนั้น ไม่เคยมีการกำหนดเวลาตายตัวได้ ไม่มีทางที่จะรู้ว่ามันจะเกิดขึ้นตอนไหน ก่อนหน้านั้นมีการถกเถียงกันว่า หากคุณออกมาเคลื่อนไหว คุณจะถูกกล่าวหาโดยทันทีว่าคุณเป็นหนึ่งในกองกำลังทหารที่ต้องการปลุกปั่นยุยงสร้างความไม่สงบ จึงมีการถกเถียงกันอย่างดุเดือด ว่าคนจะออกมาหรือเปล่า หรือจะไม่มีใครกล้าออกมาเคลื่อนไหวเลย แต่ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ คนงานและกรรมาชีพกลุ่มหนึ่งในชานเมืองย่างกุ้งตัดสินใจที่จะออกมาตามท้องถนน และเพียงในพริบตาการเคลื่อนไหวก็ปรากฏ

                อิฐ ได้อธิบายในมุมมองเกี่ยวรัฐ สำหรับเขาแล้ว การรัฐประหารในปี 2564 เป็นประสบการณ์ที่จำเป็น เพราะได้รู้ว่าธาตุแท้ หน้าตาและธรรมชาติของรัฐและรัฐบาลนั้นเป็นเช่นไร ซึ่งทำให้เกิดความตระหนักว่า แม้กระทั่งชีวิตก็ไม่ได้เป็นของเรา เสรีภาพนั้นถูกพรากได้ในทุกห้วงเวลาของชีวิต สิทธิทั้งหมดของเราที่เรามี รัฐจะเอามันไปเมื่อไหร่ก็ได้

                ก่อนหน้านั้น เรายังอยู่ภายใต้ภาพลวงตาที่ว่าเรามีสิทธิบางอย่างไม่มากก็น้อย เช่นว่า เรามีสิทธิในการเลือกตั้ง หรือสิทธิในการแสดงออก และจะเป็นเช่นนั้น แต่หลังจากการรัฐประหาร เราได้เรียนรู้ว่าทุก ๆ สิ่งที่เรามีสามารถถูกพรากได้ในทุกเวลา ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที่พวกเขาจะอ้าง

                ส่วนภาพรวมของสถานการณ์การต่อสู้ในเมียนมานั้น ตะมะดอได้สูญเสียพื้นที่ปกครองไปถึงร้อยละ 86 ของพื้นที่ทั้งหมดซึ่งเป็นพื้นที่รอบนอกตัวเมือง (สำนักข่าวอัลจาซีรา. พฤษภาคม 2024) หากมองอย่างผิวผืนแล้ว เหมือนตะมะดอกำลังจะแพ้ แต่ตัวเมืองคือหัวใจของรัฐที่ยังควบคุมการจัดการทางเศรษฐกิจ อย่างเนปิดอว์ ย่างกุ้ง และมัณฑะเลย์ ที่ส่งออกหยก (สำนักข่าวอิระวดี. 2021) ไม้สัก และก๊าซธรรมชาติ (Ian Overton. มิถุนายน 2024) เพื่อหล่อเลี้ยงโครงสร้างกองทัพ ในขณะที่นักสู้ทั้งสองได้เสนอมุมมองต่อสถานการณ์ในเมียนมาด้วยความละเอียดอ่อนมากขึ้น

               อ่องโภนมอ ได้สรุปสถานการณ์ในเมียนมาที่เป็นอยู่ในคำสั้น ๆ คือ ‘การแตกกระจายของชาติอย่างช้าๆ’ แต่เขาเสริมว่า การแตกกระจายนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่าหวั่นใจ สิ่งที่เราต้องหวาดหวั่นก็คือ ‘ความไร้จินตนาการ’ ไร้จินตนาการที่จะคิดถึงระบบหรือวิธีที่เราจะทำงาน หรือรองรับการแตกกระจายที่กำลังเกิดขึ้น

                ในส่วนขององค์กรต่าง ๆ ที่ร่วมต่อสู้กับกองกำลังทหารเมียนมา อ่องโภนมอ มองว่าทั้ง NUG (National Unity Government of Myanmar) และกลุ่มชาติพันธ์ุต่างๆ ต่างมีจุดด้อยและจุดแข็งต่างกันไป ข้อเสียใหญ่ของกลุ่มเหล่านี้คือพวกเขามีความคิดแบบชาติพันธ์ุ-ชาตินิยม (Ethno-nationalism) ซึ่งตั้งอยู่บนความคิดที่ว่าพวกเขาควรแยกชาติพันธ์ุกันอยู่ เพราะความคิดแบบชาติพันธ์ุ-ชาตินิยม พวกเขาจึงมีปัญหากับเขตปกครองของตัวเองและกลุ่มชาติพันธ์ุอื่นๆ

                อีกด้านหนึ่ง อ่องโภนมอ ยังมองว่า NUG ‘กระตือรือร้นที่จะปกครอง’ มากกว่ากระตือรือร้นที่จะปลดปล่อย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่กับพวกเราหลาย ๆ คน  กลุ่มต่อต้านที่ติดอาวุธและองค์กรภาคประชาชนท้องถิ่นหลายองค์กรที่ประสบกับปัญหานี้ เพราะ NUG นั้นแสดงออกนอกหน้าที่จะสร้างระบบการบริหารในเขตปกครองของตนเอง

                ส่วนอิฐได้ฉายภาพให้เห็นว่า เมียนมาร์กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุดที่จะเป็นไปได้ แต่ถึงกระนั้น ก็มีด้านดีให้เห็น เช่นว่า มีกลุ่มปฏิวัติก่อตัวกันมากขึ้น และมีพื้นที่ปลดปล่อยหรือพื้นที่ปกครองตนเองที่เกิดขึ้นมาโดยเป็นอิสระจากการปกครองของ NUG หรือ EROs (Ethnic Revolutionary Organizations: องค์กรปฏิวัติของกลุ่มชาติพันธุ์)

                เขาทั้งสองยังอธิบายต่อไปถึงแนวโน้มของสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไป และความปรารถนาถึงทางออกในมุมมองของพวกเขาด้วย

                แม้ว่าขบวนการจากภายนอกจะสามารถสนับสนุนประชาชนในเมียนมาร์ด้วยวิธีต่าง ๆ มากมาย แต่ในมุมมองของอ่องโภนมอ วิธีการแก้ไขปัญหาต้องมาจากพวกเราเอง (ขบวนการประชาธิปไตยในเมียนมาร์) และเราจำเป็นต้องหาทางที่จะอยู่ร่วมกันให้ได้ สิ่งที่เราควรจะทำต่อจากนี้คือ ยอมรับว่ามันมีความแตกต่างหลากหลาย ไม่ใช่เพียงแค่กระทำในทางกฎหมาย แต่เป็นทั้งในทางปฏิบัติ อย่างเช่นว่า ในเมืองฉานทางตอนเหนือ (กลุ่มชาติพันธ์ุไทใหญ่) แทบที่จะเป็นพื้นที่ปกครองตนเองอิสระอย่างสมบูรณ์ สิ่งที่เราควรจะทำต่อไปคือการหาหนทางที่จะอยู่ร่วมกัน คือสร้างและจินตนาการระบบที่เอื้ออำนวยและรับมือกับความหลากหลายเหล่านี้

                ในทำนองเดียวกัน อิฐ เสริมว่ากลุ่มองค์กรต่อต้านทั้งหมด ไม่ว่าจะ ERO หรือ NUG ทุกคนต่างพูดว่าเป้าหมายของการปฏิวัติในครั้งนี้ คือการได้มาซึ่งสหพันธรัฐประชาธิปไตย แต่เราไม่อาจหยุดเพียงแค่สหพันธรัฐประชาธิปไตย เราไม่อาจหยุดที่ชาติพันธ์ุ-ชาตินิยมหรืออะไรก็ตามที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขแบบนั้น “ฉันอยากจะไปให้ถึงสถานะที่ไร้รัฐ สังคมที่ไร้รัฐ”

                อิฐกล่าวต่อไปว่า กลุ่มต่อต้านตะมะดอไม่ได้สามัคคีกันภายใต้แนวคิดที่มีร่วมกัน แต่มันเป็นความสามัคคีกันจากการที่เรานั้นมีศัตรูคนเดียวกัน ซึ่งคือตะมะดอ แต่เดิมที คนงานและนักศึกษาคือผู้ออกมาก่อการประท้วงครั้งใหญ่ที่จุดประกายให้คนลุกออกมาทั่วทั้งประเทศ พวกเขานั้นมาจากเบื้องล่างของสังคม เขาเข้าใจการถูกกดขี่ ดังนั้นคนเหล่านี้มีเป้าประสงค์และจุดยืนที่ต่างออกไปจากองค์กรเช่น NUG หรือ CRPH (Committee Representing Pyidaungsu Hluttaw: คณะกรรมการผู้แทนสมัชชาแห่งสหภาพ)

                จากประสบการณ์ของอิฐนั้น คนงาน นักศึกษา และชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ เชื่อว่า เพียงแค่โค่นล้มเผด็จการทหารนั้นมันยังไม่พอ พวกเขาเชื่อมาตลอดว่าเราจำเป็นที่ต้องไปให้ไกลกว่านั้น และเขาก็มีเป้าหมายเป็นของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นความคิดเรื่องสถานที่ทำงานที่มั่นคงและปลอดภัย จุดยืนเรื่องระบบการศึกษาที่ดี หรือสถานะความเป็นพลเมือง ดังนั้นพวกเขาไปไกลกว่ามาก ในขณะที่ NUG และ CRPH ยังคงคิดว่าหากโค่นล้มเผด็จการทหารได้แล้ว ปัญหาทุกๆ ปัญหาจะถูกแก้ไข

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ