โดย เท็น เตรียมกรรมาชีพ
วันที่ 9 ตุลาคม 2567 เป็นวันครบรอบ 57 ปีที่ เช เกวารา ถูกกองทัพโบลิเวียสังหารที่โบลิเวีย เขาเป็นที่รู้จักทั่วโลกในฐานะนักปฏิวัติที่มีชื่อเสียง และเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านความอยุติธรรมในสังคม กลุ่มกบฏและนักปฏิวัติรุ่นเยาว์ เช่นในคิวบา เราสามารถเรียนรู้อะไรจากการต่อสู้ของเขาได้บ้าง?
เอร์เนสโต เช เกวาราเกิดปี 1928 ในครอบครัวฐานะปานกลางที่ประเทศอาร์เจนตินา เริ่มสนใจการเมืองเมื่อเขาไปเที่ยวที่ประเทศกัวเตมาลา ในตอนนั้นสหรัฐอเมริกาเข้ามาแทรกแซงการเมืองในกัวเตมาลาเนื่องจากประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง ฮาโกโบ อาร์เบนซ์ออกกฎหมายปฏิรูปที่ดินโดยจะนำที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ซึ่งส่วนใหญ่มีเจ้าของเป็นนายทุนสหรัฐฯ อย่างบริษัท United Fruit Company มาแจกจ่ายให้ประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง รัฐบาลสหรัฐฯ จึงกล่าวหาว่าอาร์เบนซ์เป็นคอมมิวนิสต์ จึงส่ง CIA ไปปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร เผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อที่มีเนื้อหาต่อต้านอาร์เบนซ์ทั้งทางวิทยุและใบปลิว ทั้งยังสนับสนุนทหารที่โปรสหรัฐฯ ให้ทำรัฐประหารจนสำเร็จอีกด้วย ต่อมากลุ่มทหารก็เลือกประธานาธิบดีคนใหม่ขึ้นมา ส่วนกฎหมายการปฏิรูปที่ดิน และการจัดตั้งสหภาพแรงงานถูกยกเลิกทั้งหมด!
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกัวเตมาลาทำให้เชรู้สึกโกรธแค้นมาก และตัดสินใจว่าหนทางเดียวที่จะปลดแอกประชาชนจากจักรวรรดินิยมอเมริก คือ ลุกขึ้นจับอาวุธเพื่อโค่นล้มผู้กดขี่ ต่อมาเชได้เข้าร่วมการปฏิวัติในประเทศคิวบาภายใต้การนำของฟิเดล คาสโตร เพื่อโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการที่นำโดยฟุลเฮนซิโอ บาทิสตา โดยพวกเขาเลือกใช้ยุทธศาสตร์การสู้รบแบบกองโจรแทนที่จะใช้พลังของมวลชน ถึงแม้ว่าพวกเขาปฏิวัติได้สำเร็จในปี 1959 แต่คิวบาภายใต้รัฐบาลใหม่ของคาสโตรก็ไม่ได้เป็นสังคมนิยมแต่อย่างใดเพราะไม่มีเสรีภาพและประชาธิปไตยสำหรับชนชั้นกรรมาชีพและเกษตรกรเลย กรรมาชีพไม่มีส่วนร่วมในการปฏิวัติ คิวบาใช้ระบบเศรษฐกิจ “ทุนนิยมโดยรัฐ” ไม่ต่างจากรัสเซียหรือจีน
ความฝันของเชที่จะสร้างสังคมนิยมไม่ประสบความสำเร็จ เขาผิดหวังกับเรื่องนี้พอสมควร ในที่สุดยุทธศาสตร์ที่เน้นกองกำลังติดอาวุธก็นำเขาไปสู่ความพ่ายแพ้ในคองโก และความตายในประเทศโบลิเวียเมื่อปี 1967
การสร้างกองกำลังติดอาวุธไม่ใช่ทางออก
เช เป็นนักปฏิวัติที่กล้าหาญ รักความเป็นธรรม และไม่ประนีประนอม ทว่าเขาเติบโตมาพร้อมกับมรดกทางการเมืองของลัทธิมาร์กซ์ภายใต้การนำของสตาลิน ดังนั้น มุมมองการปฏิวัติของเขาจึงไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะใช้แนวคิดสังคมนิยมจากบนลงล่าง มากกว่าประชาธิปไตยจากเบื้องล่าง กล่าวคือ แม้เขาจะเรียกตัวเองว่าเป็น “มาร์คซิสต์” แต่วิธีการต่อสู้ของเขาให้ความสำคัญกับการกระทำของคนกลุ่มน้อยแทนการใช้พลังมวลชนชนชั้นกรรมาชีพต่อสู้กับระบบทุนนิยมและจักรวรรดินิยม เท่ากับเป็นการหันหลังให้มวลชนเป็นล้าน ๆ เพื่อยกภาระในการ “ปลดแอก” ให้กับคนเพียงหยิบมือเดียว จะทำให้มวลชนไม่มีพื้นที่ร่วมถกเถียงแลกเปลี่ยนแนวทางการต่อสู้ คนที่ตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ จะเป็นแกนนำเพียงไม่กี่คนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และไม่สามารถถูกตรวจสอบได้
นอกจากนี้ การเน้นกองกำลังติดอาวุธจะทำให้เราไม่สามารถขยายแนวคิดสังคมนิยมไปสู่คนส่วนใหญ่ในสังคมได้ เพราะมีการจัดตั้งอย่างลับ ๆ ไม่สามารถทำอย่างเปิดเผย และเมื่อไม่สามารถขยายความคิดทางการเมืองได้แล้วนั่นก็หมายความว่าจะไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นกรรมาชีพที่มีพลังนัดหยุดงาน อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ โดยส่วนใหญ่แล้วกองกำลังเหล่านี้มักจะไม่สามารถต่อสู้กับกองทัพของชนชั้นปกครองโดยตรงได้ เพราะฝ่ายชนชั้นปกครองมีเงินทุน ทรัพยากร กำลังคน และอาวุธที่เหนือกว่าเป็นอย่างมากอีกด้วย
การปฏิวัติคิวบาเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ให้แง่คิดแก่นักปฏิวัติรุ่นหลังว่า สังคมนิยมจำเป็นต้องสร้างจากมวลชนกรรมาชีพเองจะให้คนอื่นมาทำแทนไม่ได้ ดังนั้น เราจึงมองว่า แนวทางการจับอาวุธไม่ยั่งยืน ควรเน้นการสร้างพรรคสังคมนิยม และรื้อฟื้นขบวนการมวลชนกรรมาชีพเพื่อการปฏิวัติในอนาคต ทั้งนี้ ชาวสังคมนิยมมองว่า ประชาธิปไตยแบบสังคมนิยมเป็นเป็นประชาธิปไตยที่มวลชนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ เพราะสถาบันการปกครองในสังคมจะต้องควบคุมโดยคนส่วนใหญ่เหล่านี้



