ประวัติศาสตร์การเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ตอน3/3)

โดย พัชณีย์ คำหนัก

​จากการรีวิวบทบาทของชาวคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ในตอน 2 ทำให้เห็นความสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์ในการปลดแอกจากเจ้าอาณานิคมและต่อต้านทุนนิยม ในตอนสามสุดท้ายนี้จะกล่าวถึงเพียงลักษณะการเมืองการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์ การถูกปราบปรามโดยเผด็จการฝ่ายขวา สงครามเย็นและการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์

การปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์

​ฝ่ายขวาพยายามช่วงชิงการเมือง อำนาจนำจากพรรคคอมมิวนิสต์ ในกรณีไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ชนชั้นนำฝ่ายขวาปราบปรามคอมมิวนิสต์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่นเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 19 ในไทย, ภาวะฉุกเฉินในมาเลเซีย ปี 1948-1960, ช่วงที่ลีกวนยูขึ้นมามีอำนาจในสิงคโปร์ปี 1965, การสังหารหมู่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในอินโดนีเซีย ปี 1965 ภายใต้การนำของพลตรีซูฮาร์โต เป็นต้น บางกรณีรัฐบาลเผด็จการใช้ข้ออ้างว่าต้องสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ และออกแบบลัทธิการเมืองของตนขึ้นมา เช่น ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ในไทยหรือการปรองดองระหว่างเชื้อชาติในมาเลเซียและสิงคโปร์ซึ่งเบี่ยงเบนการต่อสู้ทางชนชั้น หรือลัทธิปัญจศิลาในอินโดนีเซียภายใต้การนำของซูฮาโต ที่นิยามคอมมิวนิสต์กับวัฒนธรรมชาติ ในฟิลิปปินส์ การผูกขาดอำนาจของตระกูลชนชั้นนำที่เป็นเจ้าที่ดินรายใหญ่ประสบความสำเร็จเพราะใช้ความรุนแรงกับพรรคคอมมิวนิสต์และภาคประชาชน

​ในเวียดนาม เขมร ลาวหรือพม่า ฝ่ายซ้ายยังมีอิทธิพลสูงและยึดอำนาจรัฐได้แต่รูปแบบต่างกันไปในกรณี 3 ประเทศอินโดจีน ปัจจุบันแนวทางก็ผิดเพี้ยนไป เช่น ในเขมรและพม่า (หาอ่านเพิ่มเติมในหนังสือ)

ลักษณะการเมืองการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์

​พรรคคอมมิวนิสต์ใน SEA ได้รับอิทธิพลจากลัทธิสตาลิน-เหมามากกว่าลัทธิมาร์คซ์ เพราะลัทธิตาลิน-เหมาครอบงำพรรคคอมมิวนิสต์ต่างๆ ทั่วโลก หลังปี ค.ศ 1930 ทุกพรรคปรับตัวตามคำสั่งจากมอสโก เพราะรัสเซียมีบารมีสูงในแวดวงฝ่ายซ้ายและเป็นความหวังของทุกคน ดังกรณีเหมาเจ๋อตุงปฏิวัติสำเร็จในจีน แนวคิดสายสตาลินที่พัฒนาโดยเหมาก็สร้างอิทธิพลมากขึ้นต่อพรรคคอมมิวนิสต์ใน SEA  จุดหลักของแนวคิดดังกล่าวคือ สร้างแนวร่วมระหว่างกรรมาชีพ ชาวนา นายทุนน้อยและนายทุนชาติเพื่อปฏิวัติกู้ชาติซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของการปฏิวัติสังคม เน้นการจับอาวุธต่อสู้ในชนบทโดยใช้กองทัพชาวนาล้อมเมืองในกรณีพรรคที่นำโดยความคิดเหมามาใช้ และพัฒนาทุนนิยมโดยรัฐ ปกครองประเทศด้วยพรรคคอมมิวนิสต์พรรคเดียว

​พรรคคอมมิวนิสต์ที่ได้รับชัยชนะ เช่นเวียดนามและลาว ก็เดินตามประเทศจีนและพัฒนาไปเป็นทุนนิยมโดยรัฐเช่นกัน  แต่กรรมาชีพเวียดนามไม่เคยมีสิทธิเสรีภาพทางการเมืองในรูปแบบประชาธิปไตยเลยและไม่มีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ ส่วนกรณีลาวที่มีสภาพเศรษฐกิจล้าหลังและความสามารถของรัฐในการระดมทุนมีน้อยมาก กลไกตลาดในภาคเกษตรไม่ได้ถูกทำลายไปหมด ยิ่งกว่านั้นรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของลาวรักษาความสัมพันธ์กับองค์กรระหว่างประเทศของทุนนิยมตลาดเสรีมาอย่างต่อเนื่อง เช่น IMF

​ด้วยเหตุนี้ เราสามารถแบ่งสังคมนิยมออกเป็น 2 รูปแบบคือ สังคมนิยมจากบนลงล่างที่สร้างโดยกลุ่มข้าราชการพรรคคอมมิวนิสต์ หรือสังคมนิยมปฏิรูปที่มาจาก ส.สพรรคสังคมนิยมในรัฐสภา เป็นประเภทท่านให้ ซึ่งเป็นสังคมนิยมแนวสตาลิน-เหมา อีกประเภทหนึ่งคือสังคมนิยมจากล่างสู่บน ที่สร้างโดยมวลชนกรรมาชีพเอง หรือ สร้างแนวร่วมกับชาวนายากจน ด้วยการปฏิวัติล้มระบบทุนนิยมเพื่อสถาปนารัฐกรรมาชีพ ใช้แนวทางประชาธิปไตยที่มีสภาคนงาน ในรูปแบบคอมมูนปารีสหรือสภาโซเวียตหลังการปฏิวัติรัสเซีย 1917 สังคมนิยมประเภทนี้เป็นแนวมาร์กซิสต์

​นอกจากนี้ มีกรณีพิเศษของพม่าและเขมรแดง ที่เราไม่ควรมองว่าเป็นแนวมาร์คซิสต์ แนวสตาลิน หรือแนวเหมา (Maoist) ได้เลย กล่าวคือ ในกรณีเขมรแดง (พรรคคอมมิวนิสต์เขมร) เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดปีค.ศ. 1975 เขมรแดงยึดอำนาจรัฐได้แต่ไม่ได้เกิดขึ้นผ่านการปฏิวัติของกรรมาชีพและไม่ได้เกิดจากการปฏิวัติของชาวนาด้วย อีกทั้งสล็อท ซาร์ (พอล พต) ผู้นำเขมรแดงพยายามทดลองทางสังคมอันยิ่งใหญ่เพื่อสร้างภาวะพึ่งตนเอง เดวิด แชนด์เลอร์ อธิบายว่า เขมรแดงไม่ได้มีเจตนาตั้งแต่ต้นที่จะฆ่าคนเป็นล้าน แต่ความรุนแรงและความเป็นเผด็จการสุดขั้วของเขมรแดงมาจากการพยายามใช้นโยบายเพ้อฝันที่ล้มเหลว เช่น การบังคับให้พลเมือง ทุกคนออกจากเมืองเพื่อไปทำนา ไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากประเทศอื่นในขณะที่เศรษฐกิจเสียหายจากสงครามของสหรัฐ จึงเป็นเหตุผลให้เข้าใจได้ว่าทำไมผู้นำเขมรแดงกลัวการกบฏของประชาชน จนมองปัญญาชนและแม้แต่สมาชิกพรรคเองว่าอาจเป็นศัตรู ซึ่งนำไปสู่การกวาดล้าง “ศัตรู” การทรมานในคุก และการฆ่าคนจำนวนมาก และนโยบายเพ้อฝันดังกล่าวล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ในปี ค.ศ. 1979 กองทัพเวียดนามบุกเข้ามาล้มเขมรแดง โดยที่ไม่มีประชาชนเขมรคนใดออกมาปกป้อง มีแต่รัฐบาลไทย สิงคโปร์ จีน อังกฤษ และสหรัฐ ที่ประกาศว่าจะปกป้องรัฐบาลพลัดถิ่นของเขมรแดงในสหประชาชาติเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อเป็นเครื่องมือในสงครามเย็นกับรัสเซียและเวียดนาม

สงครามเย็น (ค.ศ. 1945-1990)

​ ​สองฝ่ายใน “สงครามเย็น” คือรัฐบาลฝ่ายคอมมิวนิสต์กับรัฐบาลฝ่ายตะวันตก ต่างอ้างว่าเป็นสงครามระหว่างสองอุดมการณ์หรือระหว่างสองลัทธิ แต่ในความเป็นจริงมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับจักรวรรดินิยม (Imperialism) กล่าวคือ จักรวรรดินิยมสหรัฐอเมริกาต้องการขยายตัวทางเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กับสะสมอาวุธ แข่งอิทธิพลกับรัสเซียคอมมิวนิสต์ และก่อสงครามเพื่อขยายอิทธิพลของทุนนิยมตลาดเสรี เพราะแทนที่จะสู้รบกันโดยตรงระหว่างมหาอำนาจทั้งสอง แต่กลับมีสงครามร้อนๆ ในภูมิภาคอื่น เพื่อช่วงชิงความเป็นใหญ่อย่างต่อเนื่อง เช่นในเกาหลี และต่อมาในอินโดจีน ในลาตินอเมริกา แอฟริกา และส่วนอื่นๆ ในเอเชีย เช่นอัฟกานิสถาน ตะวันออกกลาง ล้วนแต่เกิดภายใต้บริบทของสงครามเย็น และสหรัฐก็อ้างเพื่อประชาธิปไตยของโลกเสรี ส่วนฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็อ้างว่าต้องทำสงครามเพื่อปกป้องประชาธิปไตยสังคมนิยม ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็ล้วนเป็นเผด็จการทั้งสิ้น

​อย่างไรก็ตาม สหรัฐในที่สุดก็ได้รับชัยชนะ ทำให้ระบบเศรษฐกิจรัสเซียพังไปในปี 1989 แต่สหรัฐเองก็อ่อนแอจากสงครามเย็น เพราะพ่ายแพ้เวียดนามเมื่อปี 1975 อย่างไรก็ตาม นักวิชาการสายเสรีนิยมก็พยายามมองข้ามความโหดร้ายของสหรัฐอเมริกา แต่ไปพิสูจน์ความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์มากกว่า

​สรุปคือ เราสามารถเข้าใจการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์ SEA ในยุคสงครามเย็นได้ โดยต้องข้ามพ้นชุดคำอธิบาย 2 ชุด คือ

1. ตะวันตกมองว่า พรรคคอมฯ SEA เป็นพรรคตัวแทนจีนและรัสเซีย และกระแสหลักมองว่าคอมมิวนิสต์เป็นเผด็จการ แต่ทุนนิยมเป็นประชาธิปไตย ดังเห็นได้จากความโหดร้ายของสหรัฐในยุคสงครามเย็น

2. ฝ่ายคอมมิวนิสต์เองมองว่าเป็นพรรคของชนชั้นแรงงาน ชาวนา (แต่ไปทำแนวร่วมกับนายทุน) เพราะพรรคคอมมิวนิสต์มีระบบคิดที่ขัดกันภายใน คือ ในแง่ลัทธิทางการเมือง มีการยับยั้งการต่อสู้ของกรรมาชีพโดยพวกข้าราชการแดง กับมุมมองของสมาชิกระดับล่างของพรรคที่มีจำนวนนับล้านๆ คนทั่วโลก เชื่อสุดใจถึงการปฏิวัติเพื่อสร้างโลกใบใหม่ได้คือสังคมนิยม (หน้า139)

​ท้ายสุดหลังจากที่ถูกปราบ พรรคคอมมิวนิสต์ในไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์และมาเลเซียก็ขาดอิทธิพลทางการเมืองและการเมืองภาคประชาชนไปพอสมควร และมีผลต่อการลดพื้นที่ประชาธิปไตย ส่วนชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม ลาว เขมรก็ปูทางไปสู่เผด็จการของพรรครัฐบาลที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งผิดเพี้ยนไปจากเดิม

คำบรรยายภาพ: การก่ออาชญากรรมต่อสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซียปี 1965 ภายใต้การนำของพลตรีซูฮาร์โต

คำบรรยายภาพ: อดีตทหารผ่านศึกชาวอเมริกันต่อต้านการทำสงครามเวียดนาม ป้ายเขียนว่า “พวกเราจะไม่ทำสงครามของคนรวยอีก”

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ