แรงงานต่างชาติไม่ใช่ศัตรูของประชาชนไทย

โดย แสงยุทธนา

           เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2567 ในการประชุมรัฐสภา ส.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ จากพรรคประชาชนได้อภิปรายถึงปัญหาแรงงานเมียนมาร์ในประเทศไทยที่หนีสงครามกลางเมืองมายังไม่มีการรับรองให้ทํางานถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเปิดโอกาสให้ข้าราชการคอรัปชั่นผ่านการเก็บส่วยจากคนเมียนมาร์ที่เข้ามาทํางานโดยผิดกฎหมาย 

        การอภิปรายดังกล่าวกระตุ้นให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมไทยออกมาตอบโต้ด้วยแนวคิดชาตินิยมที่เกลียดชังแรงงานข้ามชาติ โดยมักจะให้เหตุผลว่าการให้แรงงานข้ามชาติได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคนไทยจะเปิดโอกาสให้ประเทศไทยถูกคนต่างชาติยึด อีกทั้งการเปิดรับแรงงานชาวเมียนมาร์ให้เข้ามาทํางานในประเทศโดยถูกต้องตามกฎหมายจะทําให้แรงงานไทยตกงาน ซึ่งข้อมูลเหล่าเหล่านี้ล้วนโกหก และข้อกล่าวหานี้แม้ไม่ใช่ประเด็นใหม่สําหรับสังคมไทย แต่ก็ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกใช้เบี่ยงเบนปัญหาของสังคมไทยโดยฝ่ายนายทุนและฝ่ายอนุรักษนิยมไทยมาอย่างยาวนาน

ประเด็นแรก แรงงานข้ามชาติจะมาแย่งงานคนไทย?

              ข้ออ้างนี้มักเป็นข้ออ้างคลาสสิคของฝ่ายนายทุนอนุรักษนิยมไทยที่มักจะโทษแรงงานข้ามชาติเมื่อยามเกิดวิกฤตการณ์ตกงานในประเทศไทยจากการแข่งขันในระบบทุนนิยม โดยมักจะอ้างว่าคนไทยตกงานกันเพราะแรงงานต่างชาติเข้ามาแย่งงานทั้งๆที่นายทุนเลือกจ้างหรือเลือกเลิกจ้างคนงานไทยออกก็คือนายทุนไทย ไม่ใช่แรงงานต่างชาติมาใช้อํานาจควบคุมนายทุนไทย อีกทั้งหากดูจากสถิติ อ้างอิงจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ พบว่าแรงงานต่างชาติในไทยซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของแรงงานทั้งหมดในประเทศ มักจะทํางานทักษะตํ่าซึ่งได้ค่าแรงตํ่ากว่า 15,000 บาท ซึ่งคิดเป็น 89% ของแรงงานต่างชาติทั้งระบบในไทย ในทางกลับกันด้านของสัดส่วนการว่างงานของคนไทย พบว่าคนไทยปัจจุบันที่ว่างงานส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษาจบใหม่ในระดับปริญญาตรีขึ้นไป ซึ่งคิดเป็น 5.7 แสนคน ซึ่งถือเป็นแรงงานมีทักษะในตลาดแรงงาน ซึ่งหและนั่นหมายความว่าแรงงานเมียนมาร์มิได้แย่งงานคนไทยแต่อย่างใด เพราะทํางานคนละส่วนกันตั้งแต่แรกแล้ว

ประเด็นที่สอง แรงงานต่างชาติจะมายึดประเทศไทย?

           ข้ออ้างนี้ไร้สาระมากเพราะจากสัดส่วนการทํางานของแรงงานข้ามชาติที่เพิ่งกล่าวไปข้างต้นชี้ชัดว่าส่วนใหญ่เป็นแรงงานธรรมดาที่ไร้อํานาจทางการเมือง และรัฐไทยปกครองโดยชนชั้นนําไทยที่พยายามปลูกฝังค่านิยมส่งเสริมความคิดชาตินิยมไทยให้เกลียดชังประเทศเพื่อนบ้านผ่านวิชาประวัติศาสตร์ไทยตลอดเวลา และหากพูดกันตามตรงแล้ว อ้างอิงจากสหประชาชาติ รัฐบาลเผด็จการทหารเมียนมาร์อย่าง มิน อ่อง หล่าย ที่รัฐประหารรัฐบาลพลเรือนและปราบปรามประชาชนด้วยความรุนแรงก็ได้รับการสนับสนุนทางด้านอาวุุธจากรัฐบาลไทยตั้งแต่รัฐบาลเผด็จการประยุทธ 
หากพูดอีกอย่าง แรงงานเมียนมาร์มิได้มายึดไทย แต่รัฐไทยต่างหากที่ไปส่งเสริมการทำรัฐประหาร มิน อ่อง ลาย ซึ่งทำให้ชาวเมียนมาร์บางส่วนต้องหนีสงครามเข้ามาทํางานในไทย แต่ชนชั้นนําไทยกลับไม่รับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองร่วมก่อ

จะเกิดอะไรขึ้นหากประเทศไทยไม่มีแรงงานต่างชาติ?

              ตัวเลขแรงงานต่างชาติเฉพาะที่ลงทะเบียน ล่าสุดอยู่ที่ 3.4 ล้านคน (มี.ค.67 และตัวเลขจริงอาจจะสูงกว่านี้)โดยร้อยละ 97 มาจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนซึ่งกลุ่มใหญ่สุดคือเมียนมา สาเหตุที่ต้องนำเข้าประเด็นหลักคือชนชั้นนายทุนต้องการกดอัตราค่าจ้างต่ำไว้ แต่อย่างไรก็ตามหากขาดแรงงานในส่วนนี้ไปเท่ากับว่าจะส่งผลเสียต่อกำไรของชนชั้นนายทุน
อีกทั้งในสังคมไทยปัจจุบันกําลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น อ้างอิงจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยพบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุผู้ประมาณ 14.6 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ประมาณ 4.9 แสนคน สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะสภาพทางเศรษฐกิจไทยที่ยํ่าแย่และค่าแรงถูกแช่แข็งมาหลายปี ทําให้คนไทยส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่มีลูกเพราะมีภาระทางครอบครัวทางด้านการเงินอยู่แล้ว ผลก็คือประเทศไทยจะมีแรงงานในระบบเศรษฐกิจน้อยลงทุกปี การเปิดรับแรงงานต่างชาติให้เข้ามาทํางานในไทยจึงเป็นตัวเลือกที่ดีสําหรับการพยุงกําลังแรงงานในประเทศไทย

             ประชาชนไทยไม่ควรหลงเชื่อคําหลอกลวงของชนชั้นปกครองที่พยายามเบี่ยงเบนปัญหาความเหลื่อมล้ำให้เป็นปัญหาชาตินิยม การเบี่ยงเบนนี้ไม่ได้ทําให้พวกเรามีชีวิตที่ดีขึ้นแต่อย่างใด และทําให้การรวมตัวต่อสู้กับศัตรูทางชนชั้นของเรายากขึ้น  หากประชาชนมีความฝันในการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น เราต้องเลิกเกลียดชังแรงงานเพื่อนบ้านและจับมือร่วมกับพวกเขาในการต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีสําหรับทุกคน

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ