การเมืองอินเดียภายใต้พรรคฝ่ายขวา

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์ คอลัมน์ สากลนิยม

นสพ.สังคมนิยม ตุลาคม 2567

เมื่อต้นเดือนมิถุนายนปีนี้ ผลการเลือกตั้งที่อินเดียไม่เป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมทีคาดไว้ เพราะพรรค “ภารตียชนตา” (BJP) ของเขาเสียที่นั่งไป 62 ที่นั่ง ซึ่งทำให้พรรครัฐบาลขาดเสียงข้างมากในรัฐสภาอย่างที่เคยมี นเรนทรา โมที ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอินเดียมาสิบปีตั้งแต่ชนะการเลือกตั้งในปี 2014

การเสียคะแนนเสียงของ BJP มาจากการที่แนวร่วมเพื่อการพัฒนาแห่งชาติอินเดีย “INDIA” ซึ่งประกอบไปด้วยพรรคคองเกรสและพรรคท้องถิ่นหลายพรรคเพิ่มคะแนนเสียง ตัวอย่างที่ดีคือพรรคซ้ายปฏิรูป Samajwadi ซึ่งแย่งที่นั่งจาก BJP ในรัฐอุตตรประเทศไป 29 ที่นั่ง รัฐนี้มีประชากรสูงสุดในอินเดียคือ 200 ล้านคน นอกจากนี้พรรค Trinamool Congress ก็ได้รับชัยชนะในรัฐเบงกอลตะวันตก ส่วนในรัฐทมิฬนาฑู พรรค Dravida Munnetra Kazhagam ซึ่งต้านพวกวรรณะสูงที่ชอบเบ่งอำนาจ ก็ได้รับชัยชนะภายใต้ผู้นำชื่อ เอม. เค. สตาลิน

นโยบายขวาจัดเหยียดคนมุสลิมและคนชายขอบของ โมที กับพรรคภารตียชนตา (BJP) มีส่วนในการทำให้ประชาชนหลายส่วนไม่พอใจ เช่นการโทษมุสลิมว่านำเข้าโรคโควิด การพูดว่าพวกมุสลิมเป็นพวกต่างชาติที่เข้ามายึดประเทศ หรือการพูดว่าต้องทุบทิ้งมัสยิดเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ก่อนการเลือกตั้งรัฐบาลประกาศว่าจะออกกฎหมายเพื่อจำกัดศาสนาที่ไม่ใช่ศาสนาฮินดู และก่อนหน้านั้นในปี 2019 มีการออกกฎหมายสัญชาติที่กีดกันคนมุสลิม ซึ่งนำไปสู่การตั้งค่ายประท้วงของสตรีมุสลิมในเมืองหลวงนิวเดลี

การที่พรรค BJP ขาดเสียงข้างมากในรัฐสภาอาจทำให้รัฐบาลผ่านกฎหมายแรงงานที่ทำลายสภาพการจ้างงานไม่ได้ ก่อนการเลือกตั้ง โมที ประกาศว่าจะออกกฎหมายเพื่อทำให้นายจ้างสามารถไล่คนงานออกง่ายขึ้นเพื่อเอาใจนายทุน

นโยบายเหยียดมุสลิมของพรรครัฐบาลมีเป้าหมายเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นทางการเมืองจากสภาพความเหลื่อมล้ำและความยากจนในสังคมอินเดีย เพราะคนยากจน 800 ล้านคนต้องพึ่งอาหารที่รัฐแจกให้มาตั้งแต่ก่อนสมัยรัฐบาลปัจจุบัน คนจนเหล่านี้ต้องเสริมรายได้ด้วยงานคุณภาพต่ำที่จ่ายค่าจ้างประมาณ 80 บาทต่อวันสำหรับงาน12 ชั่วโมง เช่นการก่อสร้างถนนหรือการทำงานในไร่ถั่วเหลือง นอกจากนี้ 40% ของทรัพย์สินชาติอยู่ในมือของคนรวยแค่ 1% ของประชากร และอินเดียมีมหาเศรษฐี 200 คน ซึ่งรัฐบาลโมทีไม่เคยมีมาตรการอะไรที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำดังกล่าวเลย เพราะเป็นรัฐบาลที่คลั่งกลไกตลาดเสรีและหนุนนายทุนเต็มที่ สรุปแล้วพรรค BJP พยายามยุให้คนจนแตกแยกและแย่งชิงกัน

การให้ความสำคัญกับศาสนาที่แตกต่างกันในสังคมอินเดียเริ่มตั้งแต่ยุคอาณานิคมอังกฤษ โดยอังกฤษพยายามแบ่งแยกคนอินเดียเพื่อให้ง่ายต่อการปกครอง วิธีที่ชนชั้นปกครองอังกฤษใช้ในการปกครองอินเดียท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชนคือ 1. ดึงคนรวยอินเดียชั้นสูงและคนชั้นกลางมาเป็นเจ้าหน้าที่ของอาณานิคม และ 2.แบ่งแยกประชาชนส่วนใหญ่ด้วยการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มต่างๆ

อย่างไรก็ตาม มีหลายกรณีที่ประชาชนไม่ยอมถูกแบ่งแยกและรวมตัวสามัคคีกันเพื่อต้านอังกฤษ เช่นในปี 1919 ซิกข์ มุสลิม กับฮินดู ร่วมกันเดินขบวนขับไล่อังกฤษโดยมีการดื่มน้ำจากภาชนะเดียวกันเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคี แต่รัฐบาลอังกฤษปราบปรามด้วยความป่าเถื่อนรุนแรง

เมื่อ มหาตมะ คานธี และพรรคคองเกรสปลุกระดมให้มวลชนออกมาต้านอังกฤษ ความแตกแยกระหว่างประชาชนมักจะลดลงหายไป แต่พอการเคลื่อนไหวของมวลชนเริ่มก้าวหน้าและดุเดือดมากขึ้น ทั้งคานธี และพรรคคองเกรส มักออกมายุติการชุมนุมเพราะกลัวว่าการเคลื่อนไหวจะไปไกลกว่าที่ผู้นำต้องการ หลังจากนั้นความขัดแย้งทางศาสนาในชุมชนต่างๆ มักกลับมา

ระหว่างปี 1942-1946 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีการเคลื่อนไหวต้านอังกฤษที่เข้มแข็งและสามัคคีกันระหว่างศาสนาต่างๆ ที่สำคัญคือมีกบฏของทหารเรือที่ชักธงของศาสนาหลักๆ พร้อมกับธงแดง บนฐานทัพและบนเรือรบ อังกฤษจึงเล่นไพ่สุดท้ายเพื่อทำให้อินเดียอ่อนแอ คือประกาศว่าจะยอมให้อิสรภาพแต่จะแบ่งอินเดียเป็นสองประเทศโดยสร้างปากีสถานขึ้นมาเป็นรัฐมุสลิม ผลคือการสู้รบกันระหว่างประชาชนฮินดูกับมุสลิม ทำให้มีคนล้มตาย 2 ล้านคน และอีก 15 ล้านคนต้องอพยพข้ามพรมแดนจากบ้านเกิดเดิมของตนเอง

การขึ้นมามีอำนาจของ นเรนทรา โมที และพรรคภารตียชนตา (BJP)

โมดี ในฐานะนักการเมืองมีรากกำเนิดจากนโยบาย “ฮินดูทวา” ที่มีเป้าหมายเพื่อทำให้อินเดียกลายเป็นรัฐฮินดู ตอนที่อินเดียได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ พรรคคองเกรสที่ก่อตั้งรัฐบาลประกาศเป็นทางการว่าอินเดียจะไม่อิงศาสนาใด แต่ในทางปฏิบัติพรรคคองเกรสก็เล่นการเมืองสกปรกทางศาสนาเมื่อคิดว่าจะได้ประโยชน์

ตามลัทธิ “ฮินดูทวา” คนกลุ่มน้อยอย่างคนมุสลิม หรือพวกวรรณะต่ำ/จันทาล/ดาลิต “มีสิทธิ์ที่จะอาศัยอยู่ในอินเดียถ้ายอมจำนนต่อระบบวรรณะ” ในระบบนี้พวกพราหมณ์ถือว่าเป็นพวกอภิสิทธิ์ชน “เพราะมีวิถีชีวิตที่สูงส่ง” ส่วนพวกวรรณะต่ำถือว่า “เป็นคนน่ารังเกียจ” เพราะกินเนื้อสัตว์ ดื่มเหล้า และ “เป็นคนสกปรก”

ลัทธิ “ฮินดูทวา” เชิดชูระบบวรรณะและอ้างว่าเป็นไปตามธรรมชาติ “เพื่อปกป้องความสงบมั่นคงของสังคม” แต่ไม่ว่าพวก “ฮินดูทวา” และพราหมณ์ จะรังเกียจคนวรรณะต่ำแค่ไหน เขาก็ต้องพึ่งคนเหล่านี้เพื่อทำความสะอาดห้องน้ำของเขาและเก็บขยะ

นอกจากนี้ ในทางปฏิบัติพวก “ฮินดูทวา” ต่อต้านนโยบายต่างๆ ของรัฐที่จะยกระดับคนจนและให้โอกาสในการพัฒนาตนเองของเขา เช่นในระบบการศึกษาหรือการทำงาน

คน “จันทาล” หรือคน “ดาลิต” มักจะเป็นเหยื่อของความรุนแรงจากวรรณะสูง ตลอด 23 ปีที่พรรค BJP ปกครองรัฐคุชราต มีดาลิตถูกฆ่าตาย 524 คน มีสตรีดาลิตถูกข่มขืน 1,133 ราย และมีคนดาลิตที่เป็นเหยื่ออาชญากรรมร้ายแรง 38,600 กรณี

นเรนทรา โมที เติบโตทางการเมืองจากฐานเสียงของ BJP ในรัฐคุชราต ในปี 2002 ตอนที่เขาเป็นผู้ว่าราชการรัฐ เขายุยงให้อันธพาลฮินดูทำร้ายคนมุสลิม ปรากฏว่ามีคนมุสลิมตาย 2,000 คน และ 150,000 คนต้องหลบหนีไปอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เขาถูกแบนไม่ให้เดินทางเข้าอังกฤษกับสหรัฐระหว่างปี 2002 ถึง 2012

ตอนที่โมทีเป็นหนุ่มเขาเข้าไปเป็นสมาชิกองค์กร “ราษฏรียสวะยัมเสวกสังฆ์” (RSS) ซึ่งเป็นองค์กรฮินดูสุดขั้ว

ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2020 ในยุคที่ โมที เป็นนายกรัฐมนตรี ศาลสูงสุดอนุญาตให้มีการสร้างวัดฮินดูบนซากมัสยิดบาบรีที่อโยธยา ซึ่งเคยถูกทำลายโดยอันธพาลฮินดูเมื่อปี 1992

ภายใต้รัฐบาลนี้ตำราในโรงเรียนก็ถูกแก้ไขโดยลบบทบาทสำคัญของชาวมุสลิมออกจากประวัติศาสตร์ และถ้าพูดถึงคนมุสลิมมักจะพูดในทำนองว่าเขาเป็นคนภายนอกที่บุกรุกเข้ามา เป็นพวกคลั่งศาสนาสุดขั้ว หรือเป็นผู้ปกครองเผด็จการ

อย่างไรก็ตาม ในเมื่อรัฐบาลของ โมที ต้องการเอาใจนายทุน การปลุกระดมความเกลียดชังคนมุสลิมไม่เป็นสิ่งที่ทุนใหญ่อินเดียและทุนต่างชาติชอบมากนัก เพราะมันไม่สร้างความสงบในสังคมเพื่อการขูดรีดและแสวงหากำไรของทุน โมที เข้าใจมานานแล้วว่าถ้าจะชนะการเลือกตั้งในระดับชาติเขาจะต้องถอยออกห่างจาก RSS และพยายามให้คนลืมความรุนแรงที่รัฐคุชราตในปี 2002

ในปี 2014 เขาชนะการเลือกตั้งเพราะโจมตีการคอร์รับชั่นและการเล่นพรรคเล่นพวกของพรรคคองเกรสที่ปกครองประเทศมาหลายสิบปี คองเกรสเคยอ้างว่าจะแก้ปัญหาความยากจน แต่ไม่ได้ทำอย่างจริงจังเลย คำขวัญของ โมที ในการเลือกตั้งครั้งนั้นคือ “อินเดียตื่นขึ้น” (India Rising) ที่เน้นพัฒนาโครงการทางเศรษฐกิจและโครงสร้างใหม่ๆ ที่จะช่วยให้อินเดียไปไกล เช่นการขยายอินเทอร์เน็ตไปสู่หมู่บ้าน ขยายงาน IT และการค้าขายออนไลน์ นอกจากนี้มีการขยายเงินกู้ในราคาถูกให้กับเกษตรกร และนายทุนน้อย ในช่วงนั้น โมที ชอบโม้ว่าตนเองเคยเป็นคนขายน้ำชาข้างถนน ที่พัฒนาตนเองผ่านความกระตือรือร้นและความขยันในการทำงาน นอกจากนี้ โมที ตั้งฉายาตนเองว่าเป็น “นายปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ” จากผลงานของตนในการเอาใจนายทุนในรัฐคุชราต

ในยุคนี้พรรค BJP เน้นกลไกตลาดเสรีเต็มที่กับการตัดกฎระเบียบที่ปกป้องกรรมาชีพและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงกลายเป็นที่ชื่นชมของกลุ่มทุนใหญ่

ฟาสซิสต์??

เราต้องระมัดระวังในการใช้คำว่า “ฟาสซิสต์” ไปทั่วกับนักการเมืองฝ่ายขวาที่เราไม่ชอบ ซึ่งเป็นปัญหาในแวดวงฝ่ายซ้าย เพราะฟาสซิสต์มีลักษณะและความอันตรายพิเศษ เราไม่ควรมักง่ายและเรียก โมที หรือพรรค BJP ว่าฟาสซิสต์ ทั้งๆ ที่เขาเป็นศัตรูของกรรมาชีพอินเดีย

ถ้าพิจารณาจากคำพูดหรือการปฏิบัติของสมาชิกพรรค BJP เช่นการที่มีการฆ่าวิสามัญคนมุสลิมที่อาจกินเนื้อวัว หรือการใช้ความรุนแรงกับดาลิต หรือการที่รัฐบาลเซ็นเซอร์หนังสือที่ไม่ชอบ และมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพและจับคุมนักข่าวที่กล้าวิจารณ์รัฐบาล หรือการที่ผู้ว่าฯ รัฐอุตตรประเทศเคยพูดว่า “ถ้าคนมุสลิมฆ่าคนฮินดูหนึ่งคน เราต้องฆ่าคนมุสลิมหนึ่งร้อยคน….. เราต้องเดินหน้าทำให้รัฐอุตตรประเทศและอินเดียเป็นพื้นที่ฮินดูล้วนๆ” จะเห็นว่า BJP เป็นพรรคที่เหยียดคนมุสลิมและคนวรรณะต่ำพร้อมกับใช้มาตรการเผด็จการในหลายพื้นที่ (แต่ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา BJP เสีย 29 ที่นั่งในรัฐอุตตรประเทศ!!)

และถ้าเราพิจารณาว่า “ราษฏรียสวะยัมเสวกสังฆ์” (RSS) มีการแต่งเครื่องแบบกางเกงขาสั้นสีกากีกับเสื้อสีขาว และฝึกเดินแถวถือไม้กระบอง หรือการที่องค์กรนี้เดิมได้รับแรงบันดาลใจจากองค์กรฟาสซิสต์ในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง เราอาจคิดว่ารัฐบาล โมที กับ BJP เป็นฟาสซิสต์ แต่ในประวัติศาสตร์เราทราบว่าขบวนการฟาสซิสต์ยึดอำนาจรัฐเมื่อชนชั้นกลางอยู่ในสภาพบ้าคลั่งและเบื่อหน่ายกับพรรคกระแสหลักเพราะสภาพเศรษฐกิจ และฟาสซิสต์มีกองกำลังติดอาวุธแบบเปิดเผยที่ออกมาข่มขู่ฝ่ายซ้าย นักสหภาพแรงงานและคนกลุ่มน้อย พร้อมกับใช้ความรุนแรงเพื่อปฏิเสธผลการเลือกตั้ง แต่อินเดียยังไม่ได้อยู่ในสภาพเช่นนั้น

เราต้องวิเคราะห์ว่า BJP เป็นพรรคนายทุนที่ใช้ระบบรัฐสภา และเป็นศัตรูของกรรมาชีพกับคนจนในอินเดีย พรรคนี้ต้องถูกต่อต้าน ปัญหาคือการต้าน BJP อย่างจริงจังทำผ่านระบบรัฐสภาไม่ได้ เพราะพรรคคองเกรสเสียความชอบธรรมไปมากและเป็นพรรคนายทุนอีกซีกหนึ่ง ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์อินเดียที่เคยมีอิทธิพลในรัฐเกรละ และรัฐเบงกอลตะวันตกก็เสียอิทธิพลไปมากเพราะเน้นการเมืองในรัฐสภา สนับสนุนแนวเสรีนิยมกลไกตลาด และเต็มไปด้วยการคอร์รับชั่น แทนที่จะออกมาสนับสนุนการประท้วงของเกษตรกร การประท้วงของดาลิต และการนัดหยุดงานทั่วไปของกรรมาชีพที่เกิดขึ้นในรอบสี่ห้าปีที่ผ่านมา ดังนั้นคำตอบว่าจะค้าน โมทีและ BJP อย่างไรอยู่ที่การปลุกระดมการเคลื่อนไหวทางชนชั้นนอกรัฐสภา

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ